20/08/2026
เมื่อวานนี้ได้มอบหมายให้นักศึกษาอ่านบทความของ Oscar Moro Abadía (2023) เสนอประเด็นที่น่าสนใจว่า ประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เราเรียนและสอนกันมานาน มักถูกเล่าเป็นเส้นตรงจาก Culture-Historical → Processual → Post-processual Archaeology โดยมีหนังสือ A History of Archaeological Thought ของ Bruce Trigger เป็นงานสำคัญที่กำหนดภาพดังกล่าว และยังรวมถึงหนังสืออีกหลายเล่ม
Abadía มองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Trigger ผิด แต่เรื่องเล่านี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของโบราณคดีตะวันตก โดยเฉพาะโลก Anglo-American และให้ความสำคัญกับนักคิด ทฤษฎี และนักโบราณคดีชายตะวันตกเป็นหลัก ซึ่งทำให้การตีความบางเรื่องเป็นเรื่องของผู้ชาย
ในขณะที่โบราณคดีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนไปมาก คำถามไม่ได้มีเพียงว่า “เราจะรู้ความจริงเกี่ยวกับอดีตได้อย่างไร?” แต่ยังรวมถึง “ใครมีสิทธิสร้างและตีความความรู้เกี่ยวกับอดีต?” “เสียงของใครถูกทำให้หายไป?” และ “ความรู้ทางโบราณคดีส่งผลกระทบต่อใคร?” เป็นคำถามเชิงวิพากษ์และกำลังมองหา externalism หรือปัจจัยภายนอก
ทั้งหมดนี้เอง จึงทำให้งานโบราณคดีในรอบ 1-2 ทศวรรษมานี้จึงเกิดความสนใจมากขึ้นต่อเรื่อง ethics, justice, gender, Indigenous knowledge, community archaeology, decolonization และ multivocality รวมถึงการย้อนกลับไปค้นหาบทบาทของผู้หญิง ชนพื้นเมือง ผู้ให้ข้อมูล คนทำงานภาคสนาม และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งแท้จริงแล้วมีส่วนร่วมในการผลิตความรู้ทางโบราณคดี แต่แทบไม่มีพื้นที่อยู่ใน “ประวัติศาสตร์ของโบราณคดี” อยู่เลย เพราะปัจจัยพวกนี้ส่งผลอยากมากต่อการทำความเข้าใจอดีต
(จริงๆ มีงานของนักวิชาการไทยที่พยายามพูดถึงเรื่อง network theory และพูดถึงคนทำงานว่ามีส่วนต่อการตัดสินใจในการทำงานทางโบราณคดี แต่ก็ยังอยู่ในระดับของระบบการทำงานหรือการมีส่วนร่วม ยังไม่ได้ถึงขั้นของการตีความระดับ hermeneutics)
Abadía จึงเสนอแนวคิด “Pluriversal Histories of Archaeology” คือแทนที่จะพยายามสร้างประวัติศาสตร์โบราณคดีสากลเพียงเรื่องเดียว เราควรยอมรับการมีอยู่ของ หลายประวัติศาสตร์ หลายเสียง หลายประสบการณ์ และหลายระบบความรู้ เช่นเดียวกันกับพัฒนาการของโบราณคดีเองที่ในแต่ละประเทศมีระนาบทางความคิดของตนเอง