โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology

เส้นทาง

โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology, Department of History, Faculty of Liberal Arts, Thammasat University, Rangsit

เพจเผยแพร่ความรู้ ประวัติศาสตร์–โบราณคดี และชาติพันธุ์ ทั้งเรื่องราวทั่วไปและเชิงวิพากษ์
จัดทริปการเรียนรู้โดย ฟิลด์ ทริป ทราเวล (Field Trip Travel)
ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/13567 This page aims to critique and update the historical, art and archaeological news and so on. เพจนี้เน้นการอัพเดทข่าวสารและวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี

25/09/2026

โปรแกรมของทริปต่างๆ มีดังนี้ ใครสนใจก็จองๆ มาละกันนะครับ

วันที่ 21-26 ต.ค. เกาหลีใต้
ทริปตามรอยอาณาจักรแพ็คเจ และหินตั้งยุคก่อนประวัติศาสตร์ของเกาหลี ไปโซล กงจู บูยอ อิกซาน และกวางจู (ยังว่างอีก 2 ที่)

--------------
วันที่ 2-6 ธ.ค. เชียงใหม่
ทริปสืบค้นเรื่องของขุนหลวงวิลังคะ และชาวลัวะ/ละเวือะ ที่เชียงใหม่ รับจำนวน 15 คนเท่านั้น
ขุนหลวงวิลังคะคือ ผู้นำ/กษัตริย์ของชาวลัวะ ที่ต่อมาขัดแย้งกับพระนางจามเทวีและฤษีวาสุเทพ จึงเกิดการทำสงครามกัน ทริปนี้จะพาไปพระธาตุดอยคำ ถ้ำฤษีดอยสุเทพ วัดเจดีย์หลวง บ้านเมืองก๊ะ วัดพระพุทธบาทสี่รอย ถ้ำเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ออบหลวง และบ้านบ่อหลวง

--------------
วันที่ 16-20 ธ.ค. พม่าตอนกลาง
ทริปเที่ยวดินแดนชาวพยู เมืองศรีเกษตร (เมืองแปร) และเมืองเบคถาโน (ยังว่างอีก 3 ที่)
ชาวพยูคือ ชาวพม่าระลอกแรกที่อพยพเข้ามาในประเทศเมียนมาปัจจุบัน ตั้งรัฐตั้งแต่ก่อนทวารวดี-ทวารวดี เคยมีบันทึกชื่อเมืองในจดหมายเหตุของพระถังซัมจั๋ง

--------------
ปี 2570
วันที่ 16-19 ม.ค. 2570 ภาคใต้สุด-มาเลเซีย
ทริปเที่ยวสทิงพระ-ยะรัง (ปัตตานี)-เคดะห์
ทริปนี้ไปดูร่องรอยของกลุ่มเมืองท่าโบราณ 3 แห่งคือ สทิงพระ (ชีถู) ลังกาสุกะ และกะฏารัม ทริปนี้เคยจัดให้นิตยสารทางอีศานเมื่อ 3 ปีก่อน และต่อมาเมื่อปีก่อนไปเป็นวิทยากรให้ไกด์โอ ทริปนี้จัดตามการ request ของหลายคน รับ 15-20 คน ทริปนี้จะ special หน่อยคือ ให้นักโบราณคดีมาเลย์มาช่วยอธิบายด้วย ซึ่งกำลังมีโปรเจคกันในอนาคต

--------------
วันที่ 19-24 ก.พ. 2570 พุกาม
ทริปนี้นอกจากวัดๆๆๆๆ เช่น อนันทเจดีย์ เราจะพาไปเขาโปปา ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของนัต และยังเป็นแหล่งคาร์เนเลียนและแร่เหล็กอีกด้วย จากนั้นชวนที่ดูระบบชลประทานของเมืองพุกาม ซึ่งสำคัญ เพราะพุกามอยู่ในเขตแห้งแล้ง เดี๋ยวค่อยไปสอยเพื่อนๆ นักโบราณคดีพม่ามาช่วยอธิบายด้วยจะได้ข้อมูลเชิงลึก

--------------
ช่วงเดือน มี.ค.-ก.ค.
คิดว่าคงมีสักทริปไปเวียดนามเหนือ ไปดูเรื่องกลองมโหระทึก จัดกลุ่มเล็กๆ พักหรู กินอิ่ม รับรองได้

--------------
วันที่ 15-20 พ.ค. ทริปเกาหลีใต้ไป ปูซาน-คยองจู ศึกษาร่องรอยต่างๆ ของอาณาจักรซิลลา และกลุ่มนครรัฐของพวกกายา ชื่อรัฐและอาณาจักรพวกนี้คนไทยจะไม่ค่อยคุ้นเคย เพราะส่วนใหญ่ละครเกาหลีจะเน้นช่วงสมัยโชซอน

--------------
วันที่ 1-5 ส.ค. ศรีลังกาตะวันออก-ภาคใต้
ทริปนี้แรร์มาก อยากชวนไป อธิบายความรู้ตลอดทริปโดยนักโบราณคดีศรีลังกา ข้อมูล inside สุดๆ จะไปที่ที่ exclusive เข้าไปดูแหล่งขุดค้นต่างๆ โบราณสถาน/วัดที่คนไทยน้อยคนจะได้ไป

--------------
ราวๆ วันที่ 1-8 พ.ย. สาธารณรัฐเช็ก-ออสเตรีย
ทริปนี้ไปเมืองปราก (Prague) และ เชสกีกรุมลอฟ (Český Krumlov) เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยุโรปกลาง และความเป็นโบฮีเมียน จริงๆ ทริปนี้อยากจัดเพราะจะไปชิมเบียร์ เบียร์ที่เมืองนี้อร่อยมากครับ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายของโรงเบียร์และสูตรเบียร์สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมพยายามดื่มมาละ 40 รสชาติ 555

--------------
ทั้งหมดจัดโดย Field Trip Travel เลขที่ใบอนุญาต 11/13567 และบริษัทแลนด์ในแต่ละประเทศ

สิ่งที่ได้แน่นอนคือ ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีเชิงลึก, เอกสารประกอบทริป, และจะมีเวลาให้ช็อปปิ้งด้วยละนะ

24/09/2026

ตวามเห็นต่อเรื่องสไบ

คือถ้าเราคิดแบบเก่า คำถามมักจะเป็นว่า สไบมีต้นกำเนิดที่ไหน ใครมีมาก่อน และใครรับมาจากใคร

นี่คือวิธีคิดแบบ single origin คือพยายามหาจุดกำเนิดเพียงแห่งเดียว แล้วอธิบายว่าวัฒนธรรมแพร่กระจายออกไปอย่างไร

แม้ว่าบางคนอาจขยับมาพูดเรื่อง shared culture หรือวัฒนธรรมร่วม ซึ่งดูจะช่วยลดปัญหาการแย่งกันเป็นเจ้าของวัฒนธรรมได้มากขึ้น แต่กรอบนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะความเหมือนกันไม่ได้หมายความว่าสังคมต่างๆ จะต้องแชร์สิ่งนั้นกันโดยตรงเสมอไป บางอย่างอาจเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากอดีต หรือเกิดจากกระบวนการทางสังคมที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก

ผมจึงคิดว่ากรอบที่น่าสนใจกว่าคือ entanglement คือแทนที่จะถามเพียงว่า ของใคร ใครมีมาก่อน หรือ ใครรับจากใคร เราควรถามว่า สิ่งนั้นเข้ามาอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอย่างไร มีการรับ เลือก ปรับ เปลี่ยน ตีความ และสร้างความหมายใหม่อย่างไรในแต่ละสังคม เพราะวัฒนธรรมแทบไม่เคยเดินทางเป็นเส้นตรงจาก A ไป B เลยก็ได้

คือสิ่งที่ดูเหมือนกัน อาจเกิดจากประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์กัน การรับส่งกันหลายทอด รวมทั้งการพัฒนาในท้องถิ่นของแต่ละแห่งเองก็ได้

ดังนั้น สำหรับผม คำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับสไบจึงไม่ใช่
สไบเป็นของใคร แต่เป็น ผู้คนในภูมิภาคนี้ทำให้สิ่งที่เราเรียกว่า สไบกลายเป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างไร ผ่านประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ที่พันเกี่ยวกันมาอย่างยาวนานเสียมากกว่า

เราทะเลาะกันเพราะระบบคิดยังเป็นแบบโลกยุคอาณานิคม หรือคิดแบบเก่า

มาบรรยายที่เกาะสีชังให้ชมรมนักเขียนของการไฟฟ้าเก่ะสีชังเป็นวังฤดูร้อน สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดเรื่องสุขภาพที่เชื่อว่าอากาศด...
22/09/2026

มาบรรยายที่เกาะสีชังให้ชมรมนักเขียนของการไฟฟ้า
เก่ะสีชังเป็นวังฤดูร้อน สร้างขึ้นภายใต้แนวคิดเรื่องสุขภาพที่เชื่อว่าอากาศดีจะช่วยให้คนหายป่วย เพราะในเวลานั้นสมัย ร.5 อากาศในกรุงเทพฯ มีเชื้อโรคไม่สะอาด (เรียกความรู้ทางการแพทย์นี้ว่า miasma)

เหลืออีก 2 ที่เท่านั้น  #ทริปตามรอยอาณาจักรแพ็คเจ (Tracing the Baekje Kingdom)ระหว่างวันที่ 21–26 ตุลาคม 2569 (6 วัน 5 ค...
18/09/2026

เหลืออีก 2 ที่เท่านั้น

#ทริปตามรอยอาณาจักรแพ็คเจ (Tracing the Baekje Kingdom)
ระหว่างวันที่ 21–26 ตุลาคม 2569 (6 วัน 5 คืน)

ร่วมเดินทางย้อนเวลากว่า 2,000 ปี สู่ศูนย์กลางของอาณาจักรแพคเจ หนึ่งในสามอาณาจักรโบราณของเกาหลี พร้อมสำรวจเมืองหลวงทั้งสามของอาณาจักรแพคเจ แหล่งมรดกโลก UNESCO วัดโบราณ พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และแหล่งวัฒนธรรมโต๊ะหิน (Dolmen) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

📍 เส้นทาง Seoul – Gongju – Buyeo – Jeonju – Iksan – Gochang

ราคา 39,000 บาท/ท่าน (ราคานี้ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)
🛏 พักเดี่ยวเพิ่ม 9,300 บาท
(มัดจำ 15,000 บาท)

🎓 วิทยากร: ผศ. ดร. พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
และไกด์เเกาหลีมากความรู้

โปรแกรมฉบับเต็มและรายละเอียดต่างๆ สอบถามเข้ามาได้ครับ
ทริปนี้รับ 25 คนครับ
สนใจ inbox หรือเม้นต์ทิ้งไว้ครับ จะส่งโปรแกรมและรายละเอียดให้นะครับ

17/09/2026

วันก่อนผมลองทำกิจกรรมกับนักศึกษา โดยให้ทุกคนวาดพระพุทธเจ้จากคำบรรยายเรื่องมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการในคัมภีร์ ถามว่าทำไมต้องให้นักศึกษาวาด คือ ผมต้องการให้เขาเข้าใจเองว่า เพียงคำบรรยายในคัมภีร์ไม่ได้ทำให้เราสร้างใบหน้าของพระพุทธเจ้าออกมาได้เหมือนกัน ต่อให้ทุกคนอ่านมหาบุรุษลักษณะชุดเดียวกัน ภาพที่แต่ละคนวาดออกมาก็ย่อมต่างกัน เพราะระหว่างข้อความ กับภาพ ยังมีจินตนาการ ประสบการณ์ และค่านิยมเรื่องความงามของผู้สร้างเข้ามาแทรกอยู่เสมอ

นี่เป็นปัญหาเดียวกับที่ช่างเมื่อเกือบสองพันปีก่อนต้องเผชิญครับ เพราะพระพุทธรูปแบบมนุษย์เพิ่งปรากฏอย่างชัดเจนในคันธาระและมถุราหลังสมัยพระพุทธเจ้าหลายร้อยปี ไม่มีใครมี portrait ของพระพุทธเจ้าให้ลอก ช่างจึงต้องอาศัยทั้งคติเรื่องมหาบุรุษ และภาพของบุคคลผู้สมบูรณ์แบบที่ตนเองรู้จักในบ้านเมืองของตัวเอง พระพุทธรูปคันธาระกับมถุราจึงไม่เหมือนกัน และเมื่อพุทธศาสนาเดินทางไปสุโขทัย ล้านนา พม่า เขมร จีน หรือญี่ปุ่น พระพุทธเจ้าก็มีพระพักตร์และพระวรกายแตกต่างกันไปอีก

ถ้ามองในแง่การเรียนการสอน กิจกรรมแบบนี้อยู่ในแนว Active Learning และ Experiential Learning คือแทนที่จะบอกนักศึกษาว่า ศิลปินตีความคัมภีร์แตกต่างกันแล้วให้นั่งจด นักศึกษาได้ลงมือเผชิญปัญหานั้นด้วยตัวเองก่อน แล้วจึงกลับมาวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองทำ วิธีนี้ใกล้กับแนวคิด constructivism ที่มองว่าความรู้ไม่ได้เกิดจากการรับข้อมูลอย่างเดียว แต่ผู้เรียนสร้างความเข้าใจขึ้นจากการทดลอง เปรียบเทียบ ตั้งคำถาม และสะท้อนกลับต่อประสบการณ์ของตนเอง นั่นแหละ บางคนอาจจะอยู่ในโลกเก่า ซึ่งเก่ามากจนไม่เข้าใจระบบการเรียนการสอนในยุคนี้

สำหรับผม ผลลัพธ์ที่สำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครวาดสวย หรือใครวาด “ถูก” แต่คือหลังจากเอาภาพทั้งหมดมาวางข้างกัน แล้วนักศึกษาเริ่มถามว่า ทำไมเราทุกคนอ่านข้อความเดียวกัน แต่พระพุทธเจ้าที่เราวาดกลับหน้าตาไม่เหมือนกัน? ครับ ตรงนั้นต่างหากคือการเรียนรู้ เพราะมันทำให้เข้าใจทันทีว่า ภาพทางศาสนาไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดข้อความจากคัมภีร์ แต่เป็นกระบวนการตีความทางวัฒนธรรมด้วย

John Powers ใน A Bull of a Man ยังช่วยให้ประเด็นนี้น่าสนใจขึ้น เพราะเขาชี้ว่าพระพุทธเจ้าในคัมภีร์อินเดียถูกอธิบายในฐานะบุรุษที่มีร่างกายสมบูรณ์ สง่างาม และดึงดูดผู้คน ร่างกายจึงเป็นภาษาชนิดหนึ่งที่ใช้แสดงบุญและบารมี ดังนั้นคำถามที่ผมอยากให้นักศึกษากลับไปคิดจึงไม่ใช่ พระพุทธเจ้าจริงๆ หน้าตาอย่างไร แต่คือ ในแต่ละสังคม คนจินตนาการว่าผู้มีบารมีสูงสุดควรมีหน้าตาอย่างไรต่างหากครับ

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการลองวาดจึงสำคัญมากกว่านั่งฟังคำอธิบาย หรือมีแต่ศรัทธาโดยปราศจากความรู้ครับ

พระพุทธเจ้าไม่เกิดในเมืองไทยครับ

ผมไม่ได้มาวัดพระแก้ววังหน้าตั้งแต่ปี 2544 ตอนนั้นหลงเดินเข้ามา เขาเปิดพระอุโบสถพอดี เลยได้ชมจิตรกรรม แต่ในตอนนั้นก็มืดๆ ...
17/09/2026

ผมไม่ได้มาวัดพระแก้ววังหน้าตั้งแต่ปี 2544 ตอนนั้นหลงเดินเข้ามา เขาเปิดพระอุโบสถพอดี เลยได้ชมจิตรกรรม แต่ในตอนนั้นก็มืดๆ มองอะไรแทบไม่เห็น รู้ว่าเป็นจิตรกรรมช่วงรัชกาลที่ 4 เพราะวาดแบบสมจริงมากขึ้นแล้ว เช่น เมฆ และการใช้สีฟ้าอย่างสนุก รวมถึงอาคารบางฉากก็เป็นแบบยุโรป เช่น ฉากเมืองลังกา ซึ่งพระราชวังถูกวาดเป็นอาคารแบบตะวันตก วันนี้มีโอกาสได้ชมอีกครั้งพร้อมนักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ ก็ต้องเดินวนๆ รื้อฟื้นความจำ แต่สิ่งที่มาคราวนี้แล้วเห็นมากกว่าการเข้าใจความหมายทางศาสนาจากจิตรกรรมคือ การเข้าใจการเมืองในจิตรกรรมของวัดพระแก้ววังหน้านี่แหละ จิตรกรรมชุดนี้เป็นงานที่ผสมจิตรกรรมไทยประเพณีกับวิธีสร้างพื้นที่แบบตะวันตก และกรมศิลปากรกำหนดว่าโปรแกรมภาพสำคัญเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4

วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือ วัดพระแก้ววังหน้า ไม่ได้เป็นแค่วัดประจำวังหน้า แต่ผมคิดว่าเป็นความพยายามสร้าง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์คู่ขนานกับวังหลวง คือ วังหลวงมีวัดพระแก้วและพระแก้วมรกต วังหน้าจึงต้องมีพระศักดิ์สิทธิ์สักองค์ที่ควบคู่หรือขนานไปกับวังหลวง ดังนั้น ถ้าหากจะหาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สักองค์ พระพุทธสิหิงค์นี่แหละตอบโจทย์ เพราะมีตำนานศักดิ์สิทธิ์รองรับว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในลังกา ตาม ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นเรื่องการเดินทางของพระพุทธสิหิงค์จากลังกาไปยังนครศรีธรรมราช สุโขทัย พิษณุโลก อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ก่อนที่ในประวัติศาสตร์ต่อมาสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์องค์ที่วังหน้าจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2338 และจิตรกรรมที่นี่ก็เล่าเรื่องต่อมาจนถึงวังหน้าด้วย (ส่วนพระพุทธสิหิงค์องค์ไหนจะเป็นองค์ตามตำนานจริงๆ ก็มีเรื่องให้ถกเถียงกันอีกที)

ที่สำคัญ ความคิดเรื่องการเอาพระพุทธสิหิงค์มาเป็นคู่กับพระแก้วมรกตไม่ใช่เรื่องที่เราคิดขึ้นมาเองเสียทีเดียว เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยทรงสันนิษฐานไว้ใน สาส์นสมเด็จ ว่า การจะอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น มีเค้าไปทางการ “ยกเกียรติวังหน้าให้เทียบเทียมวังหลวง” และเปรียบพระพุทธสิหิงค์กับพระแก้วมรกตในฐานะพระพุทธรูปศรีเมืองโดยตรง

ยิ่งดูจิตรกรรมก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะด้านบนเหนือช่องประตูหน้าต่างเขียนเรื่อง อดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ เหมือนกำลังสร้างเวลาอันยาวนานของพระพุทธศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้วมากมาย และชวนให้คิดถึงคติเรื่องการสั่งสมบุญญาบารมีของพระโพธิสัตว์ในกาลเวลาอันยาวนานด้วย แต่ตรงนี้ต้องแยกกันนิดหนึ่งว่า พระพุทธเจ้า 28 พระองค์ไม่ใช่ “อดีตชาติ 28 ชาติของพระโคตมพุทธเจ้า” หากเป็นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ในสายพุทธวงศ์ เพียงแต่เมื่อนำมาเขียนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผมคิดว่ามันช่วยสร้างความรู้สึกถึงความต่อเนื่องของพุทธศาสนาและบารมีในกาลเวลาได้ดีมาก

อีกฉากที่น่าสนใจ ถ้าข้ามเรื่องความน่าตื่นเต้นของเรื่องตะขาบยักษ์ ผมคิดว่าเรื่อง ชเวดากองและตะขาบยักษ์ นี้ช่วยให้ชเวดากองเป็นสถานที่ที่เชื่อมอดีตพระพุทธเจ้ากับพระธาตุ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และราชอำนาจ ตามตำนานเขาสิงคุตตระ ที่ตั้งของชเวดากองนี้ถือเป็นสถานที่บรรจุเครื่องบริโภคที่สัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าในภัทรกัปสามพระองค์ก่อนพระโคตมะ ได้แก่ ไม้เท้าของพระกกุสันธะ เครื่องกรองน้ำของพระโกนาคมนะ และจีวรของพระกัสสปะ ต่อมาจึงบรรจุพระเกศาธาตุ 8 เส้นของพระโคตมะ ทำให้พื้นที่เดียวผูกเข้ากับ พระพุทธเจ้าสี่พระองค์ต่อเนื่องกัน ส่วนเรื่องตะขาบยักษ์กินช้างจนงาช้างกองอยู่บนเขา ก็เป็นตำนานอธิบายเขาสิงคุตตระที่เชื่อมต่อเข้ากับเรื่องการสร้างชเวดากองอีกทอดหนึ่ง

ดังนั้น เรื่องชเวดากองและตะขาบยักษ์นี้จึงช่วยเชื่อมโยงชุดเรื่อง อดีตพระพุทธเจ้า ให้เข้ากับภูมิศาสตร์จริงของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับชเวดากองโดยตรง แต่ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องของอดีตกาลอันไกลโพ้นมี “สถานที่” อยู่ในโลกจริง เท่ากับว่าจิตรกรรมกำลังเชื่อมโยงโลกของพุทธเถรวาททั้งลังกา พม่า ล้านนา และสยาม เข้ามาไว้ในพื้นที่ของวังหน้า

เพราะฉะนั้น ถ้าจะสรุปสั้นๆ ผมว่า วัดพระแก้ววังหน้าอาจเป็นการเมืองของการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ คือการทำให้วังหน้าเป็นศูนย์อำนาจที่มีพระพุทธรูป ศาสนสถาน ประวัติศาสตร์ และจักรวาลทางพุทธศาสนาของตัวเองครับ

เมื่อวานนั่งปรับปรุงสไลด์สำหรับสอนเรื่องศรีวิชัยให้กับ นศ. ในวันนี้ และเตรียมเอกสารประกอบการพาคนเที่ยวในทริปตามรอยศรีวิช...
11/09/2026

เมื่อวานนั่งปรับปรุงสไลด์สำหรับสอนเรื่องศรีวิชัยให้กับ นศ. ในวันนี้ และเตรียมเอกสารประกอบการพาคนเที่ยวในทริปตามรอยศรีวิชัย ก็แทบจะรื้อสไลด์กันเลย เพราะพยายามพูดถึงพัฒนาการของรัฐที่เขตคาบสมุทรไทย-มาเลย์ให้มากขึ้น เพื่อมองรัฐในช่วงเวลานี้แบบ fragment หรือกระจัดกระจายมากขึ้น และมองมันในแบบ network polity

แน่นอนว่า การอธิบายศรีวิชัยในอดีตมักติดอยู่กับภาพของอาณาจักรแบบที่มีเมืองหลวง และแผ่อำนาจไปครอบครองเมืองต่าง ๆ บนคาบสมุทรในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 8 แต่หลักฐานในปัจจุบันทำให้เห็นว่า การเมืองทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซับซ้อนกว่านั้น ศรีวิชัยควรจัดเป็น "รัฐเครือข่ายเมืองท่า" (network of port-polities) ที่เชื่อมศูนย์อำนาจหลายแห่งเข้าด้วยกันผ่านการค้า เส้นทางเดินเรือ เครือญาติ ศาสนา และความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำ ความสัมพันธ์ของเมืองเหล่านี้อาจแน่นหรือหลวม และเปลี่ยนแปลงได้ตามดุลอำนาจในแต่ละช่วงเวลา

คำอธิบายข้างต้นบางคนอาจมองว่าเราสามารถใช้คำว่า “สหพันธรัฐ” (federation) เพื่อเรียกศรีวิชัยน่าจะได้ แต่จริง ๆ แล้วคำนี้ก็มีปัญหา เพราะเป็นแนวคิดที่ผูกอยู่กับรัฐสมัยใหม่ ซึ่งมีการแบ่งอำนาจและสถานะของสมาชิกค่อนข้างแน่นอน มีการแบ่ง jurisdiction หรือสมาชิกที่มีสถานะเท่าเทียมกัน ซึ่งเราไม่มีหลักฐานว่าศรีวิชัยมีโครงสร้างเช่นนั้น

ข้อเสนอขของ O. W. Wolters เรื่องแนวคิด "มณฑละ" (Mandala) ดูจะเป็นคำตอบหนึ่ง เพราะช่วยให้เราเข้าใจรัฐที่ไม่มีพรมแดนตายตัว และอำนาจที่แผ่ออกจากศูนย์กลางได้ดี แต่แนวคิดนี้ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะยังให้ความสำคัญกับ “ศูนย์กลาง” และ “บริวาร” มากพอสมควร จนอาจมองข้ามความสัมพันธ์ในแนวราบระหว่างเมืองท่าด้วยกันเอง ทั้งการค้า การเดินทางของพระสงฆ์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และเครือญาติ ซึ่งไม่จำเป็นต้องผ่านศูนย์กลางทางการเมืองเสมอไป

อย่างไรก็ตาม แนวคิดแบบมณฑละก็มีจุดอ่อนสำคัญคือ เป็นกรอบเหมารวมที่ทำให้รัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณทั้งหมดดูเหมือนกันหมด คือ มีศูนย์กลาง อำนาจแผ่ออกเป็นวง พรมแดนพร่า และเมืองบริวารเปลี่ยนความภักดีไปมา ทั้งที่ในความเป็นจริงรัฐแต่ละแห่งอาจมีโครงสร้างต่างกันมาก และเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา นอกจากนี้แล้ว แนวคิดมณฑละนั้นมีรากจากวิธีคิดของรัฐบนภาคพื้นแผ่นดินมากพอสมควร คือศูนย์กลางหนึ่งแผ่อำนาจออกไปรอบ ๆ แต่ในภาคพื้นสมุทรนั้นอำนาจไม่ได้ทำงานแบบวงกลมเสมอไป เมืองท่าสองแห่งที่อยู่ไกลกันหลายร้อยกิโลเมตรอาจสัมพันธ์กันแน่นกว่ากับเมืองในแผ่นดินที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร เส้นทางเดินเรือ ลมมรสุม ช่องแคบ ปากแม่น้ำ และเครือข่ายพ่อค้าจึงอาจสำคัญกว่าระยะทางทางภูมิศาสตร์เสียอีก ดังนั้น แนวคิด network model จะอธิบายได้ดีกว่ามณฑละครับ

อีกปัญหาหนึ่งคือ การแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีกระแสหลักที่มักนำชื่อรัฐขนาดใหญ่ เช่น “ศรีวิชัย” ไปครอบศิลปกรรมจำนวนมากบนคาบสมุทร ทำให้เมืองอย่าง ไชยา ผานผาน ตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ หรือกดะห์ กลายเป็นเพียงพื้นที่ “รับอิทธิพล” ทั้ง ๆ ที่เมืองเหล่านี้ต่างมีพัฒนาการของตนเอง หลายแห่งเกิดขึ้นก่อนศรีวิชัย และบางช่วงก็มีอำนาจเป็นอิสระของตนในช่วงเวลาที่ศรีวิชัยยังมีอำนาจ

ดังนั้น การพบศิลปกรรม ศาสนา หรือสถาปัตยกรรมที่คล้ายกันจึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเมืองเหล่านั้นอยู่ในรัฐเดียวกัน เพราะพระสงฆ์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และความคิดสามารถเดินทางผ่านเครือข่ายทะเลได้โดยไม่ต้องมีการรวมศูนย์ทางการเมือง

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า เมืองหลวงของศรีวิชัยอยู่ที่ไหน หรือ ใครปกครองใคร คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นว่า เมืองแต่ละแห่งมีฐานอำนาจและหน้าที่อะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา หากมองเช่นนี้ คาบสมุทรก็จะไม่ใช่เพียงชายขอบของศรีวิชัย แต่เป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และพลวัตของตนเอง

08/09/2026

เชื่อหรือไม่ คนเกาหลีกับคนไทยเคยมีบรรพบุรุษเดียวกัน ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 เคบเชื่อว่าอพยพมาจากเทือกเขาอัลไต ทฤษฎีพวกนี้เพิ่งถูกหักล้างเมื่อไม่นานนี้

การจัดแสดงผ่านพื้นที่ว่าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ในภาพเป็นพระโพธิสัตว์ปางครุ่นคิดที่จัดแสดงในพิพิธ...
08/09/2026

การจัดแสดงผ่านพื้นที่ว่าง เป็นเรื่องที่น่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ในภาพเป็นพระโพธิสัตว์ปางครุ่นคิดที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงโซล ทั้งสององค์ถูกจัดแสดงท่ามกลางห้องขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้บรรยากาศเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา

เรื่องน่าสนใจในเชิงแนวคิดคือเมื่อวัตถุจัดแสดงถูกดึงออกจากบริบท เช่น วัด โบราณสถาน แล้วเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ สถานะของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ จะเปลี่ยนเป็นวัตถุเพื่อการศึกษา หรือศิลปวัตถุ แทน ซึ่งทำให้ความศักดิ์สิทธิ์นั้นลดลง แต่การจัดการกับพื้นที่ว่าง การเล่นกับแสง และบรรยากาศ ช่วยสร้างความรู้สึกให้วัตถุนั้นเกิดความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าพิพิธภัณฑ์บางแห่งอาจทำไม่ได้ เพราะมีพื้นที่จำกัด แต่การสร้างประสบการณ์ก็มีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เสียงสวดมนต์ หรือ กลิ่น เช่น พิพิธภัณฑ์ที่บูยอ ที่จัดแสดงกระถางกำยานก็ใช้กลิ่นกำยานอ่อนๆ ปล่อยออกมาเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้ชมเช่นกัน

ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษา เพราะการจัดแสดงวัตถุไม่มีเพียงเรื่องแสงกับป้ายข้อมูลเท่านั้น การสร้างประสบการณ์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง

ปล.โพสต์นี้ไม่ได้เขียนโดย AI แต่ Facebook ป่วง คิดว่าเขียนโดย AI ครับ

พระพุทธรูปประดับรอบอุโบสถวัดแหลม ท่าฉลอม ปัจจุบันกลายเป็นสีทองไปหมดแล้ว น่าเสียดายที่ทางวัดไม่เข้าใจคุณค่า สีทองพวกนี้ถู...
08/09/2026

พระพุทธรูปประดับรอบอุโบสถวัดแหลม ท่าฉลอม ปัจจุบันกลายเป็นสีทองไปหมดแล้ว น่าเสียดายที่ทางวัดไม่เข้าใจคุณค่า สีทองพวกนี้ถูกทาขึ้นเมื่อไหร่ผมไม่แน่ใจ เข้าใจว่าจะเป็นช่วงที่ผมไปเรียนต่อที่อังกฤษ ภาพชุดนี้ถ่ายไว้นานมากแล้วสัก 10 กว่าปีได้ ถ้าลอกสีทองออกแล้วบูรณะสีเดิมก็น่าจะพอทำได้อยู่ แต่คงใช้เวลานานมาก

อุโบสถไม้ถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของวัดในแถบสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม โดยจะทำโบสถ์หรือวิหารจากไม้ทั้งหลังแม้กระทั่งผนังของอาคาร จากนั้นจะมีลวดลายประดับทำจากปูนปั้น ลวดลายผสมทั้งไทยและจีนเข้าด้วยกัน อายุอยู่ในสมัยรัตนโกสินทร์ หรืออาจเก่าไปถึงอยุธยาตอนปลายเช่นที่วัดโกรกกราก เป็นต้น

ที่อยู่

Department Of History, Faculty Of Liberal Arts, Thammasat University
Rangsit
12121

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์