11/09/2026
หากใครเคยมีเยือนหอศาสตราแสนเมืองฮอม อาจเคยเห็น "ตูบปิ๊สสะหนูสี่ตน" หรือ "ศาลเจ้าพ่อเตาเหล็ก" ที่สืบทอดมาจากเมืองเชียงแสน ตั้งอยู่ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์หอศาสตราแสนเมืองฮอม บทความนี้จะทำให้เห็นเส้นทางของภูมิปัญญาการตีเหล็กและปิ๊สสะหนูทั้งสี่ตน จากเมืองเชียงแสนถึงศูนย์การเรียนรู้เวียงเชียงเหล็ก ที่ดำเนินมายาวนานกว่า ๒๒๒ ปี
การเดินทางขององค์ความรู้การตีเหล็ก จากเชียงแสน ถึงศูนย์การเรียนรู้เวียงเชียงเหล็ก และการฟื้นคืนของสูตรทำดาบแบบเชียงแสน-เมืองลอง..
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมืองเชียงแสนเป็นอีกหนึ่งเมืองสำคัญของล้านนามาตั้งแต่ราชวงศ์มังราย และมีบันทึกในตำนานพื้นเมืองที่กล่าวขานถึงบ่อเหล็กเมืองเชียงแสน ประกอบกับข้อมูลที่ทางเราลงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเชียงแสนอพยพมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี ทำให้ทราบว่าชาวเชียงแสน นอกจากงานสถาปัตยกรรม ผ้าทอ วรรณกรรม ยังมีความสามารถในการตีเหล็กและทำอาวุธ ..
หลังการล่มสลายของเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.๒๓๔๗ ชาวเมืองเชียงแสนถูกกวาดต้อนไปพร้อมกับทัพต่าง ๆ ที่ยกมาโจมตี โดยปรากฏหลักฐานประเภทคำให้การ ว่าช่างเหล็กที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเชียงแสนได้รับมอบหมายให้ทำเหล็กและอาวุธ เช่น กลุ่มเชียงแสนบ้านฮ่อมที่เชียงใหม่ต้องตีเหล็กทำดาบทำอาวุธส่งคุ้มหลวงนครเชียงใหม่ กลุ่มเชียงแสนบ้านนาตุ้มที่เมืองลอง(รวมทั้งเชียงแสนในบ้านอื่น ๆ ในเมืองลอง ก็ต้องถลุงเหล็กตีอาวุธเช่นกัน แต่กลุ่มใหญ่อยู่ที่นาตุ้ม)ต้องถลุงเหล็กลองและตีอาวุธส่งคุ้มหลวงนครลำปาง ..
ปี พ.ศ.๒๔๒๓ เจ้าหลวงเชียงใหม่มีพระราชดำริที่จะฟื้นฟูเมืองเชียงแสน จึงเกณฑ์ลูกหลานชาวเชียงแสนที่ถูกกวาดต้อนมาในปี พ.ศ.๒๓๔๗ ให้กลับไปฟื้นฟูเมืองเชียงแสน "นายมี" ซึ่งเป็นทายาทของชาวเชียงแสนในบ้านสวนดอก เมืองเชียงใหม่ ได้เดินทางกลับไปฟื้นฟูเมืองเชียงแสนด้วย ในขณะเดียวกัน เมืองลำปางได้ส่งชาวเชียงแสนในเมืองลองกลับไปฟื้นฟูเมืองเชียงแสนด้วย ทำให้ช่างตีเหล็กเชื้อสายเชียงแสนได้เดินทางกลับแผ่นดินที่บรรพชนจากมา..
หลังจากนายมีเดินทางกลับไปเมืองเชียงแสนพร้อมกับลูกหลานชาวเชียงแสนอีกจำนวนมาก นายมีได้เรียนตีเหล็กที่เมืองเชียงแสน คาดว่าได้เรียนกับช่างเหล็กที่เคยอยู่เมืองลอง เนื่องจากปรากฏนามหนึ่งในเจ้าพ่อบ่อเหล็กลองเป็นปิ๊สสะหนู(ผีประจำเตา) เมื่อนายมีได้มีครอบครัวลูกหลาน ได้ส่งบุตรชายคนโต ชื่อ "นายอ้าย" เดินทางกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านสวนดอก เมืองเชียงใหม่ ทว่า นายอ้ายได้แต่งงานกับภรรยาชาวเมืองจาง (บ้านกิ่ว อ.แม่ทะ จ.ลำปาง) นายอ้ายซึ่งมีฝีมือการตีเหล็กและรับช่วงตีผีปิ๊สสะหนู ๔ ตนจากบิดา ทราบจากภรรยาว่าบริเวณเมืองลำปาง เมืองเมาะ เมืองจาง มีการใช้เหล็กคุณภาพจากเมืองลอง นายอ้ายจึงย้ายมาอยู่กับภรรยาที่บ้านกิ่ว เมืองจาง ..
ทศวรรษที่ ๒๔๕๐ นายอ้ายตัดสินใจย้ายมาบุกเบิกที่ดินใหม่ในเขตเมืองลอง เนื่องจากใกล้กับบ่อเหล็กลอง และเปิดสำนักสอนตีเหล็กขึ้นยังที่บริเวณนั้น นายอ้ายมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ "นายวันแก้ว" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "น้อยคำอ้าย" เป็นผู้รับช่วงต่อในการตีเหล็กและสอนวิชาการทำเหล็กที่สืบทอดมาจากเมืองเชียงแสน นายอ้ายถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๔๕ พร้อมกับการหยุดตีเหล็กของนายวันแก้ว บุตรชาย ซึ่งในปี พ.ศ.๒๕๖๗ ทางศูนย์การเรียนรู้เวียงเชียงเหล็ก เข้าไปสัมภาษณ์และขอสืบสูตรการตีเหล็ก ทรงดาบ ทรงมีด สูตรเคล็ดลับต่าง ๆ องค์ความรู้ด้านอาวุธโบราณ พร้อมกับรับสืบทอดผีปิ๊สสะหนู ๔ ตน ที่สืบมาจากเมืองเชียงแสน ได้แก่ เจ้าข้อมือเหล็ก เจ้าเป๊กสะจา(หนึ่งในเจ้าพ่อบ่อเหล็กลอง อดีตเจ้าเมืองลองสมัยพระเจ้าติโลกราช และเป็นผีอารักษ์ใหญ่ของเมืองลอง) ท้าวดอกไฟ เจ้าฝนแสนห่า ได้ทันท่วงทีก่อนที่นายวันแก้วจะเสียชีวิตในปีต่อมา ..
ปัจจุบันได้มีการค้นหาช่างตีเหล็กที่เคยเรียนกับนายอ้ายและนายวันแก้ว พบว่าทุกท่านเน้นงานเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ไม่มีท่านใดที่สามารถตีดาบตีอาวุธได้อีกแล้ว ..
ดังนั้น ดาบทุกเล่ม อาวุธทุกชิ้น ที่ออกไปจากเตาเวียงเชียงเหล็ก นอกเหนือจากชิ้นงานคุณภาพ พลังจากเจ้าพ่อบ่อเหล็กลอง และปิ๊สสะหนูทั้ง ๔ ตน คือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่เก็บเรื่องราวอันยาวนานกว่า ๒๒๒ ปี..
ปล.ตามการแบ่งเขตการปกครองสมัยใหม่ ทำให้เตาของนายอ้ายและนายวันแก้ว ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่..
ค้นคว้า รวบรวม เรียงเรียง เผยแพร่ โดย ศูนย์การเรียนรู้เวียงเชียงเหล็ก เตาศาสตราวุธเวียงเชียงเหล็ก เมืองลอง