10/07/2026
ธรรมะพระอาจารย์
พระอาจารย์ธวัช ปัญญาธโร ก่อนบวช เป็นโยมอยู่บนวัดเขาสุกิมสองปีเศษแต่ยังไม่ได้โอกาสที่จะออกบวช
ปี พ.ศ. 2530 ได้ติดตามท่านพระอาจารย์ทองพูนไปเที่ยวคลองขลุงและท่านชวนบวช เลยตัดสินใจบวชที่นั่น อยู่คลองขลุงได้สามเดือน ได้กลับมาจันทบุรี อยู่วัดเนินดินแดง
ต่อมาได้มาร่วมลงอุโบสถกับท่านพระอาจารย์ที่วัดเขาสุกิมครั้งแรก
ขณะที่รอท่านพระอาจารย์อยู่นั้น ผู้เขียนนั่งหลับตาคิดคำนึงถึงในอดีต
เมื่อก่อนผู้เขียนเคยได้สมาธิในระดับลึกซึ้งพอสมควร แต่ก็เสื่อมไปหมดแล้ว
คือคิดคำนึงว่าเมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์ ยังทำสมาธิได้ปานนั้น บัดนี้เราเป็นพระ มีพื้นฐานของศีลเป็นเครื่องรองรับ เราต้องทำได้ ถ้าทำไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ภายใน 1 ปี นับจากนี้ไปเราจะทำความเพียรไม่ให้ยิ่งหย่อนกว่าตอนเป็นคฤหัสถ์
ถ้าไม่ได้สมาธิอย่างเมื่อก่อนเราจะสึก
ทันใดนั้นผู้เขียนต้องสะดุ้งตกใจ เพราะได้ยินเสียงท่านพระอาจารย์ ซึ่งท่านมายืนอยู่ข้างหน้าผู้เขียนเมื่อใดไม่ทราบ
"คิดอย่างนี้น่ะไม่ใช่ลูกศิษย์ผมหรอก ถ้าคิดจะบวชเข้ามาแล้วต้องทำสมาธิให้ได้อภิญญาล่ะก็ ไม่ใช่ลูกศิษย์ผมหรอก เสียเวล่ำเวลาเปล่าๆ เพราะไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยที่เข้ามาบวช
ดูแต่ผมซิ เสียเวลากับมันตั้งสิบกว่าปี ไม่เห็นจะสำคัญเท่าไหร่เลย
ฤทธิ์ของผม ก็รู้มิใช่เหรอ เอารถสิบล้อมาโกยก็ไม่หมด (ผู้เขียนได้แต่พนมมือว่า ครับ ครับ อย่างเดียว)
จะเล่นเป็นหมีก็ได้ จะเล่นเป็นเสือก็ได้ จะให้ใครเห็นก็ได้ จะไม่ให้ใครเห็นก็ได้ จะเหาะก็ได้ ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม คนในโลกนี้น่ะที่ผมไม่รู้จิตรู้ใจน่ะไม่มีหรอก ผมจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้นเอง
แต่ถ้าผู้ใดบวชเข้ามาแล้ว ภาวนาแล้ว รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบใจแล้ววางมันเสียให้ได้ จึงจะเป็นลูกศิษย์ผม" แล้วท่านก็เดินไป
ธรรมะที่ท่านให้แม้จะสั้นนิดเดียว คือ ทำสมาธิแล้ว ภาวนาแล้ว ให้รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบใจแล้ววางเสียให้ได้นั้น ใช้ได้กับนักภาวนาทุกคน และได้ตลอดไปจนกว่าเราจะถึงนิพพาน
เพราะสิ่งที่กระทำนั้นเกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย และสิ่งที่กระทบนั้นมารวมอยู่ที่ใจนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนยังอยู่เป็นพระทุกวันนี้ ก็เพราะธรรมนี้ของพระอาจารย์