ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน

ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
The first ASEAN Cultural Center in Southe

ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมอาเซียนอันวิจิตรงดงาม สะท้อนคุณค่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิต ศรัทธา ภูมิปัญญา และสุนทรียภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการอันมีชีวิตบนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร สร้างบรรยากาศแห่งกา

รเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียอันทันสมัย เปิดโอกาสแห่งการมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดทางวัฒนธรรมในหลายมิติ
The Ministry of Culture of Thailand established ASEAN Cultural Center in Bangkok, the first ASEAN Cultural Center in Southeast Asia, with the aim to showcase our ASEAN Community's histories, cultures, arts, traditions, and values ans also deliver the message to the public on the shared culture heritages and values within Southeast Asian region and its people. The center will serve as an interactive learning center presenting the cultural heritage of all ASEAN member states through multimedia technology.

มาเจ๋ แม่(เลี้ยง)ผู้รักษาพรหมจรรย์ ชาวจีน คือ หนึ่งในชนชาติที่มีการอพยพจากบ้านเกิดมากที่สุด โดยการอพยพนั้นมีอยู่ด้วยกันห...
23/08/2026

มาเจ๋ แม่(เลี้ยง)ผู้รักษาพรหมจรรย์

ชาวจีน คือ หนึ่งในชนชาติที่มีการอพยพจากบ้านเกิดมากที่สุด โดยการอพยพนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการหนีภัยสังความและความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ การหาโอกาสทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การมาเพื่อค้าขาย หรือรับจ้างเพื่อส่งเงินกลับไปดูแลครอบครัว ซึ่งหนึ่งในภูมิภาคที่มีการอพยพไปเป็นจำนวนมาก คือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น สิงคโปร์ ซึ่งสิงค์โปร์เป็นประเทศที่มีชาวจีนอพยพเข้าไปอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่อพยพเข้าไปนั้นประกอบอาชีพอยู่ด้วยกันหลายอาชีพ เช่น ค้าขาย ช่างฝีมือ เกษตรกร กรรมกร และอีกหนึ่งอาชีพ คือ การเป็น มาเจ๋ ซึ่งผู้ประกอบอาชีพนี้จะต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น


มาเจ๋ คือ คำในภาษาจีนกวางตุ้ง (ในภาษาจีนกลางใช้คำว่าหม่าเจีย) โดยคำว่า มา (媽) หมายถึงแม่ และเจ๋ (姐) หมายถึงพี่สาว โดยคำนี้จะใช้เรียกผู้หญิงที่มาจากเมืองซุ่นตั๊ก (順德) มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะได้เป็นมาเจ๋ แต่จะต้องเป็นผู้หญิงที่ได้ผ่านพิธีกรรม ซอเหย (梳起) หรือพิธีกรรมหวีผม โดยพิธีนี้จะจัดในวัด ศาลเจ้า หรือศาลบรรพชนในบ้านของเจ้าตัว ระหว่างพิธี หญิงผู้เข้าร่วมพิธีต้องทำการหวีผมของตนให้เป็นมวยขนาดใหญ่ด้านหลังศีรษะและกล่าวคำสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า จะครองตนเป็นพรหมจรรย์และจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต หลังจากพวกเธอผ่านพิธีกรรมแล้ว พวกเธอจะได้รับการเรียกว่า จี่ซอเหลย (自梳女) หมายถึงหญิงที่เกล้าผมด้วยตนเอง เพราะตามปกติทรงผมในลักษณะนี้มักจะทำในหญิงที่อยู่ในระหว่างพิธีแต่งงาน โดยจี่ซอเหลยส่วนหนึ่งจะทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอของเมืองซุ่นตั๊ก แต่เมื่ออุตสาหกรรมสิ่งทอเริ่มซบเซาลงในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๓๐ จี่ซอเหลย บางส่วนจึงได้อพยพจากซุ่นตั๊กไป ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์


การอพยพของจี่ซอเหลยเข้ามาในสิงคโปร์นั้น บางส่วนได้มาเป็น มาเจ๋ ซึ่งหากกล่าวโดยสถานะ และหน้าที่แล้ว มาเจ๋ คือแม่บ้านผู้คอยดูแลงานบ้านทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดบ้าน การทำอาหาร การจ่ายตลาดแทนเจ้าของบ้าน แต่หากแยกจากความหมายของ มาเจ๋ ซึ่งแปลว่า แม่และพี่สาว ย่อมสะท้อนความสำคัญและใกล้ชิดของมาเจ๋ ซึ่งมากกว่าการเป็นแม่บ้านทั่วไป เพราะอีกหน้าที่หนึ่งของมาเจ๋ คือ การดูแลลูกของผู้ว่าจ้าง


มาเจ๋ ซึ่งได้ดูแลเด็กนั้นจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า เบบี้อาม่า (Baby amah) หรืออาม่า โดยอาม่าจะทำหน้าที่ดูแลเด็กโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำเด็ก การทำอาหาร การป้อนข้าวเด็ก และเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดยมาเจ๋นั้นเปรียบเสมือนได้กับแม่คนที่ ๒ เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องดูแล ปกป้องเด็กผู้นั้นให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กระทั่งเด็กบางคนได้อยู่กับมาเจ๋มากกว่าอยู่กับแม่แท้ ๆ ของตน ประหนึ่งเป็นแม่คนที่ ๒ จึงกล่าวได้ว่า มาเจ๋ คือส่วนสำคัญที่ได้ทำให้สิงคโปร์มีประชากรที่เติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ จนกลายเป็นหนึ่งประเทศที่สามารถเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยทรัพยากรมนุษย์ ตัวอย่างของมาเจ๋ที่ได้ดูแลบุคคลสำคัญของสิงคโปร์นั้นคือ มาดามโอหยาง หวนหยัน (Madam Ouyang Huanyan) ซึ่งดูแล ลี เซียนลุง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ซึ่งเป็นบุตรของ ลี กวนยู นายกรัฐมนตรีคนแรงของสิงคโปร์


การแต่งกายของมาเจ๋นั้นเน้นความเรียบง่าย เพื่อแสดงถึงพรหมจรรย์ที่ตนได้ถือ โดยมาเจ๋จะแต่งกายด้วยชุดที่เรียกว่า สามฟู (衫裤) เป็นชุดที่ประกอบด้วย กางเกงสีดำ และเสื้อสีขาว และอาจจะแต่งผมด้วยริบบิ้นสีดำ


ด้วยความใกล้ชิดของมาเจ๋และครอบครัวผู้ว่าจ้าง ทำให้มาเจ๋บางคนจึงเปรียบประหนึ่งบุคคลในครอบครัวที่อยู่กับบ้านของผู้ว่าจ้างของตนจนตนเองตลอดชีวิต ส่วนมาเจ๋ที่ได้เกษียณตนเองออกจากหน้าที่บางส่วนได้อาศัยกู๋เหลยฝ่อง (估俚房) คือห้องที่มาเจ๋เช่าร่วมกันหลายคนเพื่ออยู่อาศัย หรือบางท่านอาจย้ายไปอยู่โรงเจในช่วงบั้นปลายชีวิตของตน

แหล่งอ้างอิง
https://www.silpa-mag.com/history/article_26173
https://ngthai.com/photography/72041/life-of-overseas-chinese/
https://www.nlb.gov.sg/main/article-detail?cmsuuid=a94ecf3b-09dc-4c55-9f8f-cff3db0ff92a
https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/penang-event-honours-majie-who-helped-malaysian-and-singaporean-families
https://www.roots.gov.sg/Collection-Landing/listing/1395241?utm_source=chatgpt.com
https://www.roots.gov.sg/Collection-Landing/listing/1527937
https://www.thestar.com.my/metro/metro-news/2025/03/20/heartfelt-memories-honouring-legacy-of-majie

ขอขอบคุณ คณะครูและคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาสมรรถ...
21/08/2026

ขอขอบคุณ คณะครูและคณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาสมรรถนะครูและคุณภาพผู้เรียนอาชีวศึกษา สำหรับการเข้าเยี่ยมชม ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ในวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙
--------------------------------------------------
We would like to thank you our guest; teachers and operation committee of the history learning management in the digital era to develop teacher competencies and the quality of students in vocational education workshop program for attending ASEAN Cultural Center on August 20, 2026.

"มาเรีย คราล่า" ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์มาตุภูมิในนวนิยายการเมืองของโฮเซ รีซัล ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อพูดถึงฟิลิปปินส์ ประเทศ...
21/08/2026

"มาเรีย คราล่า" ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์มาตุภูมิในนวนิยายการเมืองของโฮเซ รีซัล ประเทศฟิลิปปินส์
เมื่อพูดถึงฟิลิปปินส์ ประเทศเกาะผู้ผ่านสงครามและการต่อสู้ลัทธิการล่าอาณานิคมมาอย่างยาวนาน ประวัติศาสตร์การสร้างชาติและความเป็นมาตุภูมิของประเทศ ในวันนี้เนื่องในเดือนแห่งการเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ เราเสนอเรื่องราวสตรีผู้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ “Inang Pilipinas” ความรักและความเป็นสตรีของประเทศฟิลิปปินส์
“มาเรีย คราล่า” เป็นหนึ่งในตัวละครเอกในวรรณกรรมเรื่อง “Noli me Tangere” หรือ อันล่วงละเมิดมิได้ ซึ่งเขียนโดยโฮเซ รีซัล รัฐบุรุษของฟิลิปปินส์ในศตวรรษที่ ๑๙ โดยตัวละครนี้มีเค้าโครงและแรงบันดาลใจมาจากบุคคลในชีวิตจริงอย่าง “เลโอนอร์ ริเวร” ผู้ซึ่งเป็นรักแรกและรักครั้งเดียวของโฮเซ รีซัล เรื่องราวความรักผู้เป็นเหมือนดั่งโศกนาฎกรรมของโฮเซ เมื่อครั้งที่ทราบข่าวว่าเลโอนอร์ ริเวร ได้ถูกจับคลุมถุุงชนกับชายอื่น เขาจึงได้เก็บทุกความทรงจำของเธอ แล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่ ก่อกำเนิดเป็นตัวละครสำคัญและสัญลักษณ์ของประเทศอย่าง “มาเรีย คราล่า” ซึ่งโฮเซได้ยกให้เธอเป็นถึง Inang Pilipinas (อินัง ปิลิปินัส) ซึ่งมีความหมายว่า มารดาแห่งฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตาม รีซัลสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาตามมุมมองของผู้ชาย โดยเชื่อกันว่าเลโอนอร์ ริเวรา อดีตคนรักได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสตรีคนนี้ และรวมถึงการตีความเธอที่ยังเป็นที่ถกเถียงของนักวิชาการในสมัยปัจจุบัน ว่ากันว่าเธอเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์แบบอาณานิคมและการเอารัดเอาเปรียบระหว่างสเปนและฟิลิปปินส์ นอกจากนั้นตัวละครมาเรียแล้ว เธอยังเป็นตัวกำหนดสัญลักษณ์ความงามให้กับหญิงในยุค ดังเช่นเครื่องนุ่มห่มและบรรทัดฐานความงามของยุคสมัย เนื่องจากในบทบรรยายของเธอให้มีการกำหนดลักษณะความงามอย่าง“เมสติซา” (Mestiza) ลักษณะของผู้มีเชื้อสายผสมระหว่างชนพื้นเมืองและยุโรป และในบทบาทของเครื่องแต่งกายประจำชาติฟิลิปปินส์ มีการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากลักษณะนิสัยของเธอ อ่อนโยน บริสุทธิ์ สำรวมในศาสนา อนึ่งสตรีผู้สวมชุดมาเรีย คราล่าจะต้องพกพาและถือพัดติดตัวเสมอ เพื่อเป็นแสดงถึงการสำรวมและยังใช้เป็นพัดวีกันลมอีกด้วย
บทบาทของการเป็นแม่ในวรรณกรรม
ในนวนิยายของโฮเซ รีซัล “Noli me Tangere” หรือ อันล่วงละเมิดมิได้ ไม่ได้มีการกล่าวให้มาเรีย คลาร่าได้ขึ้นเป็นสัญลักษณ์มารดาโดยตรง (ยกเว้นในส่วนของการเป็นภาพแทนบุคลาธิษฐานของประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะมาตุภูมิและการถูกยกย่องในฐานะสตรีผู้บริสุทธิ์และควรปฏิบัติตามขนบคริสตจักร) แต่กระนั้นก็มีตัวละครมารดาผู้เสียสละสำคัญในเนื้อเรื่องผู้ซึ่งถูกกล่าวว่าเป็นภาพแทนของชาวฟิลิปปินส์อีกนัยหนึ่งด้วยเช่นกัน ตัวละครนั้นได้แก่ “ซิซา” หรือ “นาร์ซิสา” คุณแม่ผู้เสียสละ ซิซาและมาเรียเป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็น FOIL หรือคู่ตรงข้ามทางวรรณกรรม เธอเป็นตัวแทนของความเป็นจริงของชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากที่โดนกดขี่โดยชาวสเปน
หากมาเรีย คลาราสื่อถึงสตรีพรหมจรรย์และได้รับการยกย่องตามหลักศาสนา ซิซากลับเป็นขั้วตรงข้ามของเธอ
โดยในภาพจำของเธอในฐานะมารดาผู้ตรอมตรม เธอเป็นแม่ที่อดทนและเป็นผู้อุทิศตนให้กับลูกชายสองคนได้แก่ คริสปินและบาซิลิโอ ในเนื้อเรื่องเธอต้องทุกข์ทรมานจากการถูกสามีทอดทิ้งและทำร้ายร่างกาย จนทำให้ค่อยๆ เสียสติและจากไปอย่างน่าเศร้า นาร์ซิสา นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละในฐานะมารดาผู้ถูกข่มเหงอย่างทารุณ และภาพแทนอีกด้านในความไม่สวยงามของชาวฟิลิปปินส์สมัยใต้การปกครองของจักรวรรดิสเปน
มาเรีย คราล่า และนาร์ซิสาอยู่ที่ไหนในฟิลิปปินส์และในโลกสมัยใหม่ ?
บทบาทของพวกเธอสองคนได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย นับตั้งแต่เครื่องนุ่งห่มมาจนแบบอย่างสตรีที่ดีตามคตินิยม หากมาเรียสื่อถึงความเป็นชาติที่ควรรักษา นาร์ซิสาถือเป็นภาพแทนของประชาชนในสมัยนั้น ปัจจุบัน นาร์ซิสาในฐานะมารดาผู้ถูกปฏิบัติอย่างทารุณจะยังปรากฏในฐานะบทบาทขั้วตรงในบทวิเคราะห์วรรณกรรม แต่กระนั้นเธอกลับถูกลดบทบาทและเหลือเพียงตัวละครสำคัญๆ ที่โฮเซสร้างขึ้นมา
“มาเรีย คราล่า” ในวรรณกรรมจึงได้กลายเป็นตัวแทนผู้นำและสตรีในการสื่อถึงฟิลิปปินส์ต่างๆ เธอไม่เป็นแค่ภาพแทนสตรีในขนบธรรมเนียมโบราณ แต่ตัวของเธอได้ถูกตีความใหม่ในฐานะสตรีชาวฟิลิปปินส์ผู้ปลดแอกตัวเองจากเรื่องราวโศกนาฎกรรม และกลายเป็นภาพแทนของผู้หญิงผู้รู้เห็นคุณค่าในตัวเอง ดั่งเรื่องราวที่ถูกตีความจากนวนิยายและนำเสนอเธอใหม่ในเรื่อง “Maria Clara at Ibarra” (๒๐๒๒) เป็นละครโทรทัศน์แนวแฟนตาซีเล่าเรื่องของนักศึกษาสาวพยาบาลยุคใหม่ถูกดูดเข้าไปในโลกวรรณกรรมเรื่อง Noli Me Tangere และ El Filibusterismo ทำให้ส่งผลให้การตีความประวัติศาสตร์และรวมถึงบทบาทตัวละครถูกตีความในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันมาเรีย คราลาเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจ จิตวิญญาณสมัยใหม่ให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ทุกคน

แหล่งที่มา
https://www.tatlerasia.com/power-purpose/ideas-education/the-evolution-of-maria-clara
https://prachatai.com/journal/2013/01/44691
https://www.scribd.com/doc/310425690/A-Mother-s-Tale
https://www.shopcambio.co/blogs/news/why-it-s-time-to-rewrite-maria-clara-our-filipina-story
https://www.filipinowedding.com/blogs/wedding-blog/filipiniana-dresses-and-how-they-ve-changed-throughout-history
https://paglabanpilipinolitproject.com/the-model-of-maria-clara/
https://handsonparentwhileearning.com/international-womens-month-lessons-from-maria-clara-at-ibarra/
https://animorepository.dlsu.edu.ph/cgi/viewcontent.cgi?article=1123&context=conf_shsrescon

พะโคแมดอว์ แม่บุญธรรมผู้อาภัพ ในสังคมเมียนมามีความเชื่อเรื่องนัต ซึ่งเป็นระบบความเชื่อท้องถิ่นซึ่งนำผีที่สามารถให้คุณให้...
19/08/2026

พะโคแมดอว์ แม่บุญธรรมผู้อาภัพ

ในสังคมเมียนมามีความเชื่อเรื่องนัต ซึ่งเป็นระบบความเชื่อท้องถิ่นซึ่งนำผีที่สามารถให้คุณให้โทษมารวมกันแล้วจัดเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น ๑.นัตพุทธ คือ นัตที่เกิดจากการหลอมรวมนำความเชื่อพื้นถิ่นและพุทธศาสนาเข้าด้วยกัน มีทั้งหมด ๓๗ ตน ๒.นัตใน คือ นัตที่อยู่ในบริเวณกำแพงพระเจดีย์ชเวซิกอง ซึ่งได้รับการจัดระเบียบในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อแห่งพุกาม มีทั้งหมด ๓๗ ตน ๓.นัตนอก คือ นัตที่อยู่นอกเหนือจาก ๒ ประเภทที่กล่าวมาซึ่งมีจำนวนมากและหลากหลายตามแต่ละพื้นที่


หนึ่งในนัตนอกที่เป็นที่ศรัทธาของคนเมียนมา คือ พะโคแมดอว์ หรือนางกะไร ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากบริเวณเมืองหงสาวดีหรือพะโคอันเป็นที่ตั้งของอดีตอาณาจักรมอญ ลักษณะของนางกะไรจะเป็นหญิงสาวผมยาว สวมศิราภรณ์รูปเขาควาย มือทั้ง ๒ ข้างยกขึ้นแบมือ ในมือนั้นถือปลาช่อนอันเป็นอาหารของนาง


ตำนานของพะโคแมดอว์มีอยู่ว่า เมื่อรัชสมัยของพระเจ้าสะมะละ แห่งหงสาวดี พระองค์มีพระอนุชาพระองค์หนึ่งพระนามว่า เจ้าชายวิมะละ พระองค์ได้โปรดให้เจ้าชายวิมะละเสด็จไปศึกษาสรรพวิทยาที่เมืองตักศิลา โดยทรงให้สัตย์ไว้ว่าเมื่อเจ้าชายกลับมาแล้วจะให้ขึ้นครองราชย์ ในเวลาเดียวกันนั้นเองยังได้แต่งตั้งสตรีอันเกิดในผลฟักทองในบริเวณป่าของเมืองหงสาวดีขึ้นเป็นมเหสี หลังจากนั้นพระมเหสีก็ได้มีพระประสูติกาลพระโอรส มีพระนามว่าอะสะกุมาร เมื่อเจ้าชายวิมะละเสด็จกลับหงสาวดีหลังจากการเรียนที่เมืองตักศิลา ปรากฏว่าพระเจ้าสะมะละไม่ยกราชสมบัติให้ตามที่เคยกล่าวเอาไว้ เจ้าชายวิมะละจึงได้ปลงพระชนม์พระเจ้าสะมะละ แล้วขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ากรุงหงสาวดีและเนรเทศเจ้าชายอะสะกุมารออกจากเมือง เมื่อเจ้าชายถูกเนรเทศแล้ว มีควายชื่อ นางกะไร ได้รับเลี้ยงเจ้าชายเป็นลูกบุญธรรมจนเจริญพระชนม์


พระชันษาที่มากขึ้นของเจ้าชาย มาพร้อมกับอายุของนางกะไรที่จะสุดสิ้นลงด้วยน้ำมือของลูกบุญธรรมตนเอง โดยสาเหตุการตายของนางกะไรนั้นมีเล่ากันอยู่หลายแบบ แบบแรกเกิดจากการที่เจ้าชายอะสะกุมารรับการเดิมพันจากนางมณีเมขลาให้ตัดหางเนื้อทราย ๑๐๐๐ ตัว ในเวลา ๑ ชั่วโมง เจ้าชายทำครบตามคำเดิมพันแต่นางมณีเมขลาได้แอบนำหางเลียงผาไปซ่อน ๑ หาง เจ้าชายจึงกลายเป็นฝ่ายแพ้เดิมพันและต้องทำตามคำสั่งของนางมณีเมขลา นั่นคือการตัดหัวนางกะไรแม่เลี้ยงของตนมาให้นางมณีเมขลา เจ้าชายจำต้องทำตาม แต่นางกะไรทราบเรื่องนี้และไม่ต้องการให้เจ้าชายเป็นผู้สังหารผู้มีบุญคุณต่อตนเอง นางจึงนำเอาใบมีดมาวางไว้บริเวณคอ แล้วอธิษฐานจิตให้ใบมีดนั้นตัดคอของตนเอง ส่วนแบบที่ ๒ นั้น เกิดจากการที่เจ้าชายอะสะกุมาร ได้กลับไปยึดราชบัลลังก์เมืองหงสาวดีคืนได้สำเร็จ แต่ไม่เคยกลับมาหานางกะไรอีกเลย นางจึงเกิดความคิดถึงและเข้าไปตามหาเจ้าชายถึงในเมืองแต่นางได้ก่อความวุ่นวายและอาละวาดในเมือง เจ้าชายซึ่งรู้ว่าควายตัวนี้คือแม่บุญธรรมของตนแต่ก็อายหากคนอื่นรับรู้ จึงได้สั่งทหารไปจับแม่บุญธรรมของตนประหาร แต่เมื่อกระทำไปแล้วเจ้าชายรู้สึกผิดจึงได้สั่งให้จัดงานศพของนางกะไรอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อชาวเมืองรับทราบเรื่องราวของนางกระไรจึงเป็นที่เล่าขานกันต่อมาและนางก็ได้กลายเป็นนัตที่มีผู้คนศรัทธาเป็นจำนวนมาก


เหล่าบรรรดาผู้ที่ศรัทธาในพะโคแมดอว์ จะบูชาพะโคแมดอว์เพื่อขอพรในด้านการค้าขาย ความมั่งคั่ง หรือความอุดมสมบูรณ์ของพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของพะโคแมดอว์ที่เป็นควาย สัญลักษณ์ของการเกษตรและความอุดมสมบูรณ์ โดยเหล่าผู้ศรัทธาส่วนหนึ่งจะมีการสร้างศาลสำหรับพะโคเมดอว์สถิต บริเวณหน้าบ้านของตนเอง นอกจากการกราบไหว้บูชาทั่วไปแล้ว พะโคเมดอว์ยังเป็นหนึ่งในนัตที่ได้รับเชิญลงมาประทับทรงในพิธีนัตปเว หรือพิธีเข้าทรงนัตในหลาย ๆ งาน

แหล่งอ้างอิง
พัชรินทร์ สิรสุนทร และวัชรวุฒิ ซื่อสัตย์. ความเชื่อเรื่องนัตและการสถาปนาพื้นที่ทางสังคมของนัตกะดอว์ในเมียนมา. วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้. ๑๒(๑). ๑๖๕-๑๙๙.
https://imac.mfu.ac.th/museum-overview/museum-exhibition/museum-myanmar-nat.html
https://www.facebook.com/thailand.and.myanmar/photos/ตำนานนัตนางกะไรหรือพะโคแมด่อนัตนางกะไรหรือพะโคแมด่อ-เป็นนัตนางกระบือที่มีเรื่องร/612208678969078/
https://www.facebook.com/RamannMon/photos/เส้นทางผีนัตยอดนิยมพม่าของนางพญาควายมอญหนั่นไกรแหม่ด่อ-หรือ-ปะคูแหม่ด่อ-หรือ-พะโ/687708784637310/
https://www.centerforburmastudies.com/performing-nat-pwe.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Bago_Medaw

หากในไทยมีภูมิปัญญาสำหรับคุณแม่หลังคลอดอย่างการ “อยู่ไฟ” แล้วที่ประเทศมาเลเซียก็มีแนวปฏิบัติในระยะหลังคลอดแบบดั้งเดิมที่...
17/08/2026

หากในไทยมีภูมิปัญญาสำหรับคุณแม่หลังคลอดอย่างการ “อยู่ไฟ” แล้วที่ประเทศมาเลเซียก็มีแนวปฏิบัติในระยะหลังคลอดแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “Pantang” (ปันตัง) หรือ Berpantang (เบอปันตัง) อยู่เช่นเดียวกัน
Pantang เป็นภาษามาลายูที่ความหมายว่า การงดเว้น หรือ จำกัด ใช้หมายถึงช่วงเวลาพิเศษที่ใช้สำหรับพักผ่อน ดูแล และสังเกตอาการของคุณแม่ที่เพิ่งให้กำเนิดทารก โดยจะนับเวลาราว ๆ ๔๐-๔๔ วัน ชาวมาเลย์มีความเชื่อเกี่ยวกับแม่หลังคลอดว่า เป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ไวต่อ ‘ลม’ (Angin) และความหนาวเป็นพิเศษ ช่วงเวลาดังกล่าวจึงมีเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูความอบอุ่นและความแข็งแรง ในขณะที่บุคคลใกล้ชิดทั้งครอบครัวและพี่เลี้ยงของคุณแม่จะรับผิดชอบงานประจำวันเพื่อให้ตัวคุณแม่นั้นฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่
ในแต่ละครอบครัวอาจมีการทำ Pantang ที่แต่งต่างกัน แต่แนวปฏิบัติที่พบได้ทั่วไปในมาเลเซีย ได้แก่
- การรักษาความอบอุ่น แม่ ๆ ชาวมาเลเซียจะหลีกเลี่ยงน้ำเย็น อาหาร และอากาศที่เย็นเกินไป เพื่อป้องกัน ‘ลม’ เข้าสู่ร่างกาย
- อาบน้ำสมุนไพรและนวด ในประเพณีมลายู มีการนวดหลังคลอดที่เรียกว่า Urat (อุรัต) มีการใช้หินอุ่นพันด้วยผ้ามาประคบที่ท้องเพื่อไล่ลมและให้หน้าท้องยุบเรียกว่า Bertungku (เบอทุงกู) มีการพันหน้าท้อง หรือ Bengkung (เบงกุง) ทาครีมสมุนไพร Param (ปารัม) และอาบน้ำสมุนไพร Mandian (มันเดียน) ที่ประกอบด้วยตะไคร้และใบมะนาวเพื่อให้ร่างการปรับสมดุลและฟื้นฟู
- งดการใช้แรงและทำงานบ้าน ให้คุณแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
- อาหารในระยะหลังคลอด ในประเพณีมลายู อาหารของคุณแม่หลังคลอดจะประกอบไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศที่ให้ความอบอุ่น ปรุงรสด้วยขิงและพริกไทยดำ มียาสมุนไพรที่เรียกว่า จามู (Jamu) ส่วนในครอบครัวชาวจีน-มาเลย์จะนิยมทานไก่น้ำมันงา ขิง อินทผลัมแดง และซุปสมุนไพรตำหรับจีน โดยทั้งคู่คือเน้นทำให้ร่างกายอบอุ่น เติมพลังงาน และกระตุ้นน้ำนมแม่
แน่นอนว่าแนวปฏิบัติแบบดั้งเดิมบางประการมักไม่เป็นที่แนะนำสำหรับสาธารณสุขสมัยใหม่ เช่น การหลีกเลี่ยงการอาบน้ำโดยสิ้นเชิงหรือใช้น้ำในอุณหภูมิที่ร้อนจัด ปัจจุบันสถานบริการทางสุขภาพที่มีโปรแกรม Pantang สำหรับคุณแม่หลังคลอดหลายแห่งในมาเลเซียจึงมีการคงแก่นของการดูแลคุณแม่หลังคลอดแบบ Pantang ไว้แต่ละทิ้งแนวทางที่เป็นอันตรายต่อสุขภาวะของคุณแม่เพื่อสุขอนามัยที่เหมาะสมเลี่ยงการติดเชื้อและระวังภาวะซึมเศร้าหลังคลอด การทำ Pantang มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ริงกิต (ประมาณ แปดพันบาท) สำหรับคุณแม่ที่ทำ Pantang ด้วยตัวเอง ไปจนถึงการจ้างพี่เลี้ยงส่วนตัวและเข้าโปรแกรมแบบหรูหราที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง ๔๐,๐๐๐ ริงกิต (ประมาณสามแสนสองหมื่นบาท)
https://singjoy.sg/insights/understanding-malaysian-pantang-confinement-traditions/
https://malaysia4u.com/confinement-guide
https://www.thestar.com.my/lifestyle/family/2024/09/09/how-malaysia039s-various-confinement-rituals-help-new-mothers-heal-and-rejuvenate

เจ้าแม่สีเมือง แม่ผู้เสียสละแห่งดินแดนเวียงจันทน์ ในนครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว นอกจากจะมีวัดสำคัญอย่างวัดพร...
16/08/2026

เจ้าแม่สีเมือง แม่ผู้เสียสละแห่งดินแดนเวียงจันทน์

ในนครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว นอกจากจะมีวัดสำคัญอย่างวัดพระธาตุหลวง อันเป็นเหมือนศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังมีอีกวัดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญเช่นกันนั่นคือ วัดสีเมือง หรือวัดศรีเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลักหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ อันเป็นเสาหลักเมืองของนครเวียงจันทน์ที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพร


หลักหินต้นนี้มีตำนานว่าในยุคของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มหาราชองค์สำคัญแห่งอาณาจักรล้านช้าง พระองค์โปรดเกล้าฯให้สถาปนาเมืองเวียงจันทน์ขึ้นเป็นราชธานี ซึ่งกาลในครั้งนั้นจะต้องมีการฝังเสาหลักเมือง โดยจะต้องมีการฝังมนุษย์ลงไปใต้หลุมเสาเพื่อให้เป็นอารักษ์ รักษาเมือง ทางการจึงออกประกาศขอผู้เสียสละมาเป็นอารักษ์ นางสีชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์อ่อน แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านความรักเพราะสามีของเธอนั้นไม่ค่อยใส่ใจเธอจนเธอเกิดความน้อยใจ เมื่อได้ยินประกาศเธอจึงอาสาทางการไปเป็นอารักษ์เมือง เมื่อนางถึงยังมณฑลพิธีแล้วจึงได้กระโดดลงหลุมไป เมื่อถึงฤกษ์อันเป็นมงคลจึงได้ผลักม้าอีกตัวหนึ่งลงไปในหลุมและปล่อยเสาหินลงไปทับทั้ง ๒ แล้วจึงกลบหลุม ให้วิญญาณทั้ง ๒ นั้นได้เป็นอารักษ์รักษาเมืองเวียงจันทน์ตลอดไป


เรื่องราวของการฝังหญิงมีครรภ์ลงในหลุมเสานั้นปรากฏร่องรอยอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทลายลักษณ์อักษรว่ามีการทำกันในหลายพื้นที่ของภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น บันทึกของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต
หรือวัน วลิต พ่อค้าชาวฮอลันดาซึ่งได้มาพำนักในอยุธยา ได้บันทึกถึงการสร้างอาคารสูง ประตู ในพระราชวังของกรุงศรีอยุธยาว่า เมื่อจะมีการสร้าง เสาทุกต้นของอาคารและเสาของประตู จะต้องมีการผลักหญิงท้องแก่ลงไปในหลุม ก่อนปล่อยเสาลงไปในหลุม หรือพงศาวดารมอญ ก็มีการกล่าวถึงการผลักหญิงท้องแก่ลงหลุมเสาของปราสาทซึ่งมะกะโทให้สร้าง เรื่องราวของการฝังหญิงท้องแก่ลงในหลุมเสานั้นจะเกิดขึ้นจริง หรือไม่จริงนั้น ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เรื่องราวเล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของหญิงท้อง ผู้กำลังจะมีสถานะเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ต่อสังคมอุษาคเนย์ และสังคมยุคโบราณ เนื่องจากพวกเธอเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ การดำรงอยู่สืบไปของวงตระกูล และเผ่าพันธุ์ ดังนั้นการที่มีการฝังหญิงท้องลงในหลุมเสานอกจากจะให้วิญญาณของพวกเธอได้เป็นอารักษ์แล้ว ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ในการประกันว่าความอุดมสมบูรณ์จะเกิดขึ้นแก่เมือง และสถานที่นั้น ๆ


นอกจากนี้หลักเมืองแห่งวัดสีเมือง ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อในอุษาคเนย์ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ นั่นคือวัฒนธรรมหินตั้งซึ่งเป็นการใช้หลักหินบอกเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น พื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือพื้นที่ฝังศพบรรพบุรุษ ซึ่งในความเชื่อยุคโบราณแล้วผู้คนจะมีขวัญประจำตน เมื่อเสียชีวิตแล้วขวัญก็จะย้ายที่สถิตไปที่ใหม่ อย่างเช่น หลักหิน ดังนั้นหลักหินเหล่านี้จึงถูกบูชาในฐานะหลักหินศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อนี้ก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน


หากท่านได้ไปสักการะเจ้าแม่สีเมือง ท่านสามารถขอพรได้ในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน โชคลาภ ความสำเร็จ โดยเฉพาะเรื่องการขอบุตร จะเป็นที่นิยมมาก เพราะเจ้าแม่สีเมืองเองก็มีบุตรในครรภ์เช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ห้ามขอกับเจ้าแม่สีเมืองเด็ดขาดคือเรื่อง ความรัก ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะได้ครองตนเป็นโสดต่อไป เนื่องจากเจ้าแม่สีเมืองเองก็มีประสบการณ์ไม่ดีทางด้านความรัก

แหล่งอ้างอิง
https://www.silpa-mag.com/history/article_161123
https://www.matichon.co.th/columnists/news_410311
https://www.matichon.co.th/weekly/history-culture/sujit/article_464006
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_866842
https://udon2laos.com/wat-si-muang-city-pillar-shrine-vientiane-legend/
https://www.plaaimboon.com/post/ไหว้แม่สีเมือง-วัดศรีเมือง-เวียงจันทน์-เสริมโชคลาภ-ขอพรความสำเร็จ
https://www.nuac.nu.ac.th/?p=2763
https://wiangplus.com/sacred-places-legends/legend-mae-si-muang-wat-si-muang-vientiane/

ในปัจจุบันเราอาจจะคุ้นชินกับสังคมที่เพศชายเป็นผู้นำ แต่หากย้อนกลับไปก่อนที่ศาสนาหลักจะเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่เอเชียตะวั...
13/08/2026

ในปัจจุบันเราอาจจะคุ้นชินกับสังคมที่เพศชายเป็นผู้นำ แต่หากย้อนกลับไปก่อนที่ศาสนาหลักจะเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ก็เคยเป็นพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า สังคมมาตาธิปไตย (Matriarchal Society) มาก่อน ถือการสืบสายตระกูลผ่านมารดา ให้ความเคารพและนับถือในเพศแม่ ให้คุณค่าและบทบาทแก่เพศหญิงแต่ก็ไม่ได้ลดทอนหรือกีดกันเพศชายออกจากสังคม
เผ่ามินังกาเบา (Minangkabau) กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ในบริเวณสุมาตราตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย มีประชากราว ๆ ๕-๗ ล้านคน สิ่งที่ทำให้เผ่ามินังกาเบาโดดเด่นออกมาจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในอินโดนีเซียคือระบบสังคมแบบ มาตาธิปไตย (Matriarchy) ที่ยังคงรักษาจารีตประเพณีในตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงเอาไว้และกลมกลืนไปกับความศรัทธาต่อศาสนาในรัฐชาติอย่างศาสนาอิสลามที่เข้ามาในอินโดนีเชียราวศตวรรษที่ ๑๖
“อาดัต มินังกาเบา” (Adat Minangkabau) ระบบประเพณีที่ให้ความสำคัญกับการสืบทอดเชื้อสายทางแม่ ผู้หญิงมีหน้าที่สืบทอดที่ดิน ทรัพย์สิน ควบคุมเศรษฐกิจของครอบครัวและถูกมองว่าเป็น เสาหลักกลางบ้าน มีอำนาจตัดสินใจร่วมกับผู้ชายทั้งเรื่องในบ้านหรือเรื่องนอกบ้านที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชุมชน บทบาทผู้นำของผู้หญิงมินังกาเบาปรากฎตั้งแต่พวกเธออายุได้ ๗ ขวบ ตั้งแต่การดูแลบ้าน งานครัว และน้องชาย เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และแต่งงานพวกเธอดูแลทรัพย์สินและควบคุมเศรษฐกิจในครัวเรือนทั้งที่ดินและมรดกของตระกูล
ในสังคมของมินังกาเบา การมีเพียงแม่กับลูกก็นับว่าเป็นครอบครัวแล้วบ้านที่ชาวมินังกาเบาใช้พักอาศัยเรียก “รูมาห์ กาดัง”(Rumah Gadang) นอกจากใช้พักอาศัยแล้วยังเป็นพื้นที่สำหรับการรวมกลุ่มในครอบครัวและใช้จัดพิธีการงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ตามจารีตแล้วบ้านแบบรูห์มา กาดัง ประกอบไปด้วยห้องครัว ห้องรับแขกและห้องนอนสำหรับผู้หญิง ไม่มีห้องนอนส่วนตัวสำหรับเด็กผู้ชายเพราะเมื่อพวกเขาอายุได้ ๗ ขวบจะออกจากบ้านไปพักอาศัยที่สุเหร่า ในขณะที่ผู้หญิงจะอยู่กับบ้านตลอดชีวิต สำหรับผู้ชายมีแนวคิดแบบ มรันเตา (Merantau) ที่ยินดีจะอพยพออกไปหาที่ดินใหม่หรือหารายได้นอกหมู่บ้าน ปลดปล่อยตัวเองจากบ้านเกิด จัดเป็นวิธีคลายความตึงเครียดและขยายชุมชน
นโยบายของอินโดนีเซียมีศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ มีการกำหนดบทบาทของภรรยาและมารดาให้สนับสนุนสามีและครอบครัวผ่านโครงการะดับชาติต่าง ๆ พร้อมกับวาทกรรมคำขวัญเพื่อยืนยันว่า หน้าที่หลักของผู้หญิงคือการเป็นภรรยาและมารดาที่ดี ทำให้ผู้หญิงมินังกาเบา จึง ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มผู้หญิงที่ยึดถือจารีตประเพณีตามชาติพันธุ์เท่านั้นอีกต่อไป แต่ยังเป็นสตรีของชาติ มารดาของประเทศ และผู้หญิงที่ดีตามหลักศาสนาใต้เงารัฐสมัยใหม่
https://themomentum.co/gender-matriarchal-society/
https://spectrumth.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2-minangkabau-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%8D/
https://becommon.co/culture/minangkabau-women-power/
https://www.ebsco.com/research-starters/ethnic-and-cultural-studies/minangkabau-people

"วันแม่" ความเป็นแม่ที่แปรผันตามยุคสมัยและความหลากหลายของวันแม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้วันแม่ จัดขึ้นทุกวันที่ ๑๒ สิงหาค...
13/08/2026

"วันแม่" ความเป็นแม่ที่แปรผันตามยุคสมัยและความหลากหลายของวันแม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วันแม่ จัดขึ้นทุกวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี นอกจากจะเป็นวันสำคัญของไทยแล้วนั้นยังเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถูกกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการประจำปี และในหัวข้อพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองในวันแม่แห่งชาติ พวกเราขอเสนอประวัติความเป็นมาและความสำคัญของวันแม่แห่งชาติไทย ตลอดจนวันแม่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ว่าวันแม่แห่งชาติจะรู้จักในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี ทว่าในอดีตเคยมีการเปลี่ยนวันกำหนดการณ์หลายครั้ง ตามความเหมาะสมและรวมถึงต้องการรื้อฟื้นวันแม่ขึ้นอีกครั้ง โดยเริ่มโดยการกำหนดใน ได้ถูกประกาศใช้เป็นทางการ วันที่ ๑๕ เมษายนของทุกปีให้เป็น วันแม่แห่งชาติ โดยมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปมักเรียกกันว่า “วันแม่ของชาติ”
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ คณะสมาคมคาทอลิกฯ ได้เสนอคณะกรรมการส่งเสริมศีลธรรมและจิตใจ ในการจัดวันแม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานวันแม่ โดยถือวันที่ ๑๒ สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงเป็นแม่แห่งชาติเป็นวันแม่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดงาน เช่น เพื่อเทิดทูนพระเกียรติคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเทิดทูนพระคุณของแม่ และยกย่องบทบาทของแม่ที่มีต่อครอบครัวและสังคม รวมถึงการปลูกฝังจิตใต้สำนึกของบทบาทของลูกและแม่เนื่องในสำคัญของชาติ
นอกจากนั้นแล้วในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็มีการจัดให้ระลึกถึงวันแม่ด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละประเทศจะจัดงานแตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม ส่วนใหญ่ยึดตามวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแม่สากล ประเทศที่ยึดตามหลักวันแม่สากล ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา และบรูไน หรือ การจัดตั้งวันแม่ตามวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น ในประเทศลาวและเวียดนาม จัดตรงกับวันที่ ๘ มีนาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล ในประเทศอินโดนีเซียจัดตรงกับวันที่ ๒๒ ธันวาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงการประชุมสตรีอินโดนีเซียครั้งแรก ประเทศติมอร์-เลสเต ตรงกับวันที่ ๓ พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับ วันสตรีติมอร์ (National Timorese Women's Day) เพื่อยกย่องบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงและคุณแม่ชาวติมอร์ และสุดท้ายในประเทศไทย วันแม่แห่งชาติ จัดขึ้นทุกวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญที่ลูกๆ จะได้แสดงความกตัญญูกตเวที รำลึกถึงบุญคุณของมารดา และถือให้เป็นวันหยุดราชการของประเทศไทย
แหล่งที่มา
https://www.thaipbs.or.th/news/content/342901
https://www.wangithok.go.th/news/detail/2815
https://www.silpa-mag.com/history/article_36549
https://watsanawet.dop.go.th/th/news/2/83
https://foreign.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3199/iid/414123
https://www.facebook.com/share/p/19433x6Ddc/
https://timor-leste.gov.tl/?p=10797&lang=en

12/08/2026

๑๒ สิงหาคม
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
วันแม่แห่งชาติ และวันผ้าไทยแห่งชาติ
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม

.จมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ (ជំនាងផ្ទះខ្មែរ) ร่องรอยสังคมแบบมาตาธิปไตยที่ยังเด่นชัดในสังคมกัมพูชา ในสังคมกัมพูชาโดยเฉพาะในสมัยเ...
10/08/2026

.
จมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ (ជំនាងផ្ទះខ្មែរ) ร่องรอยสังคมแบบมาตาธิปไตยที่ยังเด่นชัดในสังคมกัมพูชา
ในสังคมกัมพูชาโดยเฉพาะในสมัยเมืองพระนครนั้นมีรูปแบบทางสังคมแบบมาตาธิปไตย ดังที่ในบันทึกของโจวต้ากวน ที่บันทึกไว้ว่าผู้หญิงสมัยเมืองพระนครสามารถมีสามีได้หลายคนและจะมีคำอวยพรที่ให้กับสตรีว่า “ต่อไปภายหน้าขอให้เจ้าจงมีผัวร้อยคนพันคนเถิด” แต่หลังจากยุคเมืองพระนครเป็นต้นมาบทบาทของสตรีถูกจำกัดลง และจะต้องปรับตัวให้อยู่ในกรอบประเพณี ดังที่จะเห็นได้ว่ามีวรรณกรรมสอนสตรีที่แต่งขึ้นหลายสำนวน แต่ถึงกระนั้นในความเป็นสังคมแบบมาตาธิปไตยก็ยังไม่เลือนหายไปจากสังคมกัมพูชาเนื่องจากสตรีนั้นยังคงเป็น “แม่” ผู้มีความสำคัญในสถาบันครอบครัว
ในกัมพูชาหลายบ้านยังคงถือให้สตรีเป็นผู้เป็นใหญ่ในเรือนดังจะเห็นได้ว่าฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายที่แต่งงานเข้าไปในบ้านฝ่ายหญิง และทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่นา สวน บ้าน จะตกเป็นของฝ่ายสตรีหลังจากที่แต่งงาน ถ้าหากเกิดการหย่าร้างกันทรัพย์สินเหล่านั้นให้ถือเป็นของฝ่ายสตรีต่อไป ด้วยเหตุนี้สตรีจึงเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินและเรื่องในครอบครัว ซึ่งหน้าที่นี้จะสัมพันธ์กับความเชื่อของ จมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ (ជំនាងផ្ទះខ្មែរ)
จมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ หรือ เนียะมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ (អ្នកម្នាងផ្ទះខ្មែរ) คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลบ้านเรือนของชาวกัมพูชา เนื่องจากชาวกัมพูชามีความเชื่อว่าเรือนที่อยู่นั้นจะมีผู้พิทักษ์รักษาเพื่อให้เกิดความเป็นมงคลและความสงบสุขของผู้อยู่อาศัย โดยจะมีการเชิญวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่เสาเอกเรือนตั้งแต่เมื่อแรกสร้าง โดยวิญญาณนั้นไม่ใช่เทวดาทั่วไปแต่จะต้องเป็นวิญญาณของบรรพบุรุษฝ่ายหญิงทุกชั่วอายุคนลงมาสถิต เนื่องจากหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินและเคหะสถานถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง เมื่อวิญญาณลงมาสถิตแล้ว ก็จะต้องมีการสักการะบูชา โดยการนำศาลขนาดเล็ก ซึ่งมีรูปแบบแบบเขมรประเพณี ภายในประดิษฐานรูปเคารพสตรี ด้านหน้าของศาลจะเป็นชานขนาดเล็กสำหรับตั้งกระถางธูปและของบูชา


หากดูรูปแบบของศาลจมเนียงปเตี๊ยะขแมร์แล้วจะพบว่าคล้ายกับศาลตี่จู้เอี้ยในวัฒนธรรมของคนที่มีเชื้อสายจีน เนื่องจาก รูปแบบของศาลจมเนียงปเตี๊ยะขแมร์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากศาลตี่จู้เอี้ย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของเทพที่ต้องเป็นผู้ปกปักรักษาเคหะสถานให้มีความสงบร่มเย็น รุ่งเรือง และตำแหน่งการจัดวางที่ต้องวางติดกับพื้น หรือรูปทรงที่มีองค์ประกอบคล้ายกัน ดังนั้นนอกจาก จมเนียงปเตี๊ยะขแมร์ จะแสดงให้เห็นถึง ร่องรอยสังคมแบบมาตาธิปไตยที่ยังเด่นชัดในสังคมกัมพูชา ยังแสดงให้เห็นถึงการรับ และปรับใช้วัฒนธรรมของชาวกัมพูชาให้มีเอกลักษณ์ในแบบของตน

ชาญชัย คงเพียรธรรม. ม.ป.ป. ผู้หญิงในนวนิยายเขมร. ม.ป.ส.
https://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/localinformation/wp-content/uploads/2017/08/khmer-fairy-tail.pdf
https://puthyrom.wordpress.com/2010/05/19/ខ្មែរមានជំនឿលើអ្នកម្នា/
https://kohsantepheapdaily.com.kh/article/1880910.html

ที่อยู่

Ratchadamnoen Nai
Phra Nakhon
10200

เวลาทำการ

อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 17:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622244279

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน:

ทางลัด

แชร์