หอศิลป์ Society

หอศิลป์ Society ชวนดู ชวนคิด ชวนตั้งคำถาม ผ่าน นิทรรศการ ศิลปะและวัฒนธรรม

พิธีไหว้ครู และครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงวันนี้ (20 สิงหาคม 2569) พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทร...
21/08/2026

พิธีไหว้ครู และครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

วันนี้ (20 สิงหาคม 2569) พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยเมื่อเวลา 08.00 น. เริ่มพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ต่อด้วยเวลา 09.09 น. เริ่มพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569 ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) เป็นครูผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569

ฤกษ์งามยามดี เนื่องในโอกาสที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงได้เฉลิมฉลองครบรอบการเปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี คุณนฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหศีนิมา จำกัด โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ได้จัดพิธีไหว้ครู และครอบครูโขน-ละคร ประจำปี 2569 ขึ้น โดยมีผู้สนับสนุน แขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณอัศวิน – คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, คุณชัยวัฒน์ บุญชวลิต, คุณสุรพล เศวตเศรนี, คุณกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา, คุณนาริน อุทัยวรรณ์, คุณพนมมาศ ศรีวิหค, คุณสมเกียรติ ภูมิภักดิ์, คุณวิภาดา ดวงรัตน์, คุณชัยโรจน์ เชิดตระกูลยิ่ง, คุณกฤษณา ภักดีเทวา, คุณรติวรรณ กัลยาณมิตร, คุณณรงค์ แสงบุศย์, คุณชุมพล วาราชนนท์, คุณทัศนียาพร ดวงแก้ว, คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์, คุณบริพันธ์ ชัยภูมิ, คุณปัทมนิธิ เสนาณรงค์ ฯลฯ

พร้อมด้วยศิลปินแห่งชาติ ครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์และดนตรี นักร้องและนักแสดงในวงการบันเทิงและวงการนาฏศิลป์ไทย นักเรียน และนักศึกษา เข้าร่วมพิธีไหว้ครูและครอบครูอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ ศิลปินแห่งชาติ วิรัช อยู่ถาวร, วินัย พันธุรักษ์, นันทวัน เมฆใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ, วิโรจน์ อยู่สวัสดิ์, รัจนา พวงประยงค์ รวมถึงศิลปิน นักร้อง นักแสดงในวงการบันเทิง อาทิ พงษ์พัฒน์ - ธัญญา วชิรบรรจง, มาตรา ไพรหิรัญ, อรนภา กฤษฎี, โอ อนุชิต, นิติพงษ์ - รุ่งฤดี ห่อนาค, อุมาพร บัวพึ่ง, ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล, สุทธิพงษ์ วัฒนจัง, สปาย ภาสกรณ์, ธัช กิตติธัช, เมจิ ภัทรานิษฐ์, แบ็งค์ เฉลิมรัฐ, เข้ม ศุภกิจ, กะธิ กตธิป, โก๊ะตุลย์ พันธนนท์, โบ๊ท ปรัชญา, พงษ์ศักดิ์ สวนศรี, ซาย ภิสา สวนศรี, ต้อม นิรันดร์ ฯลฯ

ร่วมด้วยนักแสดงจากช่อง Mono 29 คณะนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง และนักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์, โรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม, โรงเรียนนาฏศิลป์สัมพันธ์, โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี, สานศิลป์สตูดิโอ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และสถาบันสอนศิลปะการแสดง School Tap ฯลฯ

สำหรับพิธีไหว้ครูและครอบครูโขน-ละคร เป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้แสดงความเคารพบูชาและน้อมระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงบูรพาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้ และมอบสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุดให้แก่ลูกหลานและศิษยานุศิษย์ตามปรารถนา อีกทั้งยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ด้วยความเคารพ

ปัจจุบัน โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง ได้แก่ รอบ 13.00 น., รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. บัตรราคา 100 บาทสำหรับคนไทย (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เข้าชมฟรี!) และบัตรราคา 400 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดงโขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง page: Sala Chalermkrung – ศาลาเฉลิมกรุง หรือโทรศัพท์ 0-2224-4499

#ศาลาเฉลิมกรุง #พิธีไหว้ครูโขนละคร #โขนศาลาเฉลิมกรุง

วิสัยทัศน์ 'ชัชพล พูลวรลักษณ์' กับศิลปะ Cinema Dining ที่เสิร์ฟตำนานมาเฟียลงบนโต๊ะอาหารหากพูดถึงการชมภาพยนตร์ เรามักจะนึ...
21/08/2026

วิสัยทัศน์ 'ชัชพล พูลวรลักษณ์' กับศิลปะ Cinema Dining ที่เสิร์ฟตำนานมาเฟียลงบนโต๊ะอาหาร

หากพูดถึงการชมภาพยนตร์ เรามักจะนึกถึงเพียงแค่การนั่งมองแสงสีบนจอผ้าใบและรับฟังสรรพเสียงที่ร้อยเรียงเรื่องราว แต่จะวิเศษแค่ไหนหากเราสามารถขยายขอบเขตสุนทรียภาพนั้นให้ออกมาสัมผัสได้จริง

พาทุกท่านไปสัมผัสกับมิติใหม่ของงานศิลปะแขนงที่ 7 ผ่านโปรเจกต์ "La Famiglia Legacy: Table & Screen" ประสบการณ์ Cinema Dining ที่นำโลกของภาพยนตร์และศิลปะแห่งการรับประทานอาหารอิตาเลียนมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เบื้องหลังความวิจิตรของโปรเจกต์นี้มาจากวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของ คุณชัชพล พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ เซ็นจูรี่ เธียเตอร์ สุขุมวิท ผู้บริหารหนุ่มที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของแผ่นฟิล์ม คุณชัชพลได้เปิดมุมมองแบบสบาย ๆ แต่ลึกซึ้งให้เราฟังว่า ท่ามกลางยุคสมัยที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่สำหรับเขาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นอมตะเสมอคือ 'เสน่ห์ของการเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบผ่านภาพและเสียงบนจอ'

ด้วยความหลงใหลนี้เอง เขาจึงเกิดไอเดียสุดคลาสสิกที่ว่า หากเราสามารถนำเรื่องราวที่ฉายภาพอยู่บนจอ ออกมาให้ผู้ชมได้สัมผัสมากกว่าแค่การมองเห็นหรือได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นการลิ้มรสชาติ การสูดกลิ่นหอม หรือการซึมซับบรรยากาศรอบกาย ประสบการณ์การชมภาพยนตร์ในวันนั้นจะต้องขยับความพิเศษขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของ La Famiglia Legacy: Table & Screen

โปรเจกต์นี้ถูกถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์มาเฟียระดับตำนานจากปี 1972 (The Godfather เดอะ ก็อดฟาเธอร์) ซึ่งคุณชัชพล เล่าด้วยน้ำเสียงเปี่ยมแพสชันว่า สาเหตุที่หยิบยกผลงานชิ้นเอกนี้มาเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวหนัง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสะท้อนถึงคุณค่าที่เขายึดถือร่วมกัน นั่นคือ 'ความสำคัญของครอบครัว' การได้กลับมาพบปะกัน และความสุขที่เอ่อล้นจากการได้แบ่งปันอาหารดี ๆ และช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกัน

นอกจากนี้ เพื่อให้ประสบการณ์ศิลปะบนโต๊ะอาหารสมบูรณ์แบบที่สุด ทางเซ็นจูรี่ เธียเตอร์ สุขุมวิท จึงได้จับมือกับ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยนำทีมเชฟมากฝีมือมารังสรรค์รสชาติและรายละเอียดในแต่ละจานอาหาร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและเสน่ห์จากโลกของภาพยนตร์บนจอ เปลี่ยนพื้นที่ของโรงภาพยนตร์ Vivian Lounge ให้คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายการตกแต่งสไตล์ครอบครัวมาเฟียอิตาเลียนอย่างมีระดับ

ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้ เชฟจากอวานีได้รังสรรค์เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชื่อมไปกับเรื่องราวบนจอ เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วย Savory Italian Bites อย่าง Mini Prosciutto & Mozzarella Panino, Parmesan Arancini Balls และ Chicken & Mushroom Vol Au Vents ก่อนจะพาทุกท่านเข้าสู่ฉากสำคัญด้วยเมนูจานหลักที่ถอดแบบมาจากแผ่นฟิล์มอย่าง Clemenza’s Spaghetti

จากนั้นปิดท้ายความนุ่มนวลด้วยของหวาน Sweet ที่มีให้ลิ้มลองทั้ง Cannoli Trios (เซ็ต 3 ชิ้น รสพิตาชิโอซิซิลี, ดาร์กช็อกโกแลตส้ม และเลมอนวานิลลา), Apple and Amaretti Cake และ Crostata Di Marmellata

ในส่วนของเครื่องดื่ม (Beverage Menu) ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อเสริมอรรถรสแห่งค่ำคืน โดยผู้ชมสามารถเลือกดื่มด่ำกับค็อกเทลสุดคลาสสิกอย่าง Old Fashioned หรือจะเลือกรับม็อกเทลสีสันสวยงามจำนวน 2 แก้วจากเมนู The Opening Act, Sicilian Legacy หรือ The Offer ก็ได้เช่นกัน

รายละเอียด
• ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม – 13 กันยายน 2569
(มีแค่ 8 รอบ เวลา 19.00 น. เท่านั้น)
• โรงภาพยนตร์เซ็นจูรี่ เธียเตอร์ สุขุมวิท
• บัตร Premium Vivian Lounge Experience (แถว A-D) ราคา 1,650 บาท/ท่าน
• บัตร Value Vivian Lounge Experience (แถว E-F) ราคา 1,550 บาท/ท่าน
• จองตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ที่ LINE:

#หอศิลป์Society #เซ็นจูรี่เธียเตอร์สุขุมวิท #ศิลปะแห่งการชมภาพยนตร์

เมื่อ 'สถานที่' ยังจดจำคนที่จากไป ผ่านภาพ "Christina’s World"​เคยกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย แล้วจู่ ๆ ภาพของใครบางคนก็ปร...
21/08/2026

เมื่อ 'สถานที่' ยังจดจำคนที่จากไป ผ่านภาพ "Christina’s World"

​เคยกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย แล้วจู่ ๆ ภาพของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกไหม? ร้านกาแฟโต๊ะเดิม ถนนสายเก่า หรือแม้แต่ห้องธรรมดา ๆ สี่เหลี่ยมห้องหนึ่ง ทุกสิ่งยังคงตั้งอยู่ที่เดิม หากแต่คนที่เคยร่วมใช้พื้นที่นั้นกลับไม่อยู่แล้ว

​ความรู้สึกโหยหาที่ฝังตัวอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ นี้ ถูกสะท้อนออกมาอย่างทรงพลังและเงียบงัน ผ่านผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ชื่อว่า Christina’s World (1948) ของศิลปินชาวอเมริกัน Andrew Wyeth

​พื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยใครบางคน

​ในภาพ เราเห็นหญิงสาวคนหนึ่งทอดกายอยู่กลางทุ่งหญ้าสีทึม ด้านหน้าคือพื้นที่กว้างโล่ง เบื้องบนคือบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีบทสนทนา ไม่มีฉากโรแมนติก หรือแม้แต่ใครสักคนที่ยืนรอเธออยู่ ทว่าภาพนี้กลับสื่อสารให้เรารู้สึกถึง "การรอคอย" ได้อย่างลึกซึ้ง

​สตรีในภาพคือ Christina Olson เพื่อนบ้านของ Wyeth ในรัฐเมน (Maine) ผู้มีภาวะบกพร่องทางร่างกายทำให้การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องยากลำบาก ศิลปินเฝ้ามองเธอพาตัวเองข้ามทุ่งหญ้าจากหน้าต่างบ้าน จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าหลงใหลและเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางกายภาพ หากแต่เป็นสัญญะของ "สถานที่ที่ยังจำคนคนหนึ่งได้"

​เมื่อความทรงจำย้ายที่

​ลองพิจารณาบ้านหลังนั้นในภาพ มันไม่ใช่คฤหาสน์หรูหรา ทว่าสำหรับคริสติน่า มันคือจุดหมายและพื้นที่ที่มีความหมาย เมื่อเรามองงานศิลปะชิ้นนี้ผ่านประสบการณ์ส่วนตัว บ้านหลังนั้นอาจซ้อนทับกับสถานที่ในชีวิตของเรา - สถานที่ที่เรายังจำได้แม่นยำว่า ใครเคยนั่งตรงนั้น ใครเคยยืนอยู่ตรงประตู หรือใครเคยส่งเสียงหัวเราะ

​นี่คือความมหัศจรรย์ของความทรงจำ เมื่อคนที่เราเคยใช้เวลาร่วมด้วยไม่อยู่แล้ว ความสัมพันธ์อาจจบลง แต่ความทรงจำไม่ได้สลายไป มันเพียงย้ายที่อยู่จาก "ตัวบุคคล" ไปฝังตัวอยู่ใน "สถานที่" กลิ่น หรือเสียงเพลง บางครั้งเมื่อเราเดินกลับไปยังสถานที่เหล่านั้น เราไม่ได้คาดหวังให้เขากลับมา เราเพียงปรารถนาจะสัมผัสความรู้สึกของตัวเองในวันนั้นอีกครั้ง

​"เราอาจไม่ได้คิดถึงเขา แต่เรากำลังคิดถึง 'ตัวเรา' ในวันที่ยังมีเขาอยู่"

​เว้นพื้นที่ให้หัวใจ

​ความอัจฉริยะของ Andrew Wyeth คือการใช้พลังของ "ความว่างเปล่า" เขาไม่ได้วาดภาพคนกอดกัน หรือจับมือกันเพื่อสื่อถึงความผูกพัน เขาใช้เพียงคนหนึ่งคน ทุ่งกว้าง และบ้านหนึ่งหลัง เพื่อทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งที่มองไม่เห็น บางครั้งสิ่งไม่ได้ถูกวาดลงบนผืนผ้าใบ กลับกระตุ้นความรู้สึกได้ลึกซึ้งกว่าเส้นสีที่ปรากฏชัดเจน

​ชีวิตก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงในภาพที่ยังคงทอดสายตาไปข้างหน้า เราไม่จำเป็นต้องลบเลือนอดีตเพื่อก้าวเดินต่อไป ไม่จำเป็นต้องทำลายความทรงจำเพื่อเริ่มต้นใหม่ เพราะความรักและความผูกพันที่แม้จะจบลงไปแล้ว ก็ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ในการเปลี่ยนสถานที่ธรรมดา... ให้กลายเป็นพื้นที่พิเศษในหัวใจของเราตลอดไป

บทความโดย: กองบรรณาธิการ หอศิลป์ Society
ศิลปะที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง

​ #ความทรงจำ #หอศิลป์Society

เสน่ห์ลายเส้น 6 ทศวรรษ: นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ “ช่วง มูลพินิจ”ลายเส้นที่พลิ้วไหว อุดมคติที่ผสานเข้ากับธรรม...
20/08/2026

เสน่ห์ลายเส้น 6 ทศวรรษ: นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ “ช่วง มูลพินิจ”

ลายเส้นที่พลิ้วไหว อุดมคติที่ผสานเข้ากับธรรมชาติ และสุนทรียภาพที่อยู่เหนือกาลเวลา... หากจะกล่าวถึงนิยามเหล่านี้ ชื่อของ "ช่วง มูลพินิจ" คงเป็นชื่อแรกที่ประจักษ์ชัดในใจของคนรักศิลปะไทย ตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษ ที่ท่านได้อุทิศจิตวิญญาณและปลายพู่กันรังสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมเดินทางย้อนมองรอยทางแห่งความงามนี้ไปด้วยกัน

กรมศิลปากร โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้จัดงานที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด กับ นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องและรำลึกถึงคุณูปการของ อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพุทธศักราช 2556 ผู้เปรียบดั่งเสาหลักที่คอยหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนวงการศิลปกรรมไทยมาอย่างยาวนาน

ภายในพื้นที่จัดแสดง ผู้ชมจะได้สัมผัสและดื่มด่ำไปกับผลงานชิ้นสำคัญที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสะท้อนวิวัฒนาการทางความคิดและเส้นทางการสร้างสรรค์ของศิลปินชั้นครู นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงภาพวาด แต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิต ปรัชญา และแรงบันดาลใจที่ซ่อนเร้นอยู่ในแต่ละจังหวะของฝีแปรง ที่จะช่วยเปิดมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งศิลปินรุ่นใหม่และผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะได้อย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลนิทรรศการ
• ชื่องาน: นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี 2569 “ช่วง มูลพินิจ”
• ระยะเวลาจัดแสดง: เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 5 - 27 กันยายน 2569
• สถานที่จัดงาน: อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (ถนนเจ้าฟ้า)
• กำหนดการพิธีเปิด: วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (เริ่มลงทะเบียน 10.00 น.) ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธี

มาร่วมซึมซับความงามและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยไปด้วยกัน

#หอศิลป์Society #ช่วงมูลพินิจ #นิทรรศการศิลปะ #ศิลปินแห่งชาติ #ศิลปะไทย

ชวนชม Cellulose II: Wood นิทรรศการศิลปะที่สะท้อนชีวิตและกาลเวลาผ่านเรื่องราวของ "ไม้" ณ ATTA GalleryCellulose II: WoodWo...
20/08/2026

ชวนชม Cellulose II: Wood นิทรรศการศิลปะที่สะท้อนชีวิตและกาลเวลาผ่านเรื่องราวของ "ไม้" ณ ATTA Gallery

Cellulose II: Wood
Wood You? Exploring the Life of a Living Material

ระยะเวลาจัดแสดง: 27 สิงหาคม – 25 ตุลาคม 2569
งานเปิดนิทรรศการ: 27 สิงหาคม เวลา 18:00 – 20:00 น.

อัตตา มีความยินดีขอเชิญเป็นเกียรติร่วมงานเปิดนิทรรศการกลุ่ม “Cellulose II: Wood, Wood You? Exploring the Life of a Living Material” ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม เวลา 18:00 – 20:00 น. โดยนิทรรศการนี้นำเสนอผลงานของศิลปินไทยและเทศ 8 คน ร่วมด้วยผลงานศิลปะสะสมส่วนตัวของ อตินุช ตันติวิท เพื่อประกอบการเล่าเรื่องราวของนิทรรศการนี้ งานนิทรรศการจะมีไปถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2569

• เกี่ยวกับนิทรรศการ
ไม้เป็นหนึ่งในวัสดุที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ใช้สร้างงานประติมากรรม แต่ความสัมพันธ์ที่เรามีกับไม้กลับแตกต่างจากความสัมพันธ์ที่เรามีกับหินและโลหะมาโดยตลอด ในประวัติศาสตร์ศิลปะ หินอ่อนและบรอนซ์มักถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความถาวร ความยิ่งใหญ่ และเกียรติยศ ในขณะที่ไม้ถูกใช้งานในชีวิตประจำวันมากกว่า เราสร้างบ้านจากมัน สัมผัสมัน ซ่อมแซมมัน และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน

ความคุ้นเคยนี้เองอาจทำให้เรามองข้ามไม้ในฐานะวัสดุสำหรับงานศิลปะ แต่ความคุ้นเคยนั้นเองคือเสน่ห์ที่ทำให้ไม้แตกต่างจากวัสดุอื่น ไม้ต่างจากหินอ่อนที่ตรึงรูปทรงไว้ในความนิ่ง หรือบรอนซ์ที่สื่อถึงความมั่นคงผ่านน้ำหนักและความคงทน ไม้ยังคงตอบสนองต่อโลกที่รายล้อมมัน เกิดการขยายและหดตัวไปตามสภาพอากาศ เก็บกักความอบอุ่นของการสัมผัส ค่อย ๆ ดูดซับบรรยากาศของพื้นที่รอบ ๆ และแทนที่จะต่อต้านกาลเวลา ไม้กลับดำรงอยู่กับการเดินไปข้างหน้าของกาลเวลา

สำหรับศิลปิน การเลือกใช้ไม้ไม่ใช่เพียงการเลือกวัสดุ แต่คือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ ลายไม้ ปมไม้ และวงปีแห่งการเติบโต ล้วนบรรจุเรื่องราวที่ไม่มีสิ่งใดลบเลือนได้ การแกะสลักไม้จึงเป็นการทำงานร่วมกับเนื้อไม้ มากกว่าการเอาชนะมัน เป็นการยอมรับธรรมชาติของไม้ ทั้งเอกลักษณ์ แรงต้าน และความเปราะบาง ผลงานแต่ละชิ้นจึงเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างศิลปินกับชีวิตที่ไม้ได้โอบอุ้มเอาไว้

สำหรับนักสะสมงานศิลปะ ไม้เชิญชวนให้มีความสัมพันธ์ที่ต่างจากหินอ่อนหรือบรอนซ์ เพราะไม้ยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไปแม้ออกจากสตูดิโอของศิลปินแล้ว มันตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ ค่อย ๆ เก็บร่องรอยของกาลเวลา และบันทึกอิทธิพลของผู้คนและสถานที่ที่รายล้อม การใช้ชีวิตร่วมกับงานไม้จึงเป็นการยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ข้อบกพร่อง หากเป็นส่วนหนึ่งของงาน

นิทรรศการ Cellulose II: Wood รวบรวมผลงานที่ใช้ไม้เป็นสื่อกลางผ่านการแกะสลัก การประกอบ การเพนต์ และการแปรเปลี่ยนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างไม้ ศิลปิน และผู้สะสม พร้อมชวนให้ตระหนักว่า วัสดุบางชนิดไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการชื่นชม หากแต่เพื่อให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา และเช่นเดียวกับทุกความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ความสัมพันธ์นั้นยังคงเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

• ศิลปิน
Kristof Ghekiere, Karin Herwegh, Faisal Malik, สันติ สีดาราช, วิศรุต ธาตุทอง, Flora Vagi, นุชจริน หวังพงษ์สวัสดิ์ และวรรณา

• ที่ตั้งแกลเลอรี:
Warehouse 30, เลขที่ 48 ซอยกัปตันบุช (เจริญกรุง 30) แขวงบางรัก เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 ประเทศไทย
Google Maps: ATTA Gallery

#นิทรรศการศิลปะ #นิทรรศการศิลปะกรุงเทพ #งานคราฟต์ #เจริญกรุง30

การถูกต้องการ… ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าจริงหรือ?ผลงานชิ้นเอกที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะสมัยใหม่อย่าง Reclining N**e...
20/08/2026

การถูกต้องการ… ทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าจริงหรือ?

ผลงานชิ้นเอกที่สั่นสะเทือนวงการศิลปะสมัยใหม่อย่าง Reclining N**e (1917) ของ Amedeo Modigliani ภาพวาดที่ไม่ได้เป็นเพียงงานวิจิตรศิลป์อันงดงาม แต่ยังเป็นกระจกที่สะท้อนลึกซึ้งถึง "คุณค่า" "ความปรารถนา" และ "การยอมรับในตัวเอง" ของมนุษย์

• ร่างกายที่งดงามโดยไม่ต้องอิงแอบตำนานเทพเจ้า
เมื่อเรามองไปที่ Reclining N**e สิ่งแรกที่ปะทะความรู้สึกคือหญิงสาวที่ทอดร่างอย่างอิสระบนผืนผ้าใบ เธอครอบครองพื้นที่แทบทั้งหมดจนมือและเท้าหลุดออกนอกกรอบภาพ สายตาของเธอจ้องตรงมายังผู้ชมอย่างเปิดเผยและปราศจากความเคอะเขิน

ความน่าสนใจและเสน่ห์ที่แท้จริงของงานชิ้นนี้คือการที่ Modigliani ปฏิเสธขนบเดิมของภาพนู้ดคลาสสิก เขาไม่ได้ซ่อนร่างกายเปลือยเปล่าของเธอไว้ใต้ข้ออ้างของเทพปกรณัม ไม่ได้หลอกเราว่าเธอคือเทพีวีนัสผู้สูงส่ง ทว่าเธอคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก และกำลัง "ถูกมอง" ภาพนี้จึงส่งคำถามกลับมายังผู้ชมอย่างเงียบ ๆ ว่า เวลาที่เรามองร่างกายของใครสักคน เรากำลังเห็นเขาในฐานะ "มนุษย์" หรือเห็นเพียง "สิ่งที่เราปรารถนา"?

• ระหว่าง "ความต้องการ" กับ "คุณค่าที่แท้จริง"
ตั้งแต่เด็ก สังคมมักหล่อหลอมให้เราเชื่อมโยงความสวยงามเข้ากับคุณค่า เราเรียนรู้ภาษาที่มองไม่เห็นว่า การมีหน้าตาดี หุ่นดี หรือดูมีเสน่ห์ คือเครื่องการันตีว่าเรามีความหมาย และเมื่อโตขึ้น สายตาของคนรอบข้างก็กลายเป็นมาตรวัดที่เราใช้ประเมินตัวเอง เราอาจเผลอตั้งคำถามว่า ฉันดูดีในสายตาเขาหรือเปล่า?" จนลืมไปว่า "เขายังรักฉัน" นั้นมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

• ความปรารถนา ไม่ใช่เรื่องผิด
การอยากเป็นที่รักและถูกปรารถนาเป็นธรรมชาติที่งดงามของมนุษย์ แต่รอยร้าวจะเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อ เรานำ "คุณค่าของตัวเอง" ไปแขวนไว้กับ "สายตาของคนอื่น" เพราะสิ่งที่คนอื่นมอบให้ ย่อมเป็นสิ่งที่พวกเขาดึงกลับคืนไปได้เสมอ

หากเราต้องยอมเปลี่ยนตัวเอง ฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ หรือทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เปราะบางเพียงเพราะกลัวการไม่ถูกรัก นั่นอาจแปลว่าเรากำลังหลงลืมแก่นแท้ของคุณค่าในตัวเอง

• อิสรภาพแห่งการรักตัวเอง
วันหนึ่งร่างกายของเราย่อมต้องเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ริ้วรอยจะมาเยือน และความเยาว์วัยจะจางหาย หากเราใช้ความสวยงาม หรือ การถูกปรารถนา เป็นตัวยืนยันคุณค่า และวันที่ไม่มีใครหันมามอง เราจะเหลืออะไร?

ลองกลับไปมองหญิงสาวในภาพของ Modigliani อีกครั้ง เธอไม่ได้เอ่ยปากขอให้เราชื่นชม ไม่ได้พยายามโพสท่าเพื่อให้ใครรัก เธอเพียงแค่ทิ้งตัวอยู่ตรงนั้น เป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์

บางทีศิลปะชิ้นนี้อาจไม่ได้ชวนให้เราตั้งคำถามว่าเธอสวยแค่ไหน แต่มันกำลังบอกเราว่า การรู้ว่าฉันมีคุณค่า แม้ในวันที่ไม่มีใครเลือกฉัน คือ อิสรภาพที่งดงามที่สุดของชีวิต

บทความโดย : กองบรรณาธิการ หอศิลป์ Society
ศิลปะที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง

#หอศิลป์Society #คุณค่าในตัวเอง

ดิบ บางกอก เปิดนิทรรศการใหม่ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)”26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570กรุงเทพฯ, สิงหาคม 2569 — ดิบ บางก...
19/08/2026

ดิบ บางกอก เปิดนิทรรศการใหม่ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)”
26 กันยายน 2569 – 3 พฤษภาคม 2570

กรุงเทพฯ, สิงหาคม 2569 — ดิบ บางกอก เตรียมเปิดนิทรรศการครั้งที่ 2 “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” นำเสนอผลงานกว่า 160 ชิ้น จากศิลปินไทยและนานาชาติ 33 คน โดยมีผลงานชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินผู้พลิกโฉมประติมากรรมแห่งศตวรรษที่ 20 เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการ เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง และการเริ่มต้นชีวิตใหม่ผ่านศิลปะ

ดิบ บางกอก คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ดำเนินงานในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้วยพันธกิจในการเชื่อมโยงวงการศิลปะไทยเข้ากับบทสนทนาศิลปะระดับโลก พร้อมเป็นพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพฯ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ใคร่ครวญ และเชื่อมโยงกับศิลปะ เช่นเดียวกับบทบาทของ Museum of Modern Art (MoMA) ในนครนิวยอร์ก และ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ในฐานะสถาบันศิลปะสำคัญประจำกรุงเทพฯ ดิบ บางกอก จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ และมีบทบาทเพื่อกรุงเทพฯ และศิลปินในภูมิภาค ด้วยความเชื่อว่ากรุงเทพฯ สมควรมีพิพิธภัณฑ์ระดับโลก และพื้นที่ที่จะรองรับและส่งเสริมชุมชนสร้างสรรค์ของเมืองอย่างแท้จริง ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจดังกล่าว การที่ ดิบ บางกอก ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังเปิดตัว จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจของสถาบันกำลังเริ่มส่งเสียงของกรุงเทพฯ ให้ดังขึ้นบนแผนที่ศิลปะโลก

หลังจากเปิดประตูต้อนรับผู้ชมได้เพียง 8 เดือน ดิบ บางกอก ก็ได้รับความสนใจจากสื่อต่างๆ ทั่วโลก จนขึ้นชื่อว่าเป็นแลนด์มาร์กด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ล่าสุดเพิ่งได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน TIME’s World’s Greatest Places 2026 หนึ่งในจุดหมายระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด ขณะที่นิตยสาร Monocle สื่อนานาชาติชั้นนำด้านธุรกิจ การออกแบบ และวัฒนธรรม ยังกล่าวถึงในฐานะแลนด์มาร์กทางสถาปัตยกรรม พร้อมนิยาม ดิบ บางกอก ว่าเป็น “Thailand’s answer to New York’s MoMA” ขณะที่ South China Morning Post ยกให้ ดิบ บางกอก เป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาดในประเทศไทย รวมถึงยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น Finalist ในรางวัล Cathay Member’s Choice Award 2026 สาขา Asia’s Best New Attraction ของสายการบินระดับโลกอย่าง คาเธ่ย์ แปซิฟิก ด้วย

หลังจากที่ใช้เวลาปิดเพื่อเตรียมงานสำหรับนิทรรศการครั้งใหม่ ดิบ บางกอก กำลังเตรียมมอบ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” สู่ผู้ชมทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยแนวคิดที่ต้องการสื่อถึงการขับเคลื่อนและการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ผ่านงานประติมากรรมระดับโลกของ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ ศิลปินชาวอเมริกัน อดีตนักศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล ผู้พลิกแนวคิดของประติมากรรมจากวัตถุที่หยุดนิ่งสู่ผลงานที่เคลื่อนไหวได้ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งนิทรรศการครั้งใหม่ของ ดิบ บางกอก ยังจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงการจากไปครบ 50 ปี ของศิลปินท่านนี้อีกด้วย

ผลงานของคาลเดอร์เป็นที่รู้จักและสะสมในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกซึ่งคนรักศิลปะจำเป็นจะต้องบินไปเยี่ยมชมในต่างประเทศ เช่น The Museum of Modern Art (MoMA), Guggenheim Museum, The Metropolitan Museum of Art (The Met) นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา, Centre Pompidou กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หรือ Tate Modern ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ครั้งนี้ ดิบ บางกอก จะนำมาให้ชมได้ในประเทศไทยโดยไม่ต้องบินไปไกล

โดยงานของคาลเดอร์จะจัดแสดงร่วมกับศิลปินอีก 32 ท่าน เช่น อิซุมิ กาโตะ, เคทลิน คีโอห์, ตวน แอนดรูว์ เหงียน, โทเบียส เรห์แบร์เกอร์, เซซิเลีย บีกุญญา, เมเรียม เบนนานี และ ยูกิโนริ ยานากิ ส่วนศิลปินไทย ได้แก่ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ วสันต์ สิทธิเขตต์ ผู้โดดเด่นในฐานะศิลปินนักเคลื่อนไหวทางสังคมของไทย

ด้วยบทบาทของ ดิบ บางกอก ในการเชื่อมโยงโลกศิลปะท้องถิ่นกับบทสนทนาทางศิลปะระดับโลก นิทรรศการ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” ยังพาผู้ชมร่วมศึกษาช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ศิลปะยุคใหม่ของไทยในช่วงปลายยุคสงครามเวียดนาม (ระหว่างปี พ.ศ. 2498–2518) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่คาลเดอร์มาจัดแสดงนิทรรศการ Calder’s Circus ที่ หอศิลป์พีระศรี หอศิลปะสาธารณะแห่งแรกของไทย ในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งถือเป็นการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ครั้งแรกในประเทศ อีกทั้งยังเกิดในช่วงที่ศิลปินไทยรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางศิลปะของไทยในช่วงที่สังคมและการเมืองกำลังเปลี่ยนผ่าน ทำให้เกิดแนวคิด “ศิลปะเพื่อชีวิต” ที่เชื่อมโยงศิลปะกับสังคมและผู้คนมากขึ้น

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก ยังเน้นแนวทางการทำงานของ ดิบ บางกอก ผ่านแนวคิดเบื้องหลังนิทรรศการใหม่ว่า “ที่ ดิบ บางกอก ผู้ชมไม่ได้มาแค่เพื่อชมศิลปะเท่านั้น แต่เราอยากเชิญให้ผู้ชมมาศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ของไทยเพื่อเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life จะพาผู้ชมย้อนกลับไปมองพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยและจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการศิลปะไทยในทศวรรษ 1970 (ช่วง พ.ศ. 2513–2523) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการจัดแสดงงานของคาลเดอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น”

อารียนา ชัยวาระนนท์ ภัณฑารักษ์ของ ดิบ บางกอก และของนิทรรศการ กล่าวว่า “ศิลปินคือผู้ที่มอบชีวิตให้สรรพสิ่งจนออกมาเป็นงานศิลปะ พวกเขานำวัสดุรอบตัวมาดัดแปลงให้เข้ากับแนวคิดที่เชื่อมโยงชีวิตของผู้คนผ่านยุคสมัย ยิ่งในยุคสมัยที่การกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้น เราขับเคลื่อนตัวเองตลอดเวลา ทั้งจากการทำงาน การแสดงออก และการดำรงชีวิต ผลงานเหล่านี้จึงสะท้อนประสบการณ์อันซับซ้อนในชีวิตเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตคือ ‘การเปลี่ยนแปลง’”

ขณะที่ ภูรัตน์ “แฌง” โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดิบ บางกอก กล่าวว่า “ดิบ บางกอก คือสถาบันที่มีชีวิต เติบโตไปพร้อมกับคอลเลกชัน ผู้ชม และบริบททางวัฒนธรรมรอบตัว นิทรรศการ ชีวิต ชีวา Giving Life คือก้าวใหม่ของการเดินทางนั้น ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ ควรมีพิพิธภัณฑ์ที่สามารถพูดคุยกับโลกในมาตรฐานเดียวกับเมืองศิลปะชั้นนำ โดยยังสะท้อนมุมมองของประเทศไทยอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ผมทำงานด้านการศึกษาและการลงทุนระยะยาวมาโดยตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกอย่างคือการลงทุนในคน เราหวังว่าสิ่งที่ภาคธุรกิจสร้างขึ้นจะกลับมาสร้างโอกาสให้สังคม ผ่านศิลปะ การศึกษา และการพัฒนาสถาบันที่อยู่ต่อไปได้อีกหลายรุ่น”

• ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบทแรกของ ดิบ บางกอก “Dib Membership”

ดิบ บางกอก ไม่ใช่พื้นที่ที่มีไว้สำหรับจัดแสดงงานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่คือสถาบันที่ต้องอาศัยผู้คนในการเติบโตไปด้วยกัน เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกที่เติบโตขึ้นจากพลังของผู้อุปถัมภ์รุ่นก่อตั้ง ในประเทศไทย ซึ่งวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ด้านศิลปะยังอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ดิบ บางกอก จึงอยากเปิดรับผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มแรกผ่าน Dib Membership เพื่อร่วมสนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์ โปรแกรมการศึกษา และการสร้างโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินในภูมิภาค การเป็นสมาชิกในช่วงแรกนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรับสิทธิประโยชน์ แต่คือการร่วมเขียนบทแรกของสถาบันศิลปะที่จะอยู่คู่กรุงเทพฯ ไปอีกหลายรุ่น

สมาชิกจะได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องก่อนใคร ตั้งแต่การเข้าชมเบื้องหลังการทำงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟ การเข้าชมงานก่อนเปิด การแสดงสด ภาพยนตร์ เวิร์กช้อป และสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทุกคนได้ร่วมสนับสนุนเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนี้

ติดต่อเพื่อสมัครสมาชิกได้ที่อีเมล: [email protected]

นิทรรศการ “ชีวิต ชีวา (Giving Life)” จัดแสดงที่ ดิบ บางกอก ระหว่างวันที่ 26 กันยายน 2569 ถึง 3 พฤษภาคม 2570 เปิดให้จองบัตรล่วงหน้าวันที่ 1 กันยายน 2569 นี้

ดิบ บางกอก
• เวลาทำการ: วันพฤหัสบดี–วันจันทร์ เวลา 10:00–19:00 น. (ปิดวันอังคารและวันพุธ)
• บัตรเข้าชม: บัตรทั่วไป 700 บาท (550 บาท สำหรับคนไทย), บัตรนักศึกษา 250 บาท, บัตรนักเรียน 150 บาท
• การสำรองบัตร: สามารถสำรองบัตรเข้าชมล่วงหน้าทางเว็บไซต์ www.dibbangkok.org

• ที่อยู่: 111 ซอยสุขุมวิท 40 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
• Email: [email protected]
• Website: www.dibbangkok.org
• Facebook | Instagram:

• ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์
หนึ่งในศิลปินคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20
อเล็กซานเดอร์ คาลเดอร์ (1898–1976) เกิดในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวศิลปิน หลังจากศึกษาด้านวิศวกรรมเครื่องกล เขาได้ศึกษาศิลปะต่อที่ Art Students League of New York และย้ายไปปารีสในปี 1926 ที่นั่น คาลเดอร์ได้พัฒนาแนวทางใหม่ในการสร้างสรรค์ประติมากรรม ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของงานศิลปะประเภทนี้ และทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในศิลปินคนสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20

ผู้บุกเบิกศิลปะจลนศาสตร์ (Kinetic Art)
คาลเดอร์พลิกแนวคิดของประติมากรรมจากวัตถุที่หยุดนิ่ง สู่ผลงานที่สามารถเคลื่อนไหวตอบสนองต่อแรงลม แรงโน้มถ่วง และสภาพแวดล้อม โดยผสานโครงสร้าง สมดุล และน้ำหนัก เข้ากับรูปทรง สี และเส้น จนบุกเบิกภาษาทางศิลปะรูปแบบใหม่ที่มี “การเคลื่อนไหว” เป็นหัวใจสำคัญของศิลปะสมัยใหม่

ผลงานสร้างสถิติในการประมูลนานาชาติ
งานศิลปะของคาลเดอร์มักได้รับความสนใจในเวทีศิลปะนานาชาติ โดยงานประมูลล่าสุดของคาลเดอร์อยู่ที่ 20.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วกับงาน Painted Wood (1943) ส่วนผลงานของคาลเดอร์ที่ได้รับการประมูลมูลค่าสูงสุดตลอดกาลคือประติมากรรม Poisson volant (Flying Fish) (1957) ที่ Christie’s New York ในราคา 25.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2014

ผลงานได้รับการสะสมและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก
ผลงานของคาลเดอร์อยู่ในคอลเลกชันของสถาบันสำคัญ อาทิ MoMA, Whitney Museum of American Art, Guggenheim Museum, The Met, National Gallery of Art, Centre Pompidou, Tate และ SFMOMA สะท้อนบทบาทสำคัญของเขาในประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่

ปี 2569: วาระสำคัญของคาลเดอร์ในเวทีศิลปะนานาชาติ
ปีนี้ครบรอบทั้ง 50 ปี การจากไปของคาลเดอร์ และ 100 ปี นับจากการเดินทางมาถึงฝรั่งเศส โดยสถาบันศิลปะหลายแห่งทั้งในสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสร่วมจัดนิทรรศการเพื่อเฉลิมฉลองอิทธิพลอันยาวนานของเขา Whitney Museum of American Art ในนิวยอร์ก จัดแสดงนิทรรศการ High Wire: Calder’s Circus at 100 ขณะที่ในฝรั่งเศส Centre Pompidou และ Région Centre-Val de Loire ร่วมจัด Calder in the Heart of France ครอบคลุมพิพิธภัณฑ์ พื้นที่ทางวัฒนธรรม และสถานที่ประวัติศาสตร์ 14 แห่ง นอกจากนี้ Fondation Louis Vuitton กรุงปารีส ยังจัดนิทรรศการย้อนหลังครั้งใหญ่ Calder. Rêver en équilibre ซึ่งรวบรวมผลงานเกือบ 300 ชิ้น เพื่อร่วมรำลึกถึงวาระครบรอบสำคัญทั้งสองครั้งนี้

• เกี่ยวกับ ดิบ บางกอก
ดิบ บางกอก (Dib Bangkok) คือสถาบันศิลปะชั้นนำแห่งแรกของประเทศไทยที่อุทิศให้กับศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ และดำเนินงานในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร ก่อตั้งขึ้นภายใต้การนำของ ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจและนักการศึกษา ผู้ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากมรดกความฝันของ เพชร โอสถานุเคราะห์ ผู้เป็นบิดา มาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน และในฐานะผู้อำนวยการคนแรกของพิพิธภัณฑ์ ดร. มิวาโกะ เทสุกะ นำประสบการณ์ด้านภัณฑารักษ์และการบริหารสถาบันศิลปะในระดับนานาชาติมาร่วมกำหนดทิศทางทางศิลปะ มาตรฐานการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนขับเคลื่อนพันธกิจด้านการเรียนรู้ การวิจัย และการมีส่วนร่วมกับสาธารณชน

ดิบ บางกอก สร้างขึ้นตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์สากล ทำให้สามารถรองรับการจัดแสดง จัดเก็บ และดูแลรักษาผลงานศิลปะตามพื้นที่จัดแสดงได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมแสง อุณหภูมิ และความชื้นที่เหมาะสมต่อผลงานศิลปะ เพื่อรองรับทั้งผลงานจากคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์และผลงานสำคัญจากศิลปินและสถาบันนานาชาติ พร้อมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ผลงานในระยะยาว และพื้นที่จัดเก็บผลงาน (art storage) มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์การชมงานให้แก่สาธารณชน

คอลเลกชันของ ดิบ บางกอก ประกอบด้วยผลงานกว่า 1,000 ชิ้น จากศิลปินกว่า 200 คน ทั้งจากประเทศไทยและทั่วโลก โดยมุ่งเน้นผลงานที่ท้าทายการรับรู้ จุดประกายบทสนทนา และเชื้อเชิญให้ใคร่ครวญถึงความซับซ้อนของการดำรงอยู่ของมนุษย์ ด้วยความเคารพต่อศิลปะในฐานะพื้นที่แห่งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนทางความคิด พิพิธภัณฑ์จึงมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้หยุดมอง เรียนรู้ ไตร่ตรอง และเชื่อมโยงกับศิลปะในหลากหลายมิติ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม www.dibbangkok.org

• เกี่ยวกับผู้บริหาร

ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ เป็นนักธุรกิจ นักการศึกษา และผู้ก่อตั้งสถาบันทางวัฒนธรรม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ควบคู่กับบทบาทในภาคธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาสถาบัน ผ่าน Oventure Group, Arc 9 Capital และ ดิบ บางกอก พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติที่ไม่แสวงหาผลกำไร ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานกับ SHM Productions บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการจากประเทศอังกฤษ ก่อนกลับมาร่วมทีม IPO ของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) แนวทางการทำงานของเขาครอบคลุมทั้งการศึกษา ธุรกิจ และศิลปวัฒนธรรม โดยมีจุดร่วมคือความเชื่อในการลงทุนระยะยาวในศักยภาพของผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างสถาบันที่แข็งแรง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถสร้างคุณค่าและส่งต่อผลกระทบเชิงบวกไปยังคนรุ่นต่อไป

ดร. มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ ดิบ บางกอก นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากบทบาทในสถาบันศิลปะชั้นนำของนครนิวยอร์กมาสู่ ดิบ บางกอก โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่ง Gallery Director ที่ Japan Society, Associate Curator of Contemporary Art ที่ Asia Society Museum และ Associate Director ที่ Reversible Destiny Foundation ของ Arakawa และ Madeline Gins

อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นภัณฑารักษ์และศิลปินชาวไทย ก่อนร่วมงานกับ ดิบ บางกอก เคยทำงานกับ National Gallery of Art, UCCA Center for Contemporary Art, Harvard Art Museums และ The Frick Collection งานเขียนของเธอได้รับการตีพิมพ์ใน MoMA Post (นิวยอร์ก) และ Southeast of Now โดย National University of Singapore (NUS) อารียนาสำเร็จการศึกษาจาก Harvard University และ Tsinghua University ในฐานะ Schwarzman Scholar

#ดิบบางกอก #ชีวิตชีวา

ทำไมเราจึงใช้ครึ่งชีวิตเพื่อเร่งรีบ และใช้อีกครึ่งเพื่อโหยหาอดีต?ล่องเรือแห่งกาลเวลาไปกับ Thomas Cole ในวัยเด็ก... เราต่...
19/08/2026

ทำไมเราจึงใช้ครึ่งชีวิตเพื่อเร่งรีบ และใช้อีกครึ่งเพื่อโหยหาอดีต?

ล่องเรือแห่งกาลเวลาไปกับ Thomas Cole ในวัยเด็ก... เราต่างเฝ้ารอให้เข็มนาฬิกาเดินเร็วขึ้น เพื่อจะได้เติบโตและโบยบินสู่อิสระ แต่เมื่อเกลียวคลื่นแห่งเวลาพัดพาเรามาถึงจุดหนึ่ง เรากลับปรารถนาที่จะหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่วันที่เรียบง่ายที่สุด นี่คือความย้อนแย้งของมนุษย์ที่ศิลปะสามารถสะท้อนออกมาได้อย่างงดงามและลึกซึ้ง

สายน้ำแห่งชีวิต ผ่านผลงานจิตรกรรมชิ้นเอกระดับโลก "The Voyage of Life" (ค.ศ. 1842) โดยศิลปินแนวโรแมนติกชาวอเมริกัน Thomas Cole ซีรีส์ภาพวาด 4 ชิ้นที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบันทึกช่วงวัย แต่คือกระจกที่สะท้อนสัจธรรมให้เราได้กลับมาตั้งคำถามว่า "วันนี้... เราได้ใช้ชีวิตจริง ๆ แล้วหรือยัง?"

• ภูมิทัศน์แห่งชีวิตผ่านฝีแปรงของ Thomas Cole
ภาพชุดนี้เปรียบชีวิตมนุษย์ดั่งการเดินทางบนเรือลำน้อยที่ล่องไปตาม "แม่น้ำแห่งชีวิต" โดยความอัจฉริยะของ Cole คือการใช้ทัศนียภาพทางธรรมชาติ และแสงเงา เป็นอุปมานิทัศน์แทนสภาวะจิตใจในแต่ละช่วงวัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

• Childhood (วัยเยาว์): รุ่งอรุณแห่งความหวัง ภาพเปิดฉากด้วยแสงยามเช้าที่อาบไล้ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทารกน้อยบนเรือเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและมองเห็นแต่ความเป็นไปได้ ในวัยนี้ เราต่างโหยหาอิสรภาพและอยากเติบโต โดยหารู้ไม่ว่า "ความเป็นผู้ใหญ่" มักมาพร้อมกับน้ำหนักของความรับผิดชอบที่ทดแทนเวลาเล่นสนุกของเราไปจนหมดสิ้น

• Youth (วัยหนุ่มสาว): ปราสาทในอากาศกับความฝันอันเร่าร้อน นี่คือช่วงเวลาที่องค์ประกอบภาพสว่างไสวที่สุด ชายหนุ่มจับพายด้วยความมุ่งมั่น สายตาจดจ่อไปยัง "ปราสาทในจินตนาการ" ที่ลอยอยู่เบื้องหน้า เปรียบดั่งความทะเยอทะยานและชื่อเสียง เรามักเร่งฝีพายให้เร็วที่สุดเพราะเชื่อว่าความสุขรออยู่ที่เส้นชัย แต่บางครั้ง ปราสาทที่เราทุ่มเทสร้างทั้งชีวิต อาจไม่ใช่ที่ที่เราอยากพักพิงอย่างแท้จริง

• Manhood (วัยกลางคน): พายุโหมกระหน่ำและสัจธรรมที่พัดพา ภูมิทัศน์เปลี่ยนจากแสงสว่างสู่ความมืดมิด ท้องฟ้าแปรปรวนและกระแสน้ำเชี่ยวกราก ชายบนเรือสูญเสียการควบคุมและทำได้เพียงพนมมือภาวนา นี่คือการสะท้อนภาพวัยกลางคนที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต วิกฤตการณ์ และความตระหนักรู้ที่เจ็บปวดว่า บางครั้งเราก็ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสายน้ำ และอาจเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังใช้ชีวิตผิดทิศทางมาตลอด

• Old Age (วัยชรา): ความสงบงันที่ปลายสายน้ำ ในฉากสุดท้าย สายน้ำกลับมาสงบราบเรียบอีกครั้ง ชายชรานั่งอยู่บนเรือที่ไร้ใบพัดและมองไปยังแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้า สิ่งสมมติทางโลกอย่างตำแหน่งและเงินทองหมดความหมายลง ภาพนี้ทิ้งคำถามอันทรงพลังไว้ว่า เมื่อการเดินทางใกล้สิ้นสุดลง... อะไรคือสิ่งที่มีค่าพอให้เราพกติดตัวไปในความทรงจำ?

• ศิลปะที่เตือนให้เรา "หยุดพาย"
ผลงานอายุเกือบสองศตวรรษของ Thomas Cole ยังคงทำงานกับความรู้สึกของเราได้อย่างร่วมสมัย เพราะมันบอกเราว่า การเดินทางที่เร็วที่สุดไม่ได้แปลว่าเรากำลังไปถูกทางเสมอไป บางครั้งบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตอาจไม่ใช่การรู้ว่าเราต้องไปให้ไกลแค่ไหน แต่คือการรู้ว่า "เมื่อไหร่ที่เราควรหยุดพาย... แล้วชื่นชมความงดงามของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า"

อย่าใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเร่งเดินทางไปหาวันที่คุณจะได้เริ่มใช้ชีวิต เพราะความสุขที่คุณกำลังตามหา อาจกำลังลอยอยู่ข้างเรือของคุณในวินาทีนี้

บทความโดย : กองบรรณาธิการ หอศิลป์ Society
ศิลปะที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง

#หอศิลป์Society

ที่อยู่

Phra Nakhon

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หอศิลป์ Societyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง หอศิลป์ Society:

ทางลัด

แชร์

ประเภท