โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology

โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeology, Department of History, Faculty of Liberal Arts, Thammasat University, Rangsit.

เพจเผยแพร่ความรู้ ประวัติศาสตร์–โบราณคดี และชาติพันธุ์ ทั้งเรื่องราวทั่วไปและเชิงวิพากษ์
จัดทริปการเรียนรู้โดย ฟิลด์ ทริป ทราเวล (Field Trip Travel)
ใบอนุญาตนำเที่ยวเลขที่ 11/13567 This page aims to critique and update the historical, art and archaeological news and so on. เพจนี้เน้นการอัพเดทข่าวสารและวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี

ทริปเมืองโบราณลุ่มเจ้าพระยาในสมัยก่อน-ต้นอยุธยาสรรคบุรี – ชัยนาท – สิงห์บุรี🗓 30–31 พ.ค. 2569ทริป 2 วัน 1 คืน ลงพื้นที่จ...
25/04/2026

ทริป
เมืองโบราณลุ่มเจ้าพระยาในสมัยก่อน-ต้นอยุธยา
สรรคบุรี – ชัยนาท – สิงห์บุรี
🗓 30–31 พ.ค. 2569

ทริป 2 วัน 1 คืน ลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจ “ชุมชนและเมืองก่อนอยุธยา” ผ่านหลักฐานโบราณคดีและเครือข่ายเมืองโบราณในลุ่มเจ้าพระยา

🔎 ไฮไลต์
วัดมหาธาตุ สรรคบุรี และการตีความรัฐเจนลีฟู อธิบายข้อมูลการขุดค้นทางโบราณคดีที่มาช่วยไขปริศนา สอนการดูเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซ่ง-หมิงเบื้องต้น
สำรวจกลุ่มวัดสำคัญในสรรคบุรี (พระยาแพรก / สองพี่น้อง / โตนดหลาย / พระแก้ว) เข้าใจประเด็นเรื่องพื้นที่รอยต่อของรัฐ (Frontier zone)
วัดพระบรมธาตุ ชัยนาท + พิพิธภัณฑ์ชัยนาทมุนี
เตาเผาแม่น้ำน้อย แหล่งผลิตเครื่องปั้นสำคัญสมัยอยุธยา
วัดหน้าพระธาตุ แหล่งที่พบหลักฐานรอยต่อก่อนเข้าสู่สมัยอยุธยา

🎤 บรรยายโดย ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
ร่วมด้วยนักวิชาการท้องถิ่น นาย ประเมศฐ์ วิชาชู

💸 ราคา
พักเดี่ยว 5,200 บาท | พักคู่ 4,600 บาท

👉 เข้าใจอยุธยา ต้องเริ่มจากชุมชนเมืองก่อนอยุธยา

📩 สนใจสอบถาม / สำรองที่นั่ง (รับทั้งหมดจำนวน 17 คนเท่านั้น เดินทางด้วยรถตู้)
Field Trip Travel ใบอนุญาตเลขที่ 11/13567
แชทข้อความเข้ามาใน fb หรือ แอดไลน์ 089-663-9361

22/04/2026

ระหว่างเตรียมสอน ถ้าให้พิจารณาสถานะของไทยในโบราณคดีโลก เรามีจุดแข็งสำคัญคือ แหล่งโบราณคดีจำนวนมาก ความหลากหลายสูง และศักยภาพ fieldwork ดี แต่เรายังอยู่ระดับ data-rich but theory-poor ขาด theoretical debate ไม่ใช่ “theory producer” แต่เป็น data provider ให้โลกมากกว่า ซึ่งในอนาคตควรต้องปรับและขยับให้ไกลขึ้น สถานะตอนนี้อยู่ในช่วง transitional stage ระหว่างระบบราชการแบบเก่ากับวิชาการสมัยใหม่ที่ค่อยๆ กำลังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

21/04/2026

ประเด็นเรื่องพระนเรศวรที่มีคนนึงฟ้องคนเขียนการ์ตูนนั้น ทำให้นึกถึงคดีหมิ่นพระนเรศวร เมื่อปี 57 ซึ่งตอนนั้นผมถูกกันให้เป็นพยาน และเรื่องที่ผมเคยเขียนคือปรากฏการณ์ร่างทรงของวีรบุรุษทางประวัติศาสตร์

คือเรื่องที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ใช่แค่เรื่องว่า สิ่งนั้นจริงหรือไม่จริงในเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ลึกลงไปกว่านั้นคือ วิธีที่สังคมมองประวัติศาสตร์ต่างเสียมากกว่า

ในทางวิชาการมีคำหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ sacralization of history หรือการทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ ตั้งคำถามไม่ได้ หรือแม้แต่ตีความใหม่ก็ไม่ได้

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยเองก็มีลักษณะของ politics of memory ค่อนข้างสูง คือความทรงจำเกี่ยวกับอดีตไม่ได้เป็นกลาง แต่ถูกคัดเลือกและให้ความหมายผ่านอำนาจบางอย่าง ทำให้บุคคลในประวัติศาสตร์บางคน ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในอดีต แต่ถูกยกระดับเป็นเหมือน symbolic sacred figure หรือบุคคลเชิงสัญลักษณ์ที่มีสถานะกึ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว

เมื่อมาถึงจุดนี้ ความขัดแย้งมันเลยไม่ใช่แค่เรื่อง จริง vs ไม่จริง อีกต่อไปเท่านั้น แต่กลายเป็นเคารพ vs ไม่เคารพในเชิงสัญลักษณ์แทน นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมงานวิชาการหรืองานศิลปะบางอย่าง ถึงถูกวิพากษ์อย่างหนักทั้ง ๆ ที่มันอาจเป็นแค่การตีความหรือการสมมุติเท่านั้นเอง

คำถามสำคัญเลยคือไม่ใช่แค่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือเราจะวางตำแหน่งของประวัติศาสตร์ไว้ตรงไหนในสังคม ถ้าเราทำให้มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามแตะต้องเลย สุดท้ายมันก็จะถูกแช่แข็ง และกลายเป็นแค่สิ่งที่ต้องท่องจำ

แต่ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้คนตั้งคำถาม ตีความ หรือแม้แต่เอาไปสร้างสรรค์ต่อได้ ประวัติศาสตร์ก็จะยังเป็นอดีตที่มีชีวิต ที่คนรุ่นใหม่ยังอยากเข้าไปเรียนรู้และเชื่อมโยงด้วยได้อยู่ครับ การฟ้องคือการปิดปากและหยุดความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง ประวัติศาสตร์ไทยจึงยากจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้โดยง่าย

18/04/2026

ดราม่าเรื่อง ‘อโยธยาเอยาวดี’ กับ ‘หงสาวดี’ ก็สะท้อนปัญหาการคัดลอกงานและละเมิดลิขสิทธิ์แบบหนึ่ง
การลอกงานนั้นมีหลายแบบหลายระดับ

1. ลอกเอาไอเดีย
2. ลอกเอาโครงเรื่อง
3. ลอกเอาข้อความไป

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เส้นแบ่งระหว่างการรับอิทธิพล (influence) กับการลอก (plagiarism) ซึ่งในทางปฏิบัติไม่ได้ชัดเจนเสมอไป

ในโลกของงานสร้างสรรค์ โดยเฉพาะงานที่อิงประวัติศาสตร์นั้น การใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวละครชุดเดียวกัน หรือแม้แต่เหตุการณ์เดียวกัน ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะข้อมูลทางประวัติศาสตร์มีจำกัด และเป็นของสาธารณะครับ

แต่ปัญหาจะเริ่มขึ้นเมื่อวิธีเล่า (narrative strategy) จังหวะการคลี่คลายเรื่อง (plot progression) หรือแม้แต่การจัดวางความสัมพันธ์ของตัวละครมีลักษณะซ้ำในระดับโครงสร้าง จนไม่ใช่แค่คล้าย แต่เป็นตามรอย พูดกันอีกแบบหนึ่งคือ การหยิบวัตถุดิบเดียวกันมาใช้ไม่ใช่ปัญหา แต่การทำการปรุงออกมาเหมือนกันนี่แหละที่เป็นปัญหา

ในทางวิชาการ เราแยกได้ระหว่าง
- การอ้างอิง (citation) คือ การยอมรับแหล่งที่มา
- การดัดแปลง (adaptation) คือการสร้างความหมายใหม่
- การลอก (plagiarism) คือใช้โดยไม่ให้เครดิตและไม่สร้างความใหม่

ดราม่าลักษณะนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องใครลอกใคร
แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมความรู้ไทย ที่ยังไม่ให้คุณค่ากับการอ้างอิงอย่างจริงจังและเคร่งครัด ไม่แยกระหว่างแรงบันดาลใจ กับ การยืมโดยไม่เปลี่ยน และยังไม่มีวัฒนธรรมตรวจสอบ (critical culture) ที่เข้มแข็งพอ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องลิขสิทธิ์ แต่คือคำถามใหญ่ว่าเราจะสร้างสังคมความรู้ที่ต่อยอดมากกว่าทำซ้ำได้อย่างไร

มีอีกแบบที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่พบได้บ่อยในวงการสร้างสรรค์ คือ
4. การเอาไอเดียไปทำก่อน หรือที่เรียกกันตรงๆ ว่า ตัดหน้า กรณีนี้อาจไม่มีหลักฐานการคัดลอกเป็นข้อความหรือโครงเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่เป็นการที่รับรู้ไอเดียจากวงสนทนา จากการเสนอโปรเจกต์ หรือจากพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด แล้วนำไปพัฒนาและเผยแพร่ก่อนเจ้าของไอเดียเดิม

ปัญหาของกรณีนี้คือ มันอยู่ในพื้นที่สีเทา เพราะในทางกฎหมายอาจเอาผิดได้ยาก แต่ในทางจริยธรรม ถือเป็นการละเมิดความไว้วางใจ (breach of trust) อย่างชัดเจน

วันนี้สอนนักศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "D**g World" หรือโลกของกลุ่มคนบนพื้นที่สูง ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรั...
01/04/2026

วันนี้สอนนักศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "D**g World" หรือโลกของกลุ่มคนบนพื้นที่สูง ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับวงวิชาการไทย เพราะโดยมากที่รู้จักกันดีจะเป็นแนวคิดเรื่อง “โซเมีย (Zomia)” แม้ว่า แนวคิดโซเมีย และ D**g World จะใช้ในการอธิบายประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบนเช่นกัน เพราะทั้งสองแนวคิดเสนอโลกของคนบนภูเขา แต่กลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คำว่า “Zomia” ถูกเสนอโดย Willem van Schendel และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางจากงานของ James C. Scott ในหนังสือ The Art of Not Being Governed (2009) โดย Scott เสนอว่า พื้นที่ภูเขาขนาดใหญ่ตั้งแต่เวียดนามถึงอินเดียเป็น “พื้นที่ที่หลบเลี่ยงรัฐ” (state evasion zone) ผู้คนในพื้นที่นี้ไม่ได้ล้าหลัง แต่เป็น “ผู้ที่เลือก” จะไม่อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐลุ่มน้ำ

ข้อเสนอสำคัญของ Scott คือ การกลับด้านประวัติศาสตร์แบบรัฐเป็นศูนย์กลาง เขาชี้ว่า ตลอดช่วงเวลากว่า 2,000 ปี กลุ่มคนจำนวนมาก “หนีรัฐ” เพื่อหลีกเลี่ยงภาระต่างๆ เช่น ภาษี การเกณฑ์แรงงาน สงคราม และโรคระบาด และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ Scott มองว่าวัฒนธรรมของคนบนที่สูงไม่ว่าจะเป็นการทำไร่หมุนเวียน การเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน โครงสร้างสังคมแบบหลวม หรือแม้แต่วัฒนธรรมแบบมุขปาฐะ ล้วนเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมโดยรัฐ

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาร่วมสมัย โดยเฉพาะแนวคิด D**g World ของ James A. Anderson (2017) เสนอภาพที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ D**g World ไม่ได้มองพื้นที่ภูเขาเป็น “พื้นที่ไร้รัฐ” แต่เป็นเครือข่ายของหน่วยการเมืองขนาดเล็ก (chiefdoms / polities) ที่เชื่อมโยงกัน

สำหรับคำว่า “dong” (洞 / 峒 / 垌) นั้นในบริบทจีนใต้ หมายถึง ชุมชนในหุบเขาหรือแอ่งภูเขา ซึ่งกระจายตัวอยู่ในยูนนาน กวางสี เวียดนามตอนเหนือ และลุ่มน้ำโขงตอนบน และในทางการเมือง หน่วยเหล่านี้มีผู้นำ มีอำนาจ และมีโครงสร้างของตนเอง

หลักฐานจากเอกสารจีน เช่น Man Shu แสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนในพื้นที่นี้ (รวมถึงกลุ่มไท/ไต) มีระบบเกษตรกรรมที่ซับซ้อน (เช่น นาดำและเหมืองฝาย) ใช้เทคโนโลยีเหล็ก เลี้ยงม้า และมีเครือข่ายการค้าของป่าที่เชื่อมโยงกับรัฐใหญ่ สิ่งนี้สะท้อนว่าโลกภูเขาไม่ได้แยกขาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจภูมิภาค โดยหัวใจของ D**g World คือ การค้า ซึ่งมีเส้นทางสำคัญคือ Southwest Silk Road เป็นแกนกลาง ทำให้พื้นที่ภูเขากลายเป็นตัวกลาง (intermediary zone) จุดควบคุมเส้นทางการค้า เป็นพื้นที่กันชน (buffer zone) ระหว่างรัฐใหญ่ และเป็นพื้นที่ต่อรองอำนาจ

ในแง่นี้ กลุ่มไท/ไตไม่ได้เป็นเพียงคนชายขอบ แต่เป็นผู้เล่นสำคัญในระบบภูมิภาค เพราะพวกเขาครอบครองตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างโลกภูเขากับโลกลุ่มน้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อการค้า ควบคุมเส้นทางการเคลื่อนย้ายของสินค้า คน และทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นม้า ของป่า หรือโลหะ พื้นที่ของไท/ไตจึงกลายเป็นจุดต่อรองระหว่างรัฐใหญ่ เช่น จีน เวียดนาม หรือรัฐในลุ่มน้ำโขง อำนาจของพวกไท/ไตไม่ได้มาจากการรวมศูนย์หรือการขยายอาณาเขต แต่เกิดจากความสามารถในการควบคุมการไหลเวียน (control of flows) และสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ข้ามภูมิภาค กล่าวอีกแบบหนึ่ง กลุ่มไท/ไตไม่ได้อยู่นอกระบบรัฐ หากแต่กำลังกำหนดเงื่อนไขของระบบนั้นในระดับหนึ่ง ผ่านบทบาทของตนในเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สิบสองปันนา ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่เชียงรุ่ง พื้นที่นี้ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมยูนนานกับลุ่มน้ำโขงตอนล่าง กลุ่มไทลื้อในสิบสองปันนาไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งบรรณาการให้จีนเท่านั้น แต่ยังควบคุมการไหลของสินค้า เช่น ม้า เกลือ และของป่า ทำให้สามารถต่อรองอำนาจกับรัฐจีนได้ในระดับหนึ่ง

อีกตัวอย่างคือ สิบสองจุไท บริเวณลุ่มน้ำดำ–แดงในเวียดนามตอนเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ผ่านของเส้นทางการค้าระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้กลุ่มไทดำสามารถรักษาโครงสร้างการปกครองแบบสมาพันธรัฐของตนเองไว้ได้ แม้จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของด่ายเหวียด

แม้แต่ในกรณีของล้านนาก็สะท้อนภาพเดียวกัน เพราะเชียงใหม่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางการเมือง แต่เป็นจุดเชื่อมเส้นทางการค้าระหว่างยูนนาน พม่า และลุ่มเจ้าพระยา ทำให้ล้านนามีบทบาทเป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่งของรัฐรอบข้างในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มไท/ไตไม่ได้อยู่ในสถานะ “หนีรัฐ” อย่างที่แนวคิด Zomia เสนอ แต่กำลังใช้ภูมิศาสตร์และเครือข่ายการค้าเป็นเครื่องมือในการสร้างและรักษาอำนาจของตนเอง

ความนิยมของแนวคิด Zomia ที่มีมาก คงส่วนหนึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดแบบวิพากษ์อำนาจรัฐ ซึ่งมีอิทธิพลจากแนวคิดสายมาร์กซิสต์และอนาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญกับ “การต่อต้าน” ทำให้ Scott มองสังคมบนที่สูงผ่านกรอบของการหลบหนีเป็นหลัก ดูจะฟิตกันได้ดีกับสภาพของสังคมไทยที่มีปัญหาทางการเมืองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ข้อเสนอของ Anderson นั้น ผมคิดว่ามีความน่าสนใจและอธิบายพลวัตการเคลื่อนไหวของกลุ่มไท/ไตได้ดีกว่า กล่าวคือ แรงขับเคลื่อนสำคัญของพื้นที่ภูเขาไม่ใช่เพียงการต่อต้านรัฐ หากแต่คือ เศรษฐกิจการค้าที่ดึงดูดผู้คนให้เคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่เหล่านี้ และก่อให้เกิดเครือข่ายของชุมชนและรัฐขนาดเล็กที่ถักทอกันเป็นเครือข่าย ไม่เพียงเฉพาะพวกไท/ไตเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้น พื้นที่ที่ Scott เรียกว่า “stateless” อาจไม่ใช่พื้นที่ไร้รัฐจริง ๆ แต่เป็น “รัฐรูปแบบอื่น” ที่ไม่ได้รวมศูนย์ และไม่ได้มีพรมแดนแบบรัฐชาติสมัยใหม่ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงระหว่าง Zomia กับ D**g World ไม่ใช่แค่เรื่องคำอธิบายพื้นที่ภูเขาแต่คือการตั้งคำถามพื้นฐานว่า รัฐต้องมีลักษณะอย่างไร เราจึงจะเรียกมันว่า ‘รัฐ’ ได้? ซึ่งคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่รูปแบบทางการเมืองแบบรัฐรวมศูนย์ แต่อยู่ที่เครือข่ายของอำนาจที่กระจายตัว

หากเข้าใจกับระบบการเมืองพวกนี้ได้ จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการกระจายตัวของหลักฐานทางโบราณคดีได้มากขึ้น เพื่อสืบสร้างระบบการเมืองบนพื้นที่สูง

ภาพประกอบ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเวียดนามเหนือ

เจ้าแม่ตะเคียนในบรรดาต้นไม้มากมายในไทย ต้นตะเคียนเหมือนเฮี้ยนสุด ทำไมต้องต้นตะเคียนอ นพพร นนทพา นักพฤกษศาสตร์ อธิบายให้ผ...
29/03/2026

เจ้าแม่ตะเคียน

ในบรรดาต้นไม้มากมายในไทย ต้นตะเคียนเหมือนเฮี้ยนสุด ทำไมต้องต้นตะเคียน

อ นพพร นนทพา นักพฤกษศาสตร์ อธิบายให้ผมฟังว่า เพราะต้นตะเคียนมีสารกล่อมประสาทที่ปล่อยออกมาจากยางของต้น สารนี้เองที่สูดดมทำให้เกิดภาพหลอนขึ้นมา ซึ่งภาพหลอนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้ต่อผีในวัฒนธรรมของตนเอง

อีกเหตุผล เพราะต้นตะเคียนเป็นไม้ที่มียาง ทำให้คนคิดว่ามีชีวิต ประกอบกับความเชื่อเรื่องต้นไม้แบบโบราณที่ถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแบบหนึ่งหรือมีวิญญาณนั่นเอง

แต่ทำไมต้องเป็นผู้หญิง คำอธิบายโดยทั่วไปก็เพราะสังคมบ้านเรานั้นเป็นสังคมแบบผู้หญิงเป็นใหญ่ (machiachy) ดังนั้น การนับถือนางตะเคียนจึงเป็นร่องรอยของความเชื่อก่อนที่ศาสนาผู้ชายเป็นใหญ่แบบอินเดียจะเข้ามา

เรื่องเจ้าแม่ตะเคียนอาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องผี แต่สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ และเป็นความหวังของคนในสังคมในเมื่ออยู่ในภาวะไร้อำนาจภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจอบบนี่

ในภาพเป็นเจ้าแม่ตะเคียนที่วัดสูง สระบุรี

ร่องรอยเขมรโบราณที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี บ่ายนี้ระหว่างพัก เลยทักหาคุณเอ็ม เลยได้ไปสำรวจ เพราะคาใจมานานเรื่องร่องรอยเขมรโบ...
29/03/2026

ร่องรอยเขมรโบราณที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี

บ่ายนี้ระหว่างพัก เลยทักหาคุณเอ็ม เลยได้ไปสำรวจ เพราะคาใจมานานเรื่องร่องรอยเขมรโบราณในสระบุรี จากการสำรวจพบชิ้นส่วนกลีบบัวเข้าใจว่าเป็นแบบบาปวน โดยพบทั้งในวัดสูง และวัดเสาไห้ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างกันมาก ในวัดสูงยังพบศิลาแลงหลายก้อนด้วย ปัญหาสำคัญคือ ทั้งสองที่สิ้นสภาพความเป็นโบราณสถานไปเสียแล้ว ถ้าจะให้ดี อนาคตควรมีการขุดค้นเพื่อเช็คหลักฐานและชั้นดิน เพื่อต่อจิ๊กซอว์ของประวัติศาสตร์สระบุรี

26/03/2026

เท่าที่ตามข่าวเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบ้านดอนพลับ เพชรบุรี พบว่ามีการฝังศพร่วมกับกลองมโหระทึก โดยกลองถูกคว่ำหน้าลง ซึ่งน่าสนใจมากในเชิงพิธีกรรม

การคว่ำกลองนี้หมายถึงอะไร อาจตีความได้ว่าเป็นการ “ปิดเสียง” ไม่ให้ใช้ในโลกคนเป็นอีกต่อไป หรือเป็นการ “ส่งพลัง” ลงสู่โลกบรรพชน รวมถึงแนวคิดการกลับด้านของจักรวาล (cosmological inversion) ที่พบในพิธีศพหลายวัฒนธรรม กล่าวคือ การกลับทิศ กลับสภาพ หรือกลับความหมาย เพื่อทำเป็นเครื่องหมายว่า ผู้ตายได้ย้ายจากโลกของคนเป็นไปสู่อีกโลกหนึ่งแล้ว

เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมด่งเซินในเวียดนาม พบทั้งกลองคว่ำ หงาย หรือใช้เป็นโลงศพ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของพิธีกรรมในเครือข่ายวัฒนธรรมนี้ ที่สุสานด่งเต็ซ (Đông Thếch) จังหวัดฮวาบิ่ญ (หัวบินห์) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเมือง (Mường) ก็พบกลองมโหระทึกเป็นของฝังร่วมกับศพ โดยเฉพาะในหลุมของชนชั้นนำ น่าเสียดายว่าไม่เคยเห็นภาพถ่าย สุสานนี้มีอายุประมาณ 400 ปีมาแล้ว ข้อมูลชาติพันธุ์ยังชี้ว่า กลองถูกใช้ในพิธีศพ และเสียงกลองทำหน้าที่เชื่อมโลกคนเป็นกับโลกวิญญาณหรือบรรพชน

ดังนั้น กรณีเพชรบุรีจึงมีความเชื่อมโยงในแนวคิดหลังความตายบางอย่าง และสะท้อนแบบแผนความเชื่อร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลองมโหระทึกจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ ภาษาของพิธีกรรม และสะท้อนอำนาจสถานะของผู้ตายให้ปรากฏอย่างชัดเจนน่าสนใจมาก

26/03/2026

การเกิดขึ้นของ “ชนชั้น” ในสังคมยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่ม ไม่ได้เริ่มจากรัฐที่เข้มแข็งเพียงอย่างเดียว แต่ค่อยๆ ก่อตัวจากการควบคุมทรัพยากร, แรงงาน, และเครือข่ายการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างสุวรรณภูมิที่เชื่อมโยงเมืองท่าและเส้นทางข้ามคาบสมุทร เพื่อส่งต่อไปยังเมือง/รัฐปลายทาง

หลักฐานโบราณคดี เช่น กลองมโหระทึกในวัฒนธรรมด่งเซิน การฝังศพที่มีความแตกต่างของวัตถุ หรือการปรากฏของศาสนสถานและศูนย์กลางพิธีกรรม ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมเริ่มถูก “ทำให้มองเห็นได้” ผ่านวัตถุและพิธีกรรม กล่าวคือความแตกต่างเชิงปริมาณและมูลค่านั้นสะท้อนถึงความแตกต่างของช่วงชั้น/ชนชั้นในสังคม

แต่ชนชั้นในระยะแรกจึงไม่ใช่ชนชั้นแบบรัฐรวมศูนย์ หากเป็นชนชั้นเชิงเครือข่าย (network-based hierarchy) ที่ผูกโยงกับการควบคุมเส้นทางการค้า ความรู้ และพิธีกรรม มากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงไม่พบร่องรอยของการใช้อาวุธหรืออำนาจทางการทหารอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดของโครงกระดูกที่เมื่อรับศาสนาแล้วเปลี่ยนจากฝังกลายเป็นเผาทำให้ยากต่อการศึกษา

นอกไปจากการสะสมความมั่งคั่งแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป การสะสมอำนาจเชิงสัญลักษณ์ เช่น การสร้างศาสนสถาน การจัดขบวนแสดง หรือการกำหนดอัตลักษณ์ของผู้คน กลายเป็นกลไกสำคัญในการตอกย้ำความแตกต่างระหว่างกลุ่มและชนชั้นขึ้น

ดังนั้น ชนชั้นในยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่ม จึงควรถูกพิจารณาในฐานะไม่ใช่แค่ผลผลิตของสังคมเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการทางสังคมที่ค่อยๆ ก่อตัวผ่านวัตถุ พื้นที่ และการแสดงออกเชิงอำนาจในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนผ่านทางสังคมได้ชัดเจนขึ้น

25/03/2026

ในช่วงราวปี 2540 เป็นช่วงที่เกิดแนวคิดโบราณคดีชุมชนในไทย สอดคล้องกับกระแสการวิพากษ์ในวงวิชาการโบราณคดีสากล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวคิดหลังสมัยใหม่ โดยเฉพาะข้อเสนอของ Michel Foucault ที่มองว่าความรู้ไม่เคยเป็นกลาง หากแต่สัมพันธ์กับอำนาจในการกำหนดความจริง ขณะเดียวกัน โบราณคดีแบบ post-processual ของ Ian Hodder ก็ได้ตั้งคำถามต่อความเป็นวัตถุวิสัยของการตีความอดีต โดยเสนอว่าความหมายของวัตถุโบราณคดีล้วนถูกสร้างผ่านบริบทของผู้ตีความ เมื่อเป็นเช่นนี้ การเกิดขึ้นของ “โบราณคดีสาธารณะ” จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้สาธารณะเข้ามามีส่วนร่วมในเชิงปฏิบัติ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงปรัชญาว่า ใครคือผู้มีสิทธิ์ในการเล่าอดีต และเสียงของใครที่ถูกทำให้เงียบหายไปในกระบวนการผลิตความรู้นั้นๆ

นี่เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้ในราว ปี 2552 ผมได้เขียนบทความเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับโบราณคดีที่เขาวัง ตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณ ซึ่งบทความนั้นไม่ได้พูดเรื่องโบราณคดีสาธารณะโดยตรง แต่เป็นเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับการตีความ หรือ hermeneutic archaeology ซึ่งตั้งคำถามถึงอำนาจของการตีความอดีต เพราะเชื่อว่าอดีตไม่มีความหมายตายตัว แต่ถูกตีความผ่านบริบท วัฒนธรรม และผู้ตีความ

เมื่อโยงกับเรื่องโบราณคดีสาธารณะในปัจจุบัน สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ งานโบราณคดีสาธารณะจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนหรือคนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการขุดค้นทางโบราณคดีเท่านั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป คำถามสำคัญกลับอยู่ที่ว่า นี่คือ “การมีส่วนร่วม” อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียง “ภาพของการมีส่วนร่วม” เท่านั้น เพราะในหลายกรณี นักโบราณคดียังคงเป็นผู้กำหนดคำถาม ออกแบบกระบวนการ ตีความข้อมูล และเขียนเรื่องเล่า (ประวัติศาสตร์) ทั้งหมด

ขณะที่คนในพื้นที่หรือผู้เข้าร่วมมีบทบาทเพียงผู้ช่วยขุดหรือแรงงานภาคสนาม ฟังดู negative แต่ก็น่าตั้งคำถามเช่นกัน หากมองในมุมนี้ สิ่งที่เราเรียกว่าโบราณคดีสาธารณะอาจเป็นเพียงการทำให้การผูกขาดความรู้ดูเหมือนเปิดกว้าง เนื่องจากการมีส่วนร่วมที่ปราศจากอำนาจในการตั้งคำถาม หรือไม่มีสิทธิ์ในการตีความอดีตของตนเอง ยังคงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบเดิม เพียงแต่ถูกทำให้ดูมีส่วนร่วมมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น โบราณคดีสาธารณะที่จะไปไกลกว่านั้น มันไม่ใช่แค่การชวนคนมาร่วมขุดค้น แต่คือการเปลี่ยนคำถามพื้นฐานว่า “ใครมีสิทธิ์เล่าอดีต และอดีตนั้นเป็นของใคร” เพราะตราบใดที่ชุมชนยังไม่มีสิทธิ์ในการกำหนดความหมายของอดีต สิ่งที่เราทำอาจไม่ใช่ public archaeology ในความหมายแบบปัจจุบัน หากแต่เป็นเพียง archaeology ที่มี public เข้ามาเกี่ยวข้องเท่านั้น

21/03/2026

ถ้าปัญหาน้ำมันคลี่คลาย เดือนมิถุนายน วันที่ 24-29 มิ.ย. ผมว่าจะจัดทริปไปศรีลังกา ทริปนี้พิเศษตรงมีนักโบราณคดีศรีลังกาไปด้วย ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก
ทริปครั้งนี้สัญญาว่าจะไม่เหนื่อย 555 ใครสนใจเม้นต์หรือแชทไว้นะครับ

ที่อยู่

Department Of History, Faculty Of Liberal Arts, Thammasat University
Rangsit
12121

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โบราณคดีเชิงวิพากษ์ Critical Archaeologyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์