พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ม.อ.ปัตตานี

พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ม.อ.ปัตตานี ธรรมชาติ คือ ครู
ชุมชน คือ แหล่งเรียนรู้

พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ปิดท้าย 4 ค่าย ของ “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ” เดื...
23/08/2026

ปิดท้าย 4 ค่าย ของ “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ”
เดือนสิงหาคม 2569

จากสายน้ำ...สู่สายใยชีวิต

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการสำรวจตลอดทั้ง 4 ค่าย คือ “สายน้ำตามธรรมชาติไม่จำเป็นต้องตรง” ความคดโค้ง ตื้น–ลึก กว้าง–แคบ แอ่งน้ำ รากไม้ ตลิ่ง และพืชริมน้ำที่แตกต่างกัน ล้วนช่วยสร้างถิ่นอาศัยเล็ก ๆ ที่หลากหลายภายในสายน้ำสายเดียว

บริเวณน้ำตื้นอาจเป็นพื้นที่ของลูกปลาและแมลงน้ำ แอ่งน้ำลึกเป็นที่หลบภัยของปลา รากไม้และพืชริมน้ำเป็นทั้งแหล่งอาหาร ที่เกาะอาศัย และที่หลบซ่อน ขณะที่ตลิ่งและพื้นที่ชื้นโดยรอบเป็นแหล่งอาศัยของหอย ปู กบ และสัตว์อีกหลายชนิด เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่ร่วมกัน ก็เกิดการเชื่อมโยงต่อไปยัง ปลา งู นก และนาก จนกลายเป็นห่วงโซ่อาหารและสายใยอาหารที่มีความซับซ้อน

ดังนั้น ความคดเคี้ยวและความไม่สม่ำเสมอของสายน้ำจึงไม่ใช่ความรกหรือความไม่เป็นระเบียบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ

ต้นไม้ริมตลิ่งก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน รากช่วยยึดหน้าดินและลดการพังทลาย เรือนยอดให้ร่มเงาแก่สายน้ำ ใบไม้ กิ่งไม้ และอินทรียวัตถุที่ตกลงในน้ำกลายเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ตลอดแนวสายน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำ ชุมชน จนถึงปลายน้ำและทะเล ทุกส่วนจึงเชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อ “สายน้ำธรรมชาติ” เหลือเพียง “คลองระบายน้ำ”

ในทางกลับกัน หากวันหนึ่งสายน้ำที่เคยคดเคี้ยวถูกปรับให้ ตรงเหมือนไม้บรรทัด กว้างเท่ากัน ลึกเท่ากันตลอดสาย แอ่งน้ำ รากไม้ พืชริมน้ำ และความแตกต่างของถิ่นอาศัยค่อย ๆ หายไป สายน้ำอาจยังสามารถพาน้ำไหลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ดี แต่บทบาทของมันอาจลดลงจนเหลือเพียง “คลองระบายน้ำ” มากกว่าการเป็นระบบนิเวศที่มีชีวิต

หากริมคลองที่เคยมีต้นไม้และพืชธรรมชาติถูกแทนที่ด้วย ถนนคอนกรีต ถนนลาดยาง หรือสิ่งก่อสร้าง และเสาไฟฟ้าเข้ามาแทนพื้นที่ของต้นไม้ สัตว์ที่เคยใช้พื้นที่ริมตลิ่งก็สูญเสียแหล่งอาหาร ที่หลบภัย และพื้นที่ขยายพันธุ์ไปพร้อมกัน

และหากวันหนึ่งเราลงไปสำรวจแหล่งน้ำแล้วพบว่า จากเดิมที่เคยมี แมลงน้ำ หอย ปู ปลา กบ งู นก และนาก เชื่อมโยงกันเป็นสายใยอาหาร กลับเหลือปลาเพียงไม่กี่ชนิด หรือมีเพียงชนิดเดียวที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมนั้นได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณให้เราต้องกลับมาถามว่า

“เรากำลังจัดการสายน้ำเพื่อให้น้ำไหลผ่านอย่างเดียว หรือกำลังดูแลสายน้ำให้ยังคงเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตด้วย?”

นี่คือสิ่งที่กิจกรรม “เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” ต้องการให้เด็ก ๆ มองเห็น เพราะคุณภาพของพรุลานควายไม่ได้วัดจากเครื่องตรวจคุณภาพน้ำหรือเครื่องตรวจคุณภาพดินเพียงอย่างเดียว แต่ยังอ่านได้จาก รูปร่างของสายน้ำ ต้นไม้ริมตลิ่ง พืชน้ำ แมลง หอย ปู ปลา กบ นก และสิ่งมีชีวิตที่ยังสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้

ท้ายที่สุด การดูแลสายน้ำจึงไม่ใช่เพียงการดูแล “น้ำ” แต่คือการดูแล พื้นที่ริมตลิ่ง ความหลากหลายของถิ่นอาศัย และสายใยของชีวิตทั้งระบบ

“เมื่อความหลากหลายของสายน้ำลดลง ความมั่นคงของระบบนิเวศย่อมลดลงตามไปด้วย และท้ายที่สุดผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลา หอย หรือนก แต่จะย้อนกลับมาถึงคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของคนรุ่นต่อไปที่ต้องพึ่งพาสายน้ำสายเดียวกัน”

ขอบคุณรูปประกอบจาก โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูพรุลานควายอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2

#เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย #พรุลานควาย #ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติ #เรียนเล่นสำรวจลงมือทำ #ห้องเรียนธรรมชาติ #พื้นที่ชุ่มน้ำ #ความหลากหลายทางชีวภาพ #เรียนรู้จากธรรมชาติ #เรียนรู้นอกห้องเรียน #เยาวชนกับการอนุรักษ์ #นักสำรวจธรรมชาติน้อย #อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ #อนุรักษ์สายน้ำ #ระบบนิเวศสายน้ำ #ธรรมชาติรอบตัว #ภูมิปัญญาท้องถิ่น #ชุมชนกับการอนุรักษ์ #สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี #พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น #คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี #มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ #มอปัตตานี

เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 4ปิดท้ายห้องเรียนธรรมชาติ ณ ทุ่งหญ้า "ปูลากือดือแป"     เดินทางมาถึง ค่ายที่ 4 ซึ่งเป็นค...
23/08/2026

เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 4
ปิดท้ายห้องเรียนธรรมชาติ ณ ทุ่งหญ้า "ปูลากือดือแป"

เดินทางมาถึง ค่ายที่ 4 ซึ่งเป็นค่ายสุดท้าย ของ “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ” เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ครั้งนี้เราเปลี่ยนห้องเรียนธรรมชาติมายัง พื้นที่ทุ่งหญ้าในพรุลานควาย บริเวณที่คนในชุมชนเรียกว่า “ปูลากือดือแป” ซึ่งอยู่ใกล้กับ "ละควา"

ค่ายครั้งนี้มีเด็กและเยาวชนระดับชั้น ป.3–ป.6 จากโรงเรียนตาดีกาบ้านโต๊ะพรานและบ้านป่าบอน จำนวน 30 คน เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วยนักศึกษาสาขาชีววิทยา ชั้นปีที่ 4 จำนวน 5 คน ตัวแทนครูโรงเรียนตาดีกา ชาวประมงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่โครงการ รวมถึง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นุกูล รัตนดากุล นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมอาวุโส ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนและเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้

“ทุ่งหญ้าปูลากือดือแป” ทุ่งหญ้าที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล

พื้นที่เรียนรู้ในค่ายสุดท้ายมีลักษณะเป็น ทุ่งหญ้าในพรุ ซึ่งมีความน่าสนใจจากการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล ในช่วงที่ระดับน้ำลดจะมองเห็นเป็นพื้นที่ทุ่งหญ้ากว้าง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงน้ำหลาก น้ำจะเข้าท่วมพื้นที่และเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำโดยรอบ ทำให้ทุ่งหญ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแหล่งน้ำ

ในช่วงน้ำท่วม ทุ่งหญ้าบริเวณนี้มีบทบาทสำคัญต่อวงจรชีวิตของปลาและสัตว์น้ำหลายชนิด พืชและโครงสร้างของทุ่งหญ้าที่จมอยู่ใต้น้ำช่วยเพิ่มความซับซ้อนของถิ่นอาศัย เป็นพื้นที่หลบภัย หาอาหาร ผสมพันธุ์ วางไข่ และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จึงอาจเปรียบเทียบในเชิงหน้าที่ได้ว่า ทุ่งหญ้าน้ำท่วมแห่งนี้ทำหน้าที่คล้าย “แนวปะการังของพื้นที่ชุ่มน้ำ” ที่สร้างพื้นที่อาศัยให้กับสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดในช่วงฤดูน้ำหลาก

เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ

กิจกรรมยังคงแนวคิดสำคัญของทั้ง 4 ค่าย คือ “เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” เด็ก ๆ ได้ฝึกใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน อุณหภูมิอากาศ และความชื้นสัมพัทธ์ ควบคู่กับการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ

การสำรวจสัตว์น้ำใช้ทั้ง แห สวิง กัด และการใช้มืองมหอยกาบน้ำจืด ทำให้เด็กได้เรียนรู้ตั้งแต่การใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน การสังเกตและจำแนกสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงการบันทึกข้อมูลจากสิ่งที่พบจริงในพื้นที่

🐟 จากปลาในทุ่งหญ้า ถึงหอยกาบน้ำจืดใต้พื้นน้ำ
ปลาที่สำรวจพบ ได้แก่ ปลานิล ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่น ปลาตะเพียน ซึ่งมีการปล่อยลงในพื้นที่โดยหน่วยงานประมงเกือบทุกปี รวมถึง ปลาซ่า ปลากะทิ ปลากระทุงเหว ปลากระดี่หม้อ ปลาตะเพียนทราย และปลาชะโอน โดยพบทั้งลูกปลาตะเพียนและลูกปลาชะโอน ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจเมื่อพิจารณาร่วมกับบทบาทของพื้นที่ทุ่งหญ้าในฐานะแหล่งอาศัยของปลาวัยอ่อน

อีกหนึ่งการค้นพบที่น่าสนใจของค่ายนี้ คือ หอยกาบน้ำจืดจำนวน 3 ชนิด ที่เด็ก ๆ ได้ทดลองค้นหาด้วยการใช้มืองมจากพื้นแหล่งน้ำ ทำให้ได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยซ่อนอยู่ใต้พื้นน้ำและมักมองไม่เห็นจากการสำรวจบนผิวน้ำ

นอกจากนี้ยังพบ แมลงปอ แมลงน้ำ นกยางโทนใหญ่ และนกแอ่นทุ่งใหญ่ ส่วนพืชที่พบ ได้แก่ ต้นแฟบ ต้นจิก บัวบา ผักตบชวา กระชับแก้ว และแพงพวยน้ำ แสดงให้เห็นว่าแม้พื้นที่ที่มองเห็นเป็นเพียง “ทุ่งหญ้า” แต่แท้จริงแล้วมีสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่มเข้ามาใช้ประโยชน์

4 ค่าย ทำให้เราเรียนรู้อะไรจากพรุลานควาย?

หลังจากพาเด็ก ๆ ลงพื้นที่เรียนรู้ครบทั้ง 4 ค่าย สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ธรรมชาติของพรุลานควายไม่ได้มีหน้าตาแบบเดียว แต่ประกอบด้วยสายน้ำ คลอง แอ่งน้ำ หลุมโจร พลักควาย และทุ่งหญ้าที่มีน้ำท่วมตามฤดูกาล แต่ละพื้นที่จึงมีสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน

การจะบอกว่าพื้นที่หรือแหล่งน้ำแห่งหนึ่งมีสภาพเป็นอย่างไร เราสามารถเรียนรู้ได้จากหลายวิธี ทั้งการใช้ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน และปัจจัยทางกายภาพ ตลอดจนการใช้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยสะท้อนสภาพของระบบนิเวศ โดยเฉพาะปลาและสัตว์น้ำท้องถิ่น

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จับปลาได้หรือไม่?” แต่ต้องถามต่อว่า “พบปลาอะไรบ้าง มีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีมากน้อยเพียงใด มีปลาวัยอ่อนหรือไม่ และพื้นที่นั้นมีลักษณะอย่างไร?” แล้วนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกับคุณภาพน้ำ ดิน และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่

หากในอนาคตพื้นที่ทุ่งหญ้าที่เคยถูกน้ำท่วมถูกขุด ถม หรือปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ หน้าที่ของพื้นที่ในฐานะแหล่งหาอาหาร หลบภัย วางไข่ และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนก็อาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การเรียนรู้พรุลานควายต้องไม่มองเพียงสิ่งที่อยู่ในน้ำ แต่ต้องเข้าใจ “พื้นที่” และกระบวนการทางธรรมชาติที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ได้

ตลอดทั้ง 4 ค่าย เราไม่ได้ต้องการให้เด็กเพียงจำชื่อปลา พืช หรือนก แต่ต้องการให้พวกเขาได้ ลงน้ำ จับปลา งมหอย ใช้เครื่องมือ ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบจากธรรมชาติด้วยตัวเอง

จาก เรียน → เล่น → สำรวจ → ลงมือทำ
สู่การ รู้จัก → เข้าใจ → เห็นคุณค่า → และช่วยกันดูแล

และนี่คือบทเรียนสำคัญจากค่ายสุดท้าย ณ ทุ่งหญ้า “ปูลากือดือแป” — พื้นที่ที่ในวันนี้เด็ก ๆ อาจมองเห็นเป็นเพียงทุ่งหญ้า แต่เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนและน้ำกลับมา พื้นที่แห่งเดียวกันนี้ก็สามารถกลายเป็นแหล่งชีวิตของปลา หอย พืช นก และสัตว์น้ำอีกหลากหลายชนิด

เพราะการอนุรักษ์พรุลานควาย อาจเริ่มต้นจากการทำให้เด็ก ๆ ได้รู้ก่อนว่า พื้นที่ธรรมดาที่อยู่รอบบ้านของเขา “มีคุณค่าและทำหน้าที่อะไร” 🌿🐟

#เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย #พรุลานควาย #ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติ #เรียนเล่นสำรวจลงมือทำ #ห้องเรียนธรรมชาติ #พื้นที่ชุ่มน้ำ #ความหลากหลายทางชีวภาพ #เรียนรู้จากธรรมชาติ #เรียนรู้นอกห้องเรียน #เยาวชนกับการอนุรักษ์ #นักสำรวจธรรมชาติน้อย #อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ #อนุรักษ์สายน้ำ #ระบบนิเวศสายน้ำ #ธรรมชาติรอบตัว #ภูมิปัญญาท้องถิ่น #ชุมชนกับการอนุรักษ์ #สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี #พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น #คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี #มอปัตตานี

สรุปผลการดำเนินกิจกรรมโครงการพิพิธภัณฑ์สัญจร ครั้งที่ 3ณ โรงเรียนบ้านวังพญา ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลาเสร็จสิ้นเป...
14/08/2026

สรุปผลการดำเนินกิจกรรมโครงการพิพิธภัณฑ์สัญจร ครั้งที่ 3

ณ โรงเรียนบ้านวังพญา ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ กิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจร ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการ “พิพิธภัณฑ์สัญจร : เปิดโลกธรรมชาติสู่การอนุรักษ์ท้องถิ่น ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดน 2569” ณ โรงเรียนบ้านวังพญา ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา โดยมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100 คน วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ระหว่างเวลา 13.00–15.00 น.

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งนำองค์ความรู้และตัวอย่างทางธรรมชาติวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ออกไปสู่โรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องสัตว์ ธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพจากประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียน โดยออกแบบกระบวนการเรียนรู้บนแนวคิด “เรียน–เล่น–สนุกสนาน” ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการสังเกตตัวอย่างจริง การฟังเรื่องราว การตั้งคำถาม การตอบคำถาม และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างเป็นธรรมชาติ

นักเรียนหมุนเวียนเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่

ฐานเต่าทะเล เรียนรู้ลักษณะสำคัญ การดำรงชีวิต ภัยคุกคาม และความสำคัญของการอนุรักษ์เต่าทะเล
ฐานวาฬบรูด้า เปิดโลกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ในทะเล เรียนรู้ลักษณะทางชีววิทยา การดำรงชีวิต และความสำคัญต่อระบบนิเวศ
ฐานปลาฉลาม ทำความรู้จักความหลากหลาย ลักษณะสำคัญ และบทบาทของปลาฉลามในธรรมชาติ พร้อมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสัตว์กลุ่มนี้
ฐานผีเสื้อและแมลงปอ เรียนรู้ความหลากหลาย รูปร่างลักษณะ วงจรชีวิต และบทบาทของแมลงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
100 นักเรียน + 24 นักศึกษาครูชีววิทยา + 4 ฐานเรียนรู้

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของกิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจรครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่าง นักเรียน–นักศึกษาครู–พิพิธภัณฑ์ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

นักเรียนจำนวน 100 คน ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1–6 ได้มีโอกาสเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งความใกล้ตัวและสิ่งมีชีวิตที่เด็กหลายคนอาจไม่เคยมีโอกาสได้พบเห็นจริงมาก่อน ตั้งแต่ผีเสื้อและแมลงปอ ไปจนถึงเต่าทะเล ปลาฉลาม และวาฬบรูด้า การเรียนรู้ผ่านตัวอย่างจริงและกิจกรรมที่ออกแบบให้สนุก ทำให้เนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่อาจดูซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เด็กสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้มี นักศึกษาสาขาวิชาชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 24 คน ร่วมเป็นผู้นำการเรียนรู้ประจำฐาน ร่วมกับทีมงานพิพิธภัณฑ์ นักศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยจัดกิจกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ถ่ายทอดการเรียนรู้” โดยนำความรู้ทางชีววิทยาที่เรียนในมหาวิทยาลัยมาปรับให้เหมาะสมกับนักเรียนระดับประถมศึกษา

กระบวนการดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะสำคัญของการเป็นครู ทั้งการอธิบายเรื่องที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย การใช้คำถามกระตุ้นความสนใจ การสื่อสารกับเด็กในช่วงวัยที่แตกต่างกัน การจัดการกลุ่มผู้เรียน การทำงานเป็นทีม และการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า จึงถือได้ว่าพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์สัญจรเป็น “ห้องเรียนจริง” สำหรับนักศึกษาครู อีกแห่งหนึ่ง

ส่วนการจัดกิจกรรมในรูปแบบ 4 ฐานการเรียนรู้ ช่วยให้สามารถดูแลนักเรียนจำนวนมากและเปิดโอกาสให้เด็กหมุนเวียนเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญ แต่ละฐานมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สัตว์ทะเลขนาดใหญ่ สัตว์ผู้ล่าในระบบนิเวศ สัตว์ทะเลที่ต้องการการอนุรักษ์ ไปจนถึงแมลงที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้เด็กสามารถมองเห็นภาพของ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเชื่อมโยงจากสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดไปสู่เรื่องธรรมชาติ ระบบนิเวศ และการอนุรักษ์ได้ง่ายขึ้น

ผลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม

จากการสังเกตระหว่างการดำเนินกิจกรรม พบว่า นักเรียนให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเป็นอย่างดี เด็ก ๆ สนุกกับการเรียนรู้ กล้าซักถาม ตอบคำถาม และแสดงความสนใจต่อตัวอย่างที่นำมาจัดกิจกรรม โดยเฉพาะการได้เห็นตัวอย่างและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ที่แตกต่างจากสิ่งที่พบเห็นในห้องเรียน ถือเป็นการช่วย “เปิดโลกการเรียนรู้” และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักเรียน

เสียงสะท้อนจากโรงเรียนยังมองว่ากิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจร มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ช่วยเปิดโลกและสร้างประสบการณ์ใหม่ด้านวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ พร้อมทั้งมีความประสงค์ว่า หากมีโอกาสในอนาคต อยากให้พิพิธภัณฑ์กลับมาจัดกิจกรรมในลักษณะนี้ให้กับนักเรียนอีก

หากมองผลที่เกิดขึ้นในภาพรวม กิจกรรมครั้งนี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้พร้อมกันอย่างน้อย 3 ระดับ

ระดับนักเรียน
เด็กได้เปิดโลกการเรียนรู้ ได้เห็นและเรียนรู้จากตัวอย่างจริง เกิดความสนุก ความสนใจ และได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับสัตว์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และธรรมชาติ

ระดับนักศึกษา
นักศึกษาครูชีววิทยาได้ฝึกนำความรู้ในมหาวิทยาลัยออกไปถ่ายทอดสู่ผู้เรียนจริง พัฒนาทักษะการสื่อสาร การจัดกระบวนการเรียนรู้ การทำงานเป็นทีม และประสบการณ์วิชาชีพครู

ระดับโรงเรียน–พิพิธภัณฑ์–มหาวิทยาลัย
เกิดการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยออกไปสู่โรงเรียนในพื้นที่ เป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมสร้างและเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน พิพิธภัณฑ์ และมหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันได้ในอนาคต

ดังนั้น กิจกรรมพิพิธภัณฑ์สัญจร ครั้งที่ 3 จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำตัวอย่างจากพิพิธภัณฑ์ออกไปจัดแสดงนอกสถานที่ แต่เป็นการ “นำพิพิธภัณฑ์ไปหาเด็ก” สร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เด็กสามารถ เรียน เล่น และสนุกไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ให้นักศึกษาครูได้ทดลองนำความรู้ไปใช้จริง และเป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปสู่โรงเรียนและชุมชน

“100 นักเรียน ได้เปิดโลกการเรียนรู้ผ่าน 4 ฐานธรรมชาติวิทยา โดยมีนักศึกษาครูชีววิทยา 24 คน เป็นผู้พาความรู้จากมหาวิทยาลัยออกไปสู่โรงเรียน”

นี่คืออีกหนึ่งภาพของพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้รอให้ผู้เรียนเดินเข้ามาหา แต่เลือกที่จะ ออกเดินทาง นำความรู้และประสบการณ์ไปหาเด็ก ๆ ถึงโรงเรียน

เพราะการเรียนรู้ธรรมชาติไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน และพิพิธภัณฑ์ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงภายในอาคาร

#พิพิธภัณฑ์สัญจร #เปิดโลกธรรมชาติสู่การอนุรักษ์ท้องถิ่น #พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติ #เครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น #มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ #มอปัตตานี #คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี #โรงเรียนบ้านวังพญา #วังพญา #รามัน #ยะลา #เรียนรู้ธรรมชาติ #ความหลากหลายทางชีวภาพ #เรียนเล่นสนุกสนาน #เปิดโลกการเรียนรู้ #วิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก #นักศึกษาครูชีววิทยา

เตรียมตัวให้พร้อมนะทีมพิพิธภัณฑ์ฯ 1 และ 3 กันยายน 2569 นี้ โรงเรียนจากอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา จะมาเยี่ยม
12/08/2026

เตรียมตัวให้พร้อมนะทีมพิพิธภัณฑ์ฯ 1 และ 3 กันยายน 2569 นี้ โรงเรียนจากอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา จะมาเยี่ยม

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย กับโครงการ“เปิดโลกการเรียนรู้ธรรมชาติวิทยา ผ่านห้องจัดแสดงตัวอย่างสัตว์และนิทรรศการธรรมชาติ”  ...
09/08/2026

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย กับโครงการ
“เปิดโลกการเรียนรู้ธรรมชาติวิทยา ผ่านห้องจัดแสดงตัวอย่างสัตว์และนิทรรศการธรรมชาติ”

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยกับกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนตลอด 2 วัน ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ภายใต้โครงการ “เปิดโลกการเรียนรู้ธรรมชาติวิทยา ผ่านห้องจัดแสดงตัวอย่างสัตว์และนิทรรศการธรรมชาติ” จัดโดยพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อต้อนรับเด็กนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาจาก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 43 คน

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเปิดพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสและเรียนรู้ธรรมชาติจาก ประสบการณ์ตรงและตัวอย่างจริง ผ่านการสังเกต สำรวจ ตั้งคำถาม และเปรียบเทียบลักษณะของสิ่งมีชีวิต เพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในรูปแบบที่สนุกและเหมาะสมกับช่วงวัย

ตลอดการจัดกิจกรรมทั้ง 2 วัน เด็ก ๆ ได้หมุนเวียนเรียนรู้ภายในห้องจัดแสดงสำคัญของพิพิธภัณฑ์ จำนวน 3 ห้อง ได้แก่ ห้องแสดงตัวอย่างร่วม ห้องจัดแสดงหอย และห้องจัดแสดงวาฬและโลมา เรียนรู้ตั้งแต่ความหลากหลายและลักษณะของสิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิต ไปจนถึงเรื่องราวทางธรรมชาติวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอย่างสัตว์และนิทรรศการแต่ละชิ้น

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของกิจกรรม คือ การได้รับความร่วมมือจาก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เอกชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 6 คน ซึ่งร่วมทำหน้าที่เป็นวิทยากรนำชมตลอดทั้ง 2 วัน ถ่ายทอดความรู้ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ชวนเด็ก ๆ สังเกต ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบจากสิ่งที่พบเห็น ทำให้การเดินชมพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงการ “ดู” ตัวอย่างสัตว์ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมและประสบการณ์จริง

กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของบทบาท พิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ที่นำตัวอย่างสัตว์ นิทรรศการ และองค์ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยามาเชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ช่วยปลูกความสนใจ ความสงสัยใคร่รู้ และความคุ้นเคยกับธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์

พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ขอขอบคุณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลนาประดู่ คณะครู บุคลากรทางการศึกษา เด็ก ๆ ทุกคน ตลอดจนนักศึกษาวิทยากรทั้ง 6 คน ที่ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และทำให้กิจกรรมตลอดทั้ง 2 วันสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

“จากตัวอย่างจริงในพิพิธภัณฑ์ สู่ประสบการณ์เรียนรู้ธรรมชาติของเด็ก ๆ”

🌿 เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 3“เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” ณ กายูกือคละ     เดินทางมาถึง ค่ายที่ 3 แล้ว สำหรับ “โครงก...
09/08/2026

🌿 เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 3

“เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” ณ กายูกือคละ

เดินทางมาถึง ค่ายที่ 3 แล้ว สำหรับ “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ครั้งนี้เราเปลี่ยนห้องเรียนธรรมชาติมายังพื้นที่ที่คนในชุมชนรู้จักกันในชื่อ “กายูกือคละ” ตำบลปากู อำเภอทุ่งยางแดง จังหวัดปัตตานี

พื้นที่สำรวจครั้งนี้มีความน่าสนใจและหลากหลาย ทั้ง หลุมโจร พลักควาย และสายน้ำขนาดเล็กที่ไหลลงสู่คลองโต๊ะปีเยาะ ที่ประตูน้ำ ก่อนไหลลงคลองพรุยา เด็ก ๆ จึงได้เรียนรู้ธรรมชาติจากพื้นที่จริง และสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของพื้นที่ น้ำ พืช สัตว์ และการใช้ประโยชน์ของคนในชุมชน

ค่ายที่ 3 มีเด็กและเยาวชนจาก โรงเรียนตาดีกาบ้านปากูและบ้านน้ำดำ จำนวน 37 คน เป็นเด็กหญิง 17 คน และเด็กชาย 20 คน ร่วมด้วย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 วิชาเอกชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 7 คน ตัวแทนชุมชน 5 คน ตลอดจนคนในชุมชนที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

กิจกรรมยังคงแนวคิด “เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” เช่นเดียวกับค่ายที่ผ่านมา เด็ก ๆ ได้ลงน้ำสำรวจปลาและสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้าน ใช้สวิงสำรวจสิ่งมีชีวิต สำรวจพืชน้ำ รวมถึงฝึกใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสภาพแวดล้อม ฝึกสังเกต บันทึกข้อมูล และนำเสนอสิ่งที่แต่ละกลุ่มค้นพบ

🐟 สิ่งมีชีวิตที่เราพบในกายูกือคละ

แม้พืชน้ำที่พบในครั้งนี้จะมีจำนวนชนิดไม่มาก แต่พบพืชที่น่าสนใจ เช่น กกสามเหลี่ยม บัวบา และแพงพวยน้ำ ขณะที่สัตว์ที่พบมีทั้ง ปู เขียดจะนา หอยเชอรี่ และปลิง

ปลาที่สำรวจพบ ได้แก่ ปลากดเหลือง ปลาซิวควาย ปลาหมอช้างเหยียบ ปลากระทุงเหว และปลาซ่า นอกจากนี้ ระหว่างการสำรวจยังพบนกที่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ได้แก่ นกกาน้ำเล็ก กระสาแดง นกยางควาย นกยางโทนน้อย นกยางเปีย และนกปากห่าง ทำให้เด็ก ๆ ได้เห็นว่าพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็กไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาศัยของปลา แต่ยังเชื่อมโยงกับสัตว์และสิ่งมีชีวิตอีกหลายกลุ่ม

ช่วงท้ายของกิจกรรม เด็ก ๆ แต่ละกลุ่มได้นำเสนอสิ่งที่ตนเองสำรวจพบ ก่อนร่วมกันสรุปและเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมด โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นุกูล รัตนดากุล ผู้อาวุโสที่มาร่วมพูดคุยและสรุปบทเรียนให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เห็นคุณค่าของธรรมชาติและความสำคัญของการเรียนรู้พื้นที่บ้านของตนเอง

จาก คลองพรุยาในค่ายที่ 1 พื้นที่พรุใกล้ป่ายางแดงในค่ายที่ 2 และกายูกือคละในค่ายที่ 3 เรากำลังค่อย ๆ พาเด็กจากแต่ละชุมชนออกมารู้จักธรรมชาติรอบบ้านผ่านการสัมผัสพื้นที่จริง เพราะแต่ละพื้นที่มีหน้าตา มีเรื่องราว และมีสิ่งมีชีวิตแตกต่างกัน

ค่ายนี้เราไม่ได้บอกเด็กเพียงว่าในพื้นที่มีอะไร แต่ให้พวกเขาลงไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง — เรียน เล่น สำรวจ และลงมือทำ เพื่อให้ “พรุลานควาย” กลับมาเป็นห้องเรียนธรรมชาติของเด็ก ๆ ในชุมชนอีกครั้ง 🌿🐟🦆

"โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ"
จัดโดย หน่วยพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี ภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูพรุลานควายอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2

🌿 เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 2เปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ จากคลองพรุยา สู่พื้นที่พรุลานควาย     ต่อเนื่องจากค่ายแรก เมื่...
07/08/2026

🌿 เยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย ค่ายที่ 2

เปลี่ยนพื้นที่เรียนรู้ จากคลองพรุยา สู่พื้นที่พรุลานควาย

ต่อเนื่องจากค่ายแรก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 กิจกรรม “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ” ค่ายที่ 2 ได้ย้ายห้องเรียนธรรมชาติจากบริเวณคลองพรุยา เข้าสู่ พื้นที่พรุลานควาย บริเวณพรุใกล้ป่ายางแดง โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตาดีกา บ้านแลแวะและบ้านตาลาแน จำนวนรวม 30 คน เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมด้วยครูโรงเรียนตาดีกา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิชาเอกชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์กลุ่มเดิม และชาวประมงพื้นบ้านที่มาร่วมเป็นพี่เลี้ยงและถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ในพื้นที่

พื้นที่สำรวจในครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างจากคลองพรุยาในค่ายแรก โดยเป็น สายน้ำขนาดเล็กที่ไหลลงสู่พรุ รวมถึงแอ่งน้ำขังและ “หลุมโจร” ของชาวบ้าน ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ธรรมชาติจากแหล่งน้ำหลายลักษณะ และสังเกตว่าสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตที่พบอย่างไร

กระบวนการเรียนรู้ยังคงเน้นให้ธรรมชาติเป็นห้องเรียน แต่ปรับเป็นรูปแบบ “เรียน–เล่น–สำรวจ–ลงมือทำ” เด็ก ๆ ได้ลงน้ำ สำรวจปลาและสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือประมงพื้นบ้าน ใช้สวิงสำรวจแมลงน้ำ หอย และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก สำรวจพืชน้ำ พร้อมทั้งฝึกใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน อุณหภูมิอากาศ และความชื้นสัมพัทธ์ รวมถึงฝึกสังเกตและบันทึกข้อมูลจากสิ่งที่พบจริง

🐟 จากชื่อที่ชาวบ้านเรียก...สู่การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ

หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของค่ายครั้งนี้ คือการเรียนรู้สิ่งมีชีวิตควบคู่ไปกับ ชื่อท้องถิ่นที่คนในชุมชนใช้เรียก ปลาที่สำรวจพบ ได้แก่ อีแกแว (ปลาช่อน) อีแกปาตง (ปลาหมอช้างเหยียบ) และอีแกอูบี (ปลาบู่) นอกจากนี้ยังพบ ผีเสื้อ แมลงปอ ปลิงเข็ม และปลิงควาย

🌱 ส่วนพืชน้ำที่พบมีหลายชนิด เช่น บัวสาย บัวบา ผักตบชวา จอก แหน ผักบุ้งควาย กระจับแก้ว และแพงพวยน้ำ รวมถึงพืชชนิดอื่น ๆ ที่ขึ้นกระจายอยู่ตามสายน้ำ แอ่งน้ำ และบริเวณพื้นที่พรุ

หลังจากสำรวจ เด็ก ๆ แต่ละกลุ่มได้นำสิ่งที่ค้นพบมาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีนักวิชาการ ชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ใหญ่ที่ร่วมกิจกรรมช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของ น้ำ ดิน พืช สัตว์ และลักษณะของพื้นที่ เพื่อให้เด็กมองเห็นว่า สิ่งที่ค้นพบทั้งหมดไม่ได้แยกออกจากกัน แต่ต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพรุลานควาย

จาก คลองพรุยาในค่ายที่ 1 สู่ สายน้ำเล็ก แอ่งน้ำ และหลุมโจรในพรุลานควายของค่ายที่ 2 แม้พื้นที่เรียนรู้จะแตกต่างกัน แต่เป้าหมายยังคงเหมือนเดิม คือการเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ เรียน เล่น สำรวจ และลงมือทำ เพื่อค่อย ๆ รู้จักธรรมชาติที่อยู่รอบบ้าน และเข้าใจว่า พรุลานควายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิต เป็นแหล่งเรียนรู้ และเป็นทรัพยากรของชุมชนที่ทุกคนมีส่วนร่วมดูแลได้ 🌿🐟🦋

🌿 เรียน เล่น ลุยน้ำ สำรวจธรรมชาติ กับค่ายเยาวชนพรุลานควาย     เสร็จสิ้นไปแล้วกับกิจกรรม “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย:...
07/08/2026

🌿 เรียน เล่น ลุยน้ำ สำรวจธรรมชาติ กับค่ายเยาวชนพรุลานควาย

เสร็จสิ้นไปแล้วกับกิจกรรม “โครงการเยาวชนพิทักษ์พรุลานควาย: ค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ” ค่ายแรก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณคลองพรุยา โดยมีเด็กและเยาวชนระดับชั้น ป.3–ป.6 จากโรงเรียนตาดีกาบ้านจารังตาดงและบ้านเขาดิน รวมจำนวน 30 คน ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย เข้าร่วมเรียนรู้ธรรมชาติผ่านการลงมือสำรวจพื้นที่จริง

ค่ายครั้งนี้ออกแบบการเรียนรู้ในรูปแบบ “เรียน–เล่น–สำรวจ-ลงมือทำ” ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสธรรมชาติใกล้ตัวด้วยตนเอง ตั้งแต่การลงน้ำ สำรวจสิ่งมีชีวิต ทดลองใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการจดบันทึกและนำเสนอสิ่งที่ค้นพบ โดยแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม เพื่อร่วมกันทำภารกิจสำรวจธรรมชาติในคลองพรุยา

🐟 เรียนรู้ชีวิตในสายน้ำ
เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การสำรวจปลาโดยใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น แหและกัด ร่วมกับชาวประมงในพื้นที่ รวมทั้งใช้ สวิง สำรวจแมลงน้ำ หอย และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ตลอดจนสำรวจพืชในน้ำและพืชน้ำที่พบตามบริเวณคลอง เพื่อให้เห็นว่าในแหล่งน้ำหนึ่งแห่งมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอาศัยและพึ่งพากัน

🔬 เปลี่ยนธรรมชาติรอบตัวให้เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์
นอกจากการสำรวจสิ่งมีชีวิตแล้ว เด็ก ๆ ยังได้ฝึกเก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์จริง ทั้งการตรวจวัดคุณภาพดินด้วยเครื่องวัดคุณภาพดิน 8 พารามิเตอร์ การตรวจวัดคุณภาพน้ำด้วยเครื่องตรวจวัดคุณภาพน้ำ การวัดอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ พร้อมฝึกอ่านค่าและบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ

สิ่งสำคัญของค่ายไม่ได้อยู่เพียงว่า “วันนี้เราเจออะไรบ้าง” แต่เด็ก ๆ ต้องช่วยกันคิดว่า สิ่งที่พบกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับคลองพรุยาและพรุลานควาย เมื่อเสร็จสิ้นการสำรวจ ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มจึงได้นำเสนอข้อมูลและสิ่งมีชีวิตที่กลุ่มของตนค้นพบ ก่อนร่วมกันสรุปและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งเรื่อง น้ำ ดิน พืช ปลา หอย แมลงน้ำ สภาพอากาศ และการใช้ประโยชน์พื้นที่

กระบวนการเรียนรู้ได้รับการเติมเต็มโดย นักวิชาการจากหน่วยพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น และปราชญ์ชุมชน ที่ช่วยกันอธิบายสิ่งที่เด็กค้นพบ เชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับธรรมชาติและภูมิความรู้ของคนในพื้นที่ ทำให้เด็กได้เห็นว่าคุณภาพน้ำ สภาพดิน พืช และสัตว์ที่พบไม่ได้แยกออกจากกัน แต่ทุกองค์ประกอบล้วนมีความสัมพันธ์กันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน

อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ชวนเด็ก ๆ คิดต่อคือ

“วันนี้คลองพรุยาเป็นแบบนี้ แล้วถ้าวันหนึ่งพื้นที่แห่งนี้ถูกขุด ถูกถม หรือปรับเปลี่ยนไปทำหน้าที่อย่างอื่น ธรรมชาติที่เราเห็นในวันนี้จะเป็นอย่างไร?”

คำถามนี้ช่วยเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กได้เห็นและสัมผัสด้วยตนเองกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เข้าใจว่า เมื่อพื้นที่เปลี่ยน น้ำอาจเปลี่ยน พืชอาจเปลี่ยน สัตว์อาจเปลี่ยน และวิถีชีวิตของคนที่พึ่งพาพื้นที่ก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย

ค่ายครั้งนี้ไม่ได้มีเฉพาะเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันของ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิชาเอกชีววิทยา คณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 6 คน ตัวแทนชุมชน 6 คน ชาวประมงในพื้นที่ 6 คน และผู้ประสานงานโครงการจากหน่วยงานสนับสนุน 3 คน ทุกคนมีบทบาทแตกต่างกัน ทั้งการช่วยดูแลฐานการเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิปัญญา แนะนำเครื่องมือ และร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก ๆ

สิ่งมีชีวิตที่พบจากการสำรวจครั้งนี้มีความหลากหลาย ทั้ง ปลาหลายชนิด เช่น อีแกลาเมาะ (ปลาสร้อยเกล็ดถี่) ปลาซ่า ปลาไส้ตันตาแดง ปลาเนื้ออ่อน ปลาแป้นแก้ว ปลาไหลนา ปลาหลด กุ้งแม่น้ำ แมลงน้ำ แมลงปอ ผีเสื้อ หอยขม หอยเชอร์รี่ และพืชน้ำหลายชนิด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมและนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของพรุลานควายต่อไป

กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าค่ายธรรมชาติครึ่งวัน แต่เป็นการพาเด็ก ๆ ออกจากห้องเรียน มาใช้ธรรมชาติเป็นห้องเรียน ใช้สายน้ำเป็นพื้นที่ทดลอง ใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ในการค้นหาคำตอบ และใช้ภูมิปัญญาของคนในชุมชนช่วยทำความเข้าใจบ้านของตนเอง

เพราะการที่จะช่วยกันดูแลพรุลานควายในวันข้างหน้า อาจเริ่มต้นง่าย ๆ จากการทำให้เด็กในวันนี้ได้มีโอกาส “รู้จัก เห็นคุณค่า และผูกพันกับธรรมชาติที่อยู่รอบบ้านของตัวเอง”

โครงการค่ายสัญจรเรียนรู้ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพพื้นที่ชุ่มน้ำพรุลานควายสำหรับเยาวชน
จัดโดย หน่วยพิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับสมาคมลุ่มน้ำสายบุรี ภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรชุมชนและเครือข่ายเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูพรุลานควายอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2

นี่เป็นเพียงค่ายแรกของการเรียนรู้ธรรมชาติรอบพรุลานควาย แล้วพบกันใหม่กับค่ายสัญจรครั้งต่อไปครับ 🌿🐟🔬

กลุ่มสตรีอนุรักษ์พรุลานควาย ตุลาคมนี้ เจอกันกับกิจกรรมนี้...
28/07/2026

กลุ่มสตรีอนุรักษ์พรุลานควาย ตุลาคมนี้ เจอกันกับกิจกรรมนี้...

กิจกรรม “ตามหาผักบ้าน สำราญพรุ”  เรียนรู้พืชอาหารท้องถิ่นและเรื่องเล่าพรุลานควายจากคนสามวัย      เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ...
25/07/2026

กิจกรรม “ตามหาผักบ้าน สำราญพรุ” เรียนรู้พืชอาหารท้องถิ่นและเรื่องเล่าพรุลานควายจากคนสามวัย
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ร่วมกับเครือข่ายชุมชนรอบพรุลานควาย และกลุ่มสตรีอนุรักษ์พรุลานควาย จัดกิจกรรม “ตามหาผักบ้าน สำราญพรุ” เพื่อสำรวจความหลากหลายของพืชอาหารพื้นบ้าน รวบรวมองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ระหว่างคนสามวัย ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และภูมิปัญญาที่สั่งสมจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับพรุลานควายมาอย่างยาวนาน กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการล้อมวงพูดคุยกับปราชญ์ชุมชน ได้แก่ แบกอเซ็ง อาบูชิ แบแซ และแบรอเซะ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของพรุลานควายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในแต่ละฤดูกาล และวิถีชีวิตของผู้คนที่เติบโตมากับผืนพรุ เรื่องเล่าของคนรุ่นใหญ่สะท้อนให้เห็นว่า พรุลานควายในอดีตเปรียบเสมือน “ครัวของชุมชน” ผู้คนเข้าไปเก็บผักพื้นบ้าน หาสมุนไพร จับปลา จับกุ้ง หอย ปู และหาอาหารตามธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ เติบโตมากับการเรียนรู้จากพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ รู้จักชื่อผักแต่ละชนิด รู้ฤดูกาล รู้วิธีเก็บอย่างเหมาะสม และรู้จักแบ่งปันทรัพยากรให้ธรรมชาติสามารถฟื้นตัวได้ เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดผ่านการลงมือทำมากกว่าการเรียนจากตำรา เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน คนในชุมชนต่างเห็นตรงกันว่า วิถีชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงอาหารจากตลาดมีมากขึ้น ขณะที่การเข้าไปใช้ประโยชน์จากพรุลดลง ส่งผลให้ผักพื้นบ้านหลายชนิดเริ่มไม่เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลายคนไม่เคยเห็น ไม่เคยชิม และไม่ทราบว่าพืชเหล่านี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย เรื่องเล่าจากคนสามวัยจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการส่งต่อความทรงจำ คุณค่า และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ เพื่อให้พรุลานควายยังคงมีชีวิตอยู่ในวิถีของชุมชนต่อไป
จากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ลงสำรวจพืชอาหารพื้นบ้านใน 2 พื้นที่ ได้แก่ บริเวณนาข้าวหน้าบ้านกำนันเป๊าะ และพื้นที่ป่าพรุลานควาย เพื่อร่วมกันค้นหา ระบุชื่อ บันทึกลักษณะ และรวบรวมข้อมูลการใช้ประโยชน์ของผักพื้นบ้านแต่ละชนิด ทั้งการรับประทานสด ลวกจิ้ม ใส่ในแกงกะทิ แกงส้ม หรือเป็นส่วนประกอบของข้าวยำ ซึ่งล้วนเป็นเมนูที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารของชุมชน โดยพบพืชอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด อาทิ ผักลิ้น (สือดูอิเต๊ะ), ผักก้านจอง (สูดูอิเต๊ะ), ผักขาเขียด (กาดีฮากะห์), ผักกระเฉด (กะแมไอ๊ย), ขี้เหล็ก, มันปู, หว้า (กูโจ๊ะกือรีแย่), มะรุม (กือมูนา) ยอ (กือมูดู), เท้ายายม่อม (โจะแกมอง), ผักหวาน (จือเกาะมาแนะ) ฝรั่ง (ยามู), สาบเสือ (กาป๊ะตูแบ), บอน (กือราดี), กระจับ (ปาโองแมเลาะ), และ บัวบก (ยือรีโป๊ะ) ซึ่งชื่อเรียกในภาษายาวีของพืชแต่ละชนิดสะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางภาษา ภูมิปัญญา และความผูกพันระหว่างชุมชนกับผืนพรุที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ผลการสำรวจพบ ผักพื้นบ้านรวมทั้งสิ้น 39 ชนิด แสดงให้เห็นว่าพรุลานควายยังคงเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของชุมชน อย่างไรก็ตาม จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคนในพื้นที่ พบว่า มีเพียง 14 ชนิดเท่านั้นที่ยังคงถูกนำมาใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวัน ขณะที่ผักอีกหลายชนิดเริ่มหายไปจากสำรับอาหารพร้อมกับองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตและความท้าทายในการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วงท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้นำผักพื้นบ้านที่เก็บรวบรวมได้มาจัดเป็น ผักเหนาะรับประทานคู่กับขนมจีนในมื้อกลางวัน พร้อมร่วมกันแลกเปลี่ยนเมนูพื้นบ้าน วิธีการปรุง และรสชาติที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่วัยเด็ก บรรยากาศของการรับประทานอาหารร่วมกันจึงเป็นมากกว่ามื้ออาหาร แต่เป็นการเชื่อมโยงเรื่องราว ความทรงจำ และภูมิปัญญาระหว่างคนต่างวัยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
กิจกรรม “ตามหาผักบ้าน สำราญพรุ” จึงไม่ได้เป็นเพียงการสำรวจผักพื้นบ้าน แต่เป็นการรวบรวมองค์ความรู้จากคนในชุมชน บันทึกเรื่องเล่า และถ่ายทอดภูมิปัญญาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนพรุลานควาย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และรากฐานของวิถีชีวิต การอนุรักษ์พรุจึงไม่ได้หมายถึงการรักษาผืนป่าเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึง การรักษาภูมิปัญญา วัฒนธรรมอาหาร ภาษา และเรื่องเล่าของชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ เห็นคุณค่า และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า อันจะทำให้พรุลานควายยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชุมชน และเป็นมรดกที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างยั่งยืน “เมื่อคนยังรู้จักผักบ้าน ยังเรียกชื่อพืชเป็นภาษาถิ่น ยังเล่าเรื่องพรุ และยังใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า พรุลานควายก็จะไม่หายไปจากวิถีชีวิตของชุมชน”

ที่อยู่

181 ถ. เจริญประดิษฐ์ ต. รูสะมิแล
Pattani
94000

เบอร์โทรศัพท์

+66 1938

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ม.อ.ปัตตานีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น ม.อ.ปัตตานี:

ทางลัด

แชร์