ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
The first ASEAN Cultural Center in Southe

ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนแห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม ที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรมอาเซียนอันวิจิตรงดงาม สะท้อนคุณค่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิต ศรัทธา ภูมิปัญญา และสุนทรียภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการอันมีชีวิตบนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมัลติมีเดียอันทันสมัย เปิดโอกาสแห่งการมีส่วนร่วมและการสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดทางวัฒนธรรมในหลายมิติ
The Ministry of Culture of Thailand established ASEAN Cultural Center in Bangkok, the first ASEAN Cultural Center in Southeast Asia, with the aim to showcase our ASEAN Community's histories, cultures, arts, traditions, and values ans also deliver the message to the public on the shared culture heritages and values within Southeast Asian region and its people. The center will serve as an interactive learning center presenting the cultural heritage of all ASEAN member states through multimedia technology.

ในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศไทยเริ่มมีบทบาทและเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นในตลาดโลก กระแสดนตรี T-POP...
27/09/2026

ในหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศไทยเริ่มมีบทบาทและเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นในตลาดโลก กระแสดนตรี T-POP กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งทั้งในไทย ขยายไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนอกภูมิภาค เกิดเป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า T-Wind เราได้เห็นศิลปินชาวไทยได้แสดงศักยภาพทางดนตรีในเวทีระดับโลก เราได้เห็นศิลปินอย่าง MILLI ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรี Coachella หรือเห็น Lisa ที่เติบโตจากอุตสาหกรรม K-POP ที่ในตอนนี้เธอในฐานะศิลปินเดี่ยวกำลังเติบโตอยู่ในตลาดดนตรีตะวันตก แม้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลกระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมของต่างประเทศที่มีต่อวงการเพลงไทยและส่วนแบ่งทางการตลาดต่อผู้บริโภคชาวไทยอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง
ดนตรีป๊อปที่ขับร้องด้วยภาษาไทยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๗๐-๑๙๘๐ ในชื่อของแนวเพลงสตริงซึ่งได้รับอิทธิพลของดนตรีอเมริกันที่มาพร้อมกับทหารต่างชาติที่เข้ามาพักผ่อนในช่วงสงครามเวียดนามในทศวรรษที่ ๑๙๖๐ ก่อนจะได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ซึ่งครอบคลุมถึงแนวเพลงร็อค แดนซ์ แร็พ และป๊อป แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงศิลปินไทยที่สามารถสะท้อนภาพรวมของวงการเพลงไทยได้อย่างครอบคลุม ชื่อหนึ่งที่เป็นที่คุ้นหูและเป็นภาพจำว่าคือดาวเด่นของวงการเพลงไทยคงจะหนีไม่พ้น เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ หรือ พี่เบิร์ด ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ประจำปี ๒๕๖๕
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เขาเข้าร่วมการประกวดร้องเพลงของสยามกลการและได้รับรางวัล ‘นักร้องดีเด่นเพลงไทย’ จากเพลงชีวิตละคอน ทำให้เขาได้พบกับ เรวัต พุทธินันทน์ แห่ง แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ นำไปสู่การออกอัลบั้มแรกของตัวเองในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ในอัลบั้ม ‘หาดทราย สายลม สองเรา’ และอัลบั้มที่สองปีต่อมาที่มีเพลงฮิตอย่าง ‘สบาย สบาย’ ในอัลบั้มสบาย สบาย(๒๕๓๐) พี่เบิร์ดยังมีเพลงและอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอีกอย่างต่อเนื่อง ทั้งอัลบั้มบูมเมอแรง (๒๕๓๓) ที่ทำยอดขายเกือบสามล้านตลับและอัลบั้มพริกขี้หนู (๒๕๓๔) ที่ทำสถิติยอดขายสูงสุดในทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ด้วยจำนวนเกือบสี่ล้านตลับ
นอกจากผลงานเดี่ยวแล้ว พี่เบิร์ดยังมีผลงานเพลงที่ร่วมร้องกับศิลปินคนอื่น ๆ อยู่หลายเพลงด้วยกัน เพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่างเพลง แฟนจ๋า (๒๕๔๕) ร่วมขับร้องโดย จินตรา พูนลาภ, นัท มีเรีย และแคทรียา อิงลิช แต่งคำร้องและทำนองโดยโจอี้ บอย เพลงนี้ผสานกลิ่นอายของลูกทุ่ง หมอลำ เพลงพื้นบ้านเข้ากับดนตรีป๊อบมีใช้ภาษาถิ่นของไทยในเนื้อร้อง เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของวงการเพลงไทยที่มักมีการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับดนตรีร่วมสมัย เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม ชุดรับแขก (๒๕๔๕) เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่สร้างสถิติยอดจำหน่ายรวมเทป ซีดีและวีซีดีกว่าแปดล้านชุด การผสมผสานดังกล่าวยังปรากฎในการแสดงคอนเสิร์ตของเขาหลายครั้ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวถูกยกย่องในคำประกาศเกียรติคุณถึงความเหมาะสมของเขาที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๕ ความตอนหนึ่งว่า “…การแสดงคอนเสิร์ตกว่า ๒๐๐ รอบ เป็นคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์ราว ๑๖๐ รอบ ซึ่งในหลาย ๆ คอนเสิร์ตจะมีการแสดงด้านศิลปะวัฒนธรรมและประเพณีไทยผสมผสานอยู่ในการแสดงเสมอ เพื่อเป็นการเผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของชาติไทยให้สาธารณชนได้ชื่นชมและเห็นคุณค่า อาทิ การละเล่นพื้นบ้าน รำกลองยาว ตีกลองสะบัดชัย หุ่นละครเล็ก เพลงฉ่อย ลำตัด ลิเก เป็นต้น...” ถือเป็นศิลปินที่มีบทบาทเด่นด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศิลปินที่ได้รับเลือกเป็นศิลปินผู้ถ่ายทอดอัตลักษณ์ความเป็นไทย ภายใต้โครงการ THAI 5F SOFT POWER ของกระทรวงวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖
แหล่งข้อมูล
https://www.bandwagon.asia/articles/inside-the-fandom-economy-powering-t-pop-s-global-rise
https://www.thepeople.co/culture/music/52144
https://thailandfoundation.or.th/th/exploring-thai-contemporary-music/
https://adaymagazine.com/t-pop-age

เสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง ๑๑ เสียงศิลปินแห่งอาเซียน : “Cinco do Oriente” สัญลักษณ์ของการต่อต้าน เสียงเพลงที่สะท้านในค...
25/09/2026

เสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง ๑๑ เสียงศิลปินแห่งอาเซียน : “Cinco do Oriente” สัญลักษณ์ของการต่อต้าน เสียงเพลงที่สะท้านในความจำ ติมอร์เลสเต
ในโลกของอุตสาหกรรมเพลงในเอเชียประเทศเล็ก ๆ อย่างเช่นติมอร์เลสเต อาจยังไม่ได้มีประวัติมากมายนัก ทว่าในความทรงจำของผู้คนและเสียงเพลงที่ทรงอิทธิพลในวัฒนธรรมการสร้างชาตินั้น “Cinco do Oriente” ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการบรรยายบทบาทของเพลงที่มีต่อภาพลักษณ์ของประเทศ โดยในวันนี้พวกเราขอเสนอบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ดนตรีเพลง เสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง ๑๑ เสียงศิลปินแห่งอาเซียน : “Cinco do Oriente” สัญลักษณ์ของการต่อต้าน เสียงเพลงที่สะท้านในความจำ ติมอร์เลสเต
“Cinco do Oriente” หรือ “5 do Oriente” เป็นวงดนตรีร็อกป๊อป เกิดขึ้นมาจากยุคก่อนที่การที่อินโดนีเซียเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่ แม้ว่าในช่วงเวลานั้นแทบจะไม่มีการบันทึกเสียงเพลงเชิงพาณิชย์เลยก็ตาม จุดเริ่มต้นของวงดนตรีนี้คือ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๗๒-๑๙๗๕ ในยุคที่ติมอร์-เลสเตยังอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส พวกเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกดนตรีร็อกและดนตรีสมัยใหม่ในท้องถิ่น ซึ่งในอดีตมักนำเพลงสากลตะวันตกและเพลงบราซิลมาขับร้อง
สัญลักษณ์แห่งการต่อต้านและเอกราชผ่านเสียงดนตรี
โดยวงดนตรีมีสมาชิกดังนี้ Meno Alves, George Rocha, Toto Lebre, Babito Castro โดยสมาชิกของวงเข้าร่วมกับขบวนการกู้ชาติ (FRETILIN) ในป่าเพื่อต่อต้านการยึดครองของอินโดนีเซีย พวกเขาได้ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือสร้างขวัญและปลุกระดมให้ต่อสู้ด้วยอาวุธ วงไม่ได้เป็นที่จดจำเพียงแค่เรื่องดนตรี แต่กลายเป็น "ตำนาน" ในฐานะสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อต้านเพื่อเสรี ต่อมาหลังจากการบุกรุกของอินโดนีเซียในปี ค.ศ. ๑๙๗๕ สมาชิกวง ๓ คนได้เข้าร่วมขบวนการรบและถูกกองทัพอินโดนีเซียสังหาร เนื่องจากกิจกรรมปฏิวัติในเวลาต่อมา เหลือรอดเพียงสมาชิก ๑ คน คือ Toro Lebre เหตุการณ์นี้ทำให้วง Cinco do Oriente ไม่ใช่แค่เพียงวงดนตรีสามัญ แต่กลายเป็นเหมือนตำนานและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงการดิ้นรนเพื่อเสรีภาพของชาวติมอร์
“Cinco do Oriente” ในสมัยปัจจุบัน
ในช่วงกลางทศวรรษ ๑๙๙๐ หลังจากที่อินโดนีเซียได้เริ่มผ่อนกำลังลง ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ หนึ่งในสมาชิกวงที่รอดชีวิต “Toto Lebre” มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะปลุกจิตวิญญาณทางดนตรีและการต่อสู้ที่เคยสูญหายไปกลับมา เขาจึงได้ผลักดันและชักชวนนักดนตรีคนหนุ่มรุ่นใหม่ในท้องถิ่นมารวมตัวกัน ร่วมก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อเดิม ทั้งนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยอมสยบทางวัฒนธรรมและความทรงจำของชาติ และ “Ego Lemos” ศิลปินชื่อดังของติมอร์-เลสเต นักร้องนักแต่งเพลงเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ รวมตัวก่อตั้งวงร่วมกันและตั้งชื่อวงดนตรีว่า "New Cinco do Oriente” เป็นการระลึกถึง Cinco do Oriente ในอดีต และแม้ว่าเครื่องดนตรีทั้งหมดจะถูกทำลายไปในหมดแล้วช่วงกองทัพอินโดนีเซียกำลังถอนกำลัง แต่ Ego Lemos ได้นำพาวงพร้อมกีตาร์ตัวเดียวกลับมาแสดง พวกเขาสองคนร่วมเดินสายเปิดการแสดงดนตรีพื้นเมืองร่วมสมัยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ร้องเพลงและสื่อสารให้ชาวโลกได้รับรู้เรื่องราวการต่อสู้และความเจ็บปวดในอดีตของชาวติมอร์ผ่านบทเพลงภาษาเตตุม (Tetum) และรวมถึงการใช้เสียงเพลงเป็นอาวุธทางวัฒนธรรม (Cultural Front) เพื่อรวมใจผู้คนในชาติ สื่อถึงอัตลักษณ์ชาติผ่านเสียงดนตรี
แหล่งที่มา
https://www.cambridge.org/core/journals/popular-music/article/cinco-do-oriente-the-legend-and-the-legacy-of-timorlestes-most-famous-band/1AFB4E7381D44B84F180B563F0E6DA77?utm_campaign=shareaholic&utm_medium=copy_link&utm_source=bookmark
https://www.etan.org/et2009/03march/01/07ego.htm
https://www.theguardian.com/music/2010/aug/05/ego-lemon-o-hele-le-cd-review
https://en.wikipedia.org/wiki/Ego_Lemos

ขอขอบคุณ คณะนักศึกษา ชมรมนักศึกษากฎหมายแห่งเอเชีย ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับการเข...
23/09/2026

ขอขอบคุณ คณะนักศึกษา ชมรมนักศึกษากฎหมายแห่งเอเชีย ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาซานุดดิน ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับการเข้าเยี่ยมชมและฟังบรรยาย ณ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๙
--------------------------------------------------
We would like to thank our guest students from ALSA Local Chapter Universitas Hasanuddin (ALSA LC Unhas) Universitas Hasanuddin Indonesia, for attending the ASEAN Cultural Center on September 22, 2026

🏛️ ประมวลภาพกิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๒๕๖๙🖼️ จบลงแล้วสำหรับงานพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซีย...
23/09/2026

🏛️ ประมวลภาพกิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๒๕๖๙🖼️
จบลงแล้วสำหรับงานพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๐ กันยายน ๒๕๖๙ โดยภายในงานมีกิจกรรม ASEAN Treasure Hunt และกิจกรรม Workshop ระบายสีพวงกุญแจหน้ากาก และเขียนการ์ด นอกจากนี้ ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนยังได้เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทาง "พระนคร : ตึก ย่าน สร้างมิวเซึยม" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและมิวเซียมสยาม 🖼️
ไว้พบกันใหม่ในกิจกรรมถัดไป อย่าลืมกดติดตามเพจเพื่อรับข่าวสารเรื่องกิจกรรมจากทางศูนย์ของเรา
📍ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน ชั้นที่ ๓ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์)


#วันพิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ #2569 #กิจกรรมพิเศษ

ลูเซียน หว่อง โชคชะตานำพาไปแผ่นดินใหม่ ลูเซียน หว่อง (Lucien Wang) หรือ หว่อง หม่านเส่ง (黄晚成) เกิดวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔...
23/09/2026

ลูเซียน หว่อง โชคชะตานำพาไปแผ่นดินใหม่

ลูเซียน หว่อง (Lucien Wang) หรือ หว่อง หม่านเส่ง (黄晚成) เกิดวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๒ ณ เมืองกวางเจา จักรวรรดิชิง (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนในปัจจุบัน) เธอได้เข้าศึกษาระดับชั้นประถมถึงมัธยม ณ โรงเรียนทรูไลท์ ในเมืองกวางเจา ซึ่งเป็นโรงเรียนหญิงล้วนแห่งแรกของจีนตอนใต้ที่ก่อตั้งขึ้นโดยมิชชั่นนารีชาวอเมริกา การที่ ลูเซียน หว่อง ได้ศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้ ได้ทำให้เธอเริ่มเข้าสู่วงการดนตรี เนื่องจากเธอได้เรียนเปียโนกับ แฮเรียต นิวเวลล์ โนเยส (Harriet Newell Noyes) มิชชันนารีนิกายเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Church) ผู้ก่อตั้งโรงเรียน และ มาร์กาเร็ต มาร์ (Margaret Marr) ต่อมาในปี ๒๔๖๖ ลูเซียน หว่อง ได้เข้าทำงานที่แผนกการศึกษาของวิทยาลัยคริสเตียนกวางตุ้ง (Canton Christian College) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น มหาวิทยาลัยหลิงหนาน และได้เปลี่ยนงานไปสู่สถาบันดนตรีปักกิ่ง


ในปี ๒๔๗๓ ลูเซียน หว่อง ได้ไปศึกษาต่อ ณ École Normale de Musique de Paris สถาบันการศึกษาด้านดนตรีในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นบริหารโดย อัลเฟรด คอร์ทอต (Alfred Cortot) ผู้มีชื่อเสียงในดนตรีแบบโรแมนติก ต่อมาเธอยังได้สมัครเข้าศึกษาในสถาบันดนตรีในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร นามว่า ทรินิตี้คอลเลจออฟมิวสิค (Trinity College of Music) หลังจากจบการศึกษาแล้วจึงได้กลับมาสู่ประเทศจีน และสอนดนตรีในโรงเรียนฝึกหัดครูฝ่ายหญิงของมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Provincial Girls’ Normal School) และสถาบันดนตรีกวางตุ้ง (Canton Music Conservatory)


ชีวิตในเมืองจีนของ ลูเซียน หว่อง กำลังไปได้ดี แต่ก็เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ขึ้นในปี ๒๔๘๒ เธอและสามีชาวฝรั่งเศส ชื่อ ลูเซียน หวัง ซูฮุย (Lucien Wang Zuhui) ได้อพยพไปสิงคโปร์และสอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยหลิงหนาน วิทยาเขตสิงคโปร์ และโรงเรียนสตรีหนานหยาง (Nanyang Girls’ High School) ต่อมาจึงได้เปิดการสอนเปียโนส่วนตัว แม้เธอจะหนีความเลวร้ายของสงครามจีน-ญี่ปุ่นมาสิงคโปร์แล้ว แต่เธอยังคงต้องพบกับความเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอ นั่นคือ ปฏิบัติการซุกชิง (Operation Sook Ching) ที่ก่อขึ้นโดยญี่ปุ่น เพื่อสังหารผู้ไม่พึงประสงค์ในสายตาของทหารญี่ปุ่นสมัยนั้น เช่น ชาวจีนอพยพ หรือผู้ที่ไม่เข้าข้างญี่ปุ่น ปฏิบัติการครั้งนั้น ลูเซียน หว่อง ปลอดภัยดี แต่สามีของเธอได้เสียชีวิตลงจากปฏิบัติการในครั้งนั้น ซึ่งทำให้เธอเสียใจมาก และได้แต่งเพลงซึ่งเป็นภาพจำของเธอมากที่สุด ๒ เพลง นั่นคือ หวยเหริน (懷人) (บุคคลที่คิดถึง) และ ฮูบู้กุย (胡不歸) (ใยจึงไม่กลับมา)


นอกจากความสามารถทางด้านดนตรีแล้ว ลูเซียน หว่อง ยังสนใจในด้านศิลปะ โดยเธอได้เข้าศึกษา ณ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งหนานหยาง (Nanyang Academy of Fine Arts; NAFA) ในปี ๒๔๙๖ จนสำเร็จการศึกษา ลูเซียน หว่อง มีความตั้งใจที่จะพำนักอยู่ในสิงคโปร์อย่างถาวร โดยเธอได้พามารดาของตนมาอยู่ร่วมกันที่สิงคโปร์ แล้วได้รับสัญชาติสิงคโปร์เมื่อปี ๒๕๐๐ และเธอได้รังสรรค์ผลงานเพลงหลายเพลง เช่น หว่อเดอเสี่ยวเกอ (我的小歌) (เพลงน้อยของฉัน) หนานหยางเหมยจวนหยวนเกอ (南洋美專院歌) เพลงประจำสถาบันวิจิตรศิลป์แห่งหนานหยาง นอกจากนี้ ลูเซียน หว่อง ยังได้สอนเปียโนแก่นักเปียโนอาชีพหลายคนในสิงคโปร์ เช่น โตะจีหง (Toh Chee Hung) จาง เหมยลี่ (Zhang Meili) จึงถือได้ว่า ลูเซียน หว่อง เป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างคุณูปการด้านดนตรีให้แก่สิงคโปร์ ในท้ายที่สุด ลูเซียน หว่อง ได้เสียชีวิตลงในปี ๒๕๕๐ สิริอายุรวม ๙๘ ปี

แหล่งอ้างอิง
https://culturepaedia.singaporeccc.org.sg/music/pioneer-musician-wong-maan-shing-mrs-lucien-wang/
https://iseaa.nafa.edu.sg/resources/research-materials/lucien-wang-archive
https://www.heritage.sg/brasbasahbugis/whats-on/programmes/11th-lucien-wang-piano-competition-2020

22/09/2026

ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียนยินดีต้อนรับทุกท่าน 🌾 แม้กิจกรรมดีๆจะจบลงแล้ว 😭 แต่เรายังมีกิจกรรมใหม่ๆให้ท่าอยู่อย่างเสมอ

#ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน #กิจกรรม #พิพิธภัณฑ์

ฟิลิปปินส์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมทางดนตรีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมดนตรีของฟิลิปปินส์มีตั้งแต่ดนตรีพื...
22/09/2026

ฟิลิปปินส์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีวัฒนธรรมทางดนตรีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมดนตรีของฟิลิปปินส์มีตั้งแต่ดนตรีพื้นเมืองที่ใช้ฆ้องและเครื่องไม้ไผ่ วัฒนธรรมอิสลามในมินดาเนาและซูลู เครื่องสายรอนดัลลา (Rondalla) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสเปน ไปจนถึงดนตรีแจ๊สและป๊อบจากอเมริกัน
ในยุคอาณานิคมสเปนวิถีชีวิตของชาวฟิลิปปินส์ที่ผูกติดกับคริสต์ศาสนาอย่างแยกกันไม่ขาด ชาวฟิลิปปินส์ ‘เปล่งเสียง’ อย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวันผ่านกิจกรรมทางศาสนา ร้องเพลงสวดภาวนาแบบเกรกอเรียน (Gregorian Chant) ที่มีทั้งการสวดแบบโมโนโฟนิก (Monophonic) หรือการสวดแบบเสียงเดียวโดยไม่มีดนตรีประกอบ และแบบโพลีโฟนิก (Polyphonic) หรือการใช้เสียงที่มีทำนองอิสระตั้งแต่สองทำนองขึ้นไปบรรเลงพร้อมกัน ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีวงประสานเสียงอันโด่งดังระดับโลก เช่น Philippine Madrigal Singer หรือ The Madz (๑๙๖๓) ต่อมาในยุคอาณานิคมอเมริกัน ฟิลิปปินส์ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเพลงอเมริกันในเอเชีย เกิดการสอนดนตรีสากลอย่างแพร่หลายและการเข้ามาของวัฒนธรรมเพลงแจ๊สที่มาพร้อมกองกำลังทหารบัฟฟาโล (Buffalo Soldiers) หรือกองทหารอเมริกันเชื้อสายอเมริกัน ทำให้ฟิลิปปินส์มีนักดนตรีที่เริ่มออกเดินทางไปทำงานในเมืองท่าสำคัญของโลก
หากจะกล่าวถึงศิลปินที่มีความโดดเด่นของวงการดนตรีฟิลิปปินส์ ชื่อที่ขึ้นมาเป็นลำดับต้น ๆ ก็อาจไม่พ้นไปจาก เฟรดดี อากีลาร์ (Freddie Aguilar) หนึ่งในนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ยกย่องว่าเป็นเสาหลักและสัญลักษณ์ของดนตรีฟิลิปปินส์ดั้งเดิม (Original Pilipino Music; OPM) เจ้าของเพลงฮิต Anak (๑๙๗๘) ซึ่งเป็นเพลงที่ทำยอดขายสูงสุดตลอดกาลในประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นทำนองต้นฉบับเพลง ‘ลุงขี้เมา’ ของวงคาราบาว เขาเป็นที่รู้จักในฐานะราชาเพลงเพื่อชีวิตที่ใช้บทเพลงสะท้อนปัญหาสังคม ความอยุติธรรมและความยากจน ทำให้เพลงของเขาถูกแบนในช่วงเวลาหนึ่ง เขาได้นำเพลงปลุกใจอย่าง Bayan Ko (แปลได้ว่า ประเทศของฉัน) มาขับร้องในเวอร์ชันของตัวเองและกลายเป็นเพลงที่ฝ่ายต่อต้านระบอบการปกครองของเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ใช้ในการประท้วงช่วงการปฏิวัติพลังประชาชน (People Power Revolution) ปี ๑๙๘๖ และต่อมาในปี ๒๐๑๘ เขาได้รับการยกย่องจากวุฒิสภาฟิลิปปินส์ ในฐานะผู้สร้างคุณูปการอย่างสูงต่อศิลปวัฒนธรรมของชาติ และเป็นศิลปินที่ทรงอิทธิพลต่อวงการดนตรีเอเชีย
แหล่งข้อมูล
Kumusta Philippines เสนาะเสียงแห่งหมู่เกาะสู่ท่วงทำนองร่วมแห่งอาเซียน[สูจิบัตร]. (2569).
นาคคง, อ. (ผู้ดำเนินรายการ). (2020, 9 กุมภาพันธ์). Freddie Aguilar ราชาเพลงเพื่อชีวิต ฟิลิปปินส์ [พอดแคสต์เสียง]. Thai PBS PODCAST. https://podcast.thaipbs.or.th/podcast/tracks/10371

วิน อู ดาวเด่นแห่งยุคสังคมนิยมเมียนมา    วิน อู (Win Oo) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการภาพยนตร์เมียนมา เกิดเมื่อวันที่ ๑๓...
19/09/2026

วิน อู ดาวเด่นแห่งยุคสังคมนิยมเมียนมา

วิน อู (Win Oo) เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการภาพยนตร์เมียนมา เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๗๘ ในครอบครัวชนชั้นกลาง บิดาชื่อ อู บา ญุ่น (U Ba Nyunt) เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง วิน อู เคยศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และเริ่มแสดงความสามารถด้านวรรณกรรมตั้งแต่วัยหนุ่ม โดยใช้นามปากกาว่า Nyo Min Lwin เขียนเรื่องสั้นลงนิตยสาร ต่อมาในปี ๒๔๙๕ เขาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเข้ารับราชการทหาร และเดินทางไปฝึกอบรมทางทหารที่ออสเตรเลียในปี ๒๕๐๒ ก่อนจะหันกลับมาสู่งานสร้างสรรค์อย่างจริงจัง หลังจากนั้นเขามีทั้งผลงานเรื่องสั้นและนวนิยาย และใน ๒๕๐๔ จึงออกจากกองทัพเพื่อเข้าสู่วงการนักร้องและภาพยนตร์


ผลงานภาพยนตร์ช่วงแรกที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ วิน อู คือ Hnit Yauk Te Nay Kyin Tay ซึ่งออกฉายใน ๒๕๐๕ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะชายหนุ่มรูปงามที่ร้องเพลง เต้น เล่นกีตาร์ และแต่งกายตามแฟชั่นสมัยใหม่ ทำให้ผู้ชมเมียนมานำเขาไปเปรียบเทียบกับ Elvis Presley นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของ วิน อู ไม่ได้อยู่ที่การเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการนำความทันสมัยและความเป็นสากลมาปรับให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรมของเมียนมา ในช่วงที่รัฐบาลนายพลเนวินควบคุมสื่อและภาพยนตร์อย่างเข้มงวด วิน อู จึงกลายเป็นตัวอย่างของดาราที่สามารถแสดงความเป็นสากลควบคู่ไปกับการรักษาภาพลักษณ์ที่สังคมเมียนมายอมรับได้ นอกจากนี้ เขายังได้รับการกล่าวถึงในฐานะนักแสดงผู้มีพลังบนจอ สามารถถ่ายทอดทั้งความเปราะบาง ความรัก ความโกรธ และความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครได้อย่างโดดเด่น


อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ วิน อู มีความโดดเด่น คือ ความสามารถที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งนักร้อง นักเขียนบท และผู้กำกับภาพยนตร์ โดยเฉพาะความสามารถด้านการร้องเพลงซึ่งถือเป็นจุดเด่น เนื่องจากในยุคนั้นนักแสดงจำนวนหนึ่งใช้เสียงของนักร้องอาชีพแทน แต่เขาสามารถร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ของตนเองได้ ผลงานเด่นของเขามีหลายเรื่อง เช่น Maung Toe Cherry Myay (๒๕๐๖) และ Saung Eik Met (Death is a Dream, ๒๕๑๐) ซึ่ง วิน อู ทั้งแสดงนำ เขียนบท และกำกับ ภาพยนตร์เรื่องหลังทำให้เขาได้รับรางวัลด้านบทภาพยนตร์และการแสดง นอกจากนี้ความสามารถในการรับบทตัวละครที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์และจิตใจ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ วิน อู แตกต่างจากพระเอกตามแบบแผนทั่วไป และมีอิทธิพลต่อรูปแบบการแสดงของนักแสดงเมียนมารุ่นหลัง


ความสำคัญของวิน อูจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นนักร้อง และดาราภาพยนตร์ชื่อดัง แต่เขายังเป็นภาพสะท้อนของวัฒนธรรมสมัยนิยมเมียนมาในยุคที่ประเทศอยู่ภายใต้ระบอบสังคมนิยมและการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด เขาสามารถนำแฟชั่น ดนตรี และภาพลักษณ์สมัยใหม่จากโลกตะวันตกมาผสมกับความเป็นวัฒนธรรมพม่า จนเกิดบุคลิกเฉพาะตัวที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกัน ผลงานของเขายังนำเสนอความรัก ความทุกข์ ความขัดแย้งทางจิตใจ และแนวคิดแบบพุทธ เช่น เมตตาและการให้อภัย วิน อู เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๓๑ ขณะมีอายุ ๕๓ ปี แต่ชื่อเสียงของเขายังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะบุคคลสำคัญของภาพยนตร์เมียนมา และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักแสดงระดับตำนาน ผู้มีอิทธิพลต่อมาตรฐานการแสดงและการถ่ายทอดอารมณ์ของวงการภาพยนตร์เมียนมาจนถึงคนรุ่นหลัง

แหล่งอ้างอิง
Driskeli, J. (2022). Film stardom in South East Asia. Edinburgh University Press
https://myanmar.com/people/whos-who-in-myanmar/win-oo/

เสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง 11 เสียงศิลปินแห่งอาเซียน : “ดาโต๊ะศรี ซีตี นูร์ฮาลีซา” นักร้องหญิงมาเลเซีย ผู้ครองตลาดดนตร...
19/09/2026

เสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง 11 เสียงศิลปินแห่งอาเซียน : “ดาโต๊ะศรี ซีตี นูร์ฮาลีซา” นักร้องหญิงมาเลเซีย ผู้ครองตลาดดนตรีเอเชีย 🇲🇾
🇲🇾 เจ้าของฉายา “Celine Dion” เอเชีย เป็นศิลปินหญิงระดับตำนานและเป็น “นักร้องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์เพลงของประเทศมาเลเซีย” และในวันนี้กับบทความเสียงเล่าขานจากชาติสู่บทเพลง 11 เสียงศิลปินแห่งอาเซียน เราขอแนะนำให้รู้จักกับ “ดาโต๊ะศรี ซีตี นูร์ฮาลีซา” นักร้องหญิงมาเลเซีย ผู้ครองตลาดดนตรีเอเชีย
ดาโต๊ะศรี ซีตี นูร์ฮาลีซา (Siti Nurhaliza binti Tarudin) เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ค.ศ. ๑๙๗๖ ที่ รัฐปะหังประเทศมาเลเซีย บ้านเป็นสถานที่ที่เธอได้แสดงพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงครั้งแรกเมื่ออายุ ๖ ขวบ โดยได้ร้องเพลง "Sirih Pinang" ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านของมาเลเซีย ก่อนในเวลาต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ ขณะอายุ ๑๒ ปี เธอชนะการประกวดร้องเพลงรายการหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในช่วงแรกๆ ของเธอ ด้วยเพลง "Bahtera Merdeka" ในการประกวดร้องเพลงเนื่องในวัน Merdeka (วันประกาศอิสรภาพของมาเลเซีย) ซึ่งเป็นการแข่งขันร้องเพลงปลุกใจรักชาติในท้องถิ่น
ในวัย ๑๖ ปี เธอได้เข้าร่วมการประกวด RTM Bintang HMI ประจำปี ๑๙๙๕ โดยเลือกเพลง "Kaulah Segalanya" ซึ่งขับร้องโดย Ruth Sahanaya มาใช้ในการคัดตัว ในการแข่งขันครั้งนี้ เธอได้พบกับ Adnan Abu Hassan นักแต่งเพลงผู้ซึ่งช่วยฝึกสอนและขัดเกลาทักษะการร้องเพลงให้กับเธอ ก่อนที่เธอจะคว้าชัยชนะในการแข่งขันด้วยเพลง "Camar Yang Pulang" ในต่อมาเธอตัดสินใจเซ็นสัญญากับค่ายเพลง Suria Records ซิงเกิลแรกของเธอที่มีชื่อว่า "Jerat Percintaan" สามารถคว้ารางวัลจากการประกวด Anugerah Juara Lagu ครั้งที่ ๑๑ ได้ในปีเดียวกันนั้นเอง นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. ๑๙๙๖ เธอยังได้รับรางวัลศิลปินบันเทิงทางโทรทัศน์ยอดนิยม, นักร้องหญิงยอดนิยม, ศิลปินวัยรุ่นยอดนิยม และรางวัลสูงสุดคือรางวัลศิลปินยอดนิยม (Most Popular Star) จากงานประกาศรางวัล Anugerah Bintang Popular อีกด้วย
ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ เธอได้จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวที่ Royal Albert Hall ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยมีวง London Symphony Orchestra แบ็กอัพ ถือเป็นศิลปินจากมาเลเซียคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงที่นั่น รัฐบาลมาเลเซียได้มอบรางวัล Anugerah Biduan Negara 2024 ให้แก่เธอ ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศระดับชาติ สื่อมาเลเซียเองยังขนานนามเธอว่า “penyanyi nombor satu Malaysia” ซึ่งหมายถึง นักร้องเบอร์หนึ่งของมาเลย์ นอกจากนั้นแล้ว เธอยังสามารถร่ำร้องออกมาได้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็น ภาษาแม่อย่างมาเลย์ อังกฤษ ภาษาชาติอื่นๆ เช่น จีน อราบิก ญี่ปุ่นและทมิฬ และเธอเองก็มีอิทธิพลไปทั่วโลกมลายู
ผลงานเพลงยอดนิยมของเธอมีมากมายและติดท็อปชาร์จมากมายในหลายครั้ง เพลงยอดนิยมของเธอได้แก่ "Jerat Percintaan" เพลงเดบิวต์แจ้งเกิดที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงและชนะรางวัลใหญ่อันดับ ๑๑ Anugerah Juara Lagu "Aku Cinta Padamu" เพลงรักบัลลาดสุดคลาสสิกจากอัลบั้มชุดที่ ๒ ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงอินโดนีเซียและภูมิภาค "Cindai" บทเพลงแนวดั้งเดิมของมาเลเซีย (Traditional / Joget) ที่ผสานดนตรีพื้นบ้านเข้ากับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นเพลงชาติประจำตัวที่ทุกคนรู้จัก "Bukan Cinta Biasa" เพลงช้าซึ้งฟังสบายที่ครองใจแฟนเพลงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน และ "Purnama Merindu" อีกหนึ่งผลงานเพลงป็อปคลาสสิกที่ยอดสตรีมและยอดวิวสูงตลอดกาล
แหล่งที่มา
https://en.wikipedia.org/wiki/Siti_Nurhaliza
https://baike.baidu.com/en/item/Siti%20Nurhaliza/3491767

✨ เมื่อมรดกทางวัฒนธรรม... เชื่อมไร้พรมแดนข้ามมหาสมุทร ✨สำนักเลขาธิการอาเซียน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Allian...
18/09/2026

✨ เมื่อมรดกทางวัฒนธรรม... เชื่อมไร้พรมแดนข้ามมหาสมุทร ✨

สำนักเลขาธิการอาเซียน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) จัดกิจกรรม "สัปดาห์วัฒนธรรมอาเซียน – กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก: นิทรรศการภาพถ่ายเสมือนจริง (ASEAN-Pacific Alliance Cultural Week: Virtual Photography Exhibition)" ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการอาเซียน-กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ปี พ.ศ. 2564 – 2569 โดยนำเสนอและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมรดกทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะภาพถ่าย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีและเพิ่มพูนความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองภูมิภาค

พบกับเรื่องราวของวิถีชีวิตผู้คนสองฟากโลก สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศสมาชิกกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ที่ถูกถ่ายทอดอย่างประณีตผ่านเลนส์ศิลปะภาพถ่าย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสานความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งมหาสมุทรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

💻 สามารถเข้ารับชมความงดงามของภาพถ่ายได้จากทุกที่ ทุกเวลา
👉 คลิกเข้าชมเลย: https://cultura.alianzapacifico.net/
🗓️ รับชมได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น

--------------------------------

✨ When Cultural Heritage Transcends Oceans and Borders ✨

The ASEAN Secretariat in collaboration with the Pacific Alliance (PA) proudly presents the "ASEAN-Pacific Alliance Cultural Week: Virtual Photography Exhibition" within the framework of the ASEAN - Pacific Alliance Work Plan (2021–2026) to showcase the cultural heritage of ASEAN and the Pacific Alliance, foster mutual understanding, strengthen people-to-people connectivity, and promote greater appreciation of the cultural diversity of both regions.

Step into a space of cultural exchange and discovery through the power of visual storytelling. Explore vibrant local ways of life, iconic heritage sites, and cultural heritage from Member States of ASEAN and the Pacific Alliance—beautifully captured through the lens of artistry to deepen cross-cultural understanding and inspire lasting connections between our two regions.

💻 Experience the exhibition from anywhere, anytime:
👉 Visit now: https://cultura.alianzapacifico.net/
🗓️ Available from today through September 23, 2026

ที่อยู่

Ratchadamnoen Nai
Phra Nakhon
10200

เวลาทำการ

อังคาร 10:00 - 17:00
พุธ 10:00 - 17:00
พฤหัสบดี 10:00 - 17:00
ศุกร์ 10:00 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 17:00
อาทิตย์ 10:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622244279

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ส่งข้อความของคุณถึง ASEAN Cultural Center ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน:

ทางลัด

แชร์