10/07/2026
“พนมนครรามา” ปลุกชีวิตอีสานผ่านหนังสารคดี จักรวาลความทรงจำและฮอยเวลา
การเดินทางของความทรงจำ วัฒนธรรม และรากเหง้าของชาวอีสาน ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นและจัดวางในพื้นที่ร่วมสมัยอีกครั้งในโปรเจกต์ “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี” ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “พนมนครรามา” ภายใต้การสนับสนุนของ หอภาพยนตร์ (Public Organization) หรือ Thai Film Archive โดยเริ่มต้นปักหมุดฉายสัปดาห์แรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม บรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีทั้งกลุ่มนักเรียน คนรุ่นใหม่ ผู้จัดงาน และผู้กำกับภาพยนตร์ มาร่วมล้อมวงล้มกระดานความคิด แลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างเข้มข้นในหัวข้อเสวนา “จักรวาลบ้าน จักรวาลความทรงจำ : ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา”
ก่อนที่วงเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันดิ่งลึกเข้าไปในโลกภาพยนตร์ผ่านการฉายหนังสารคดีอีสาน 2 เรื่องที่มีอัตลักษณ์และรสชาติที่แตกต่าง ทว่ากลับเชื่อมโยงกันด้วยมิติของ "พื้นที่" และ "การดิ้นรน" ของผู้คน
ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดฉาย คือ “จนกว่าจะวายชีวาวาตม์” ภาพยนตร์สั้นความยาว 11.45 นาที ผลงานกำกับโดย ประกาศิต สอดศรี หนังพาผู้ชมไปเฝ้ามองชีวิตของ "ส่อย" และ "เหี่ยน" สองนักเรียนชายจากชนบทอีสานที่มานั่งปรับทุกข์กันในป่าริมบึงหลังโรงเรียน กับบทสนทนาที่ซื่อตรงแต่กลับกรีดลึกของทั้งคู่เต็มไปด้วยความฝัน อนาคต และความลังเลใจว่าจะเลือกย้ายเข้าไปแสวงโชคในกรุงเทพมหานครดีหรือไม่ หนังสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจของเด็กต่างจังหวัดว่าเมืองหลวงอันศิวิไลซ์อาจเข้ามาทำลายล้างความไร้เดียงสาและวิถีชีวิตวัยเด็กของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นเสียดสีเชิงปรัชญาที่ทิ้งคำถามสำคัญให้ผู้ชมต้องกลับไปขบคิดต่อว่า "การอยู่อีสานต่อไปนั้น ชีวิตต่างจากผีอย่างไร?" ซึ่งผลงานชิ้นนี้เคยได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรม Open Call และเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ มาแล้ว ในฐานะภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองชีวิตของเด็กต่างจังหวัดได้อย่างถึงแก่น
ถัดมาเป็นการฉายภาพยนตร์เรื่อง “Mandala (Rivulet of Universe)” กำกับโดย พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับหนุ่มจากอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภูมิทัศน์และตำนานของบ้านเกิด พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อ "เรื่องเล่า" ที่ผู้คนยึดถือ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับประวัติศาสตร์ภูมิภาค โดยตัวหนังดัดแปลงมาจากตำนาน "ท้าวปาจิต–นางอรพิม" เรื่องเล่าปรัมปราที่สืบทอดมายาวนานในแถบไทย ลาว และกัมพูชา เล่าเรื่องผ่านการเดินทางของชายชาวกัมพูชาพลัดถิ่นผู้มีผัสสะพิเศษ สามารถรับรู้ถึงการทับซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นำไปสู่การออกค้นหาความหมายของสถานที่ ผู้คน และความทรงจำที่ยังคงหล่อหลอมชีวิตในปัจจุบัน ทั้งนี้ Mandala ถือเป็นภาพยนตร์ไทยนอกกระแสที่ประสบความสำเร็จในเวทีสากล โดยได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ International Film Festival Rotterdam, Beijing International Film Festival และ Silk Road International Film Festival
หลังภาพยนตร์ 2 เรื่องจบลง มีการล้อมวงเสวนาคุยประเด็นกันต่อ ประกอบด้วย วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ จากกลุ่มดูหนังในห้องนั้น, พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Mandala, ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี จากกลุ่มคนเคลื่อนเมือง และธีรยุทธ์ วีระคำ จากพนมนครรามา เป็นผู้ดำเนินรายการ
คุณศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ได้ถ่ายทอดความรู้สึก โดยเชื่อมโยงชีวิตตัวเองเข้ากับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องว่า ในอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน ด้วยความที่เป็นคนนครพนมแต่กำเนิด เธอกลับมีความรู้สึกไม่อยากเป็นคนนครพนม ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นคนอีสาน จึงเลือกที่จะออกไปแสวงหาตัวตนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นานถึง 20 ปี และไปอยู่เชียงใหม่อีก 6-7 ปี เพราะในเวลานั้นมองไม่เห็นเลยว่าบ้านเกิดของตัวเองมีดีอะไร แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา เมื่อเธอได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน และนั่นทำให้เธอตกหลุมรักนครพนมอย่างหมดใจ จนกล้าที่จะพูดภาษาอีสานได้อย่างภาคภูมิใจ
"เมือง ๆ หนึ่งมันประกอบไปด้วยคนเยอะมาก นครพนมเองก็มีคนอยู่มากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า และคนที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา กลุ่มคนเคลื่อนเมืองที่เราทำ จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ที่อยากเล่าเรื่องเมืองตัวเองในมุมมองใหม่ ๆ ผ่านศิลปะและพื้นที่สร้างสรรค์ แต่สิ่งสำคัญคือคนรุ่นเก่าต้องยอมรับการตีความและการเล่าเรื่องแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่ด้วย หากคอยแต่ตำหนิและไม่สนับสนุน วัฒนธรรมก็จะไม่เกิดการขับเคลื่อน เพราะมันจะถูกแช่แข็งไว้แบบเดิม เล่าแบบเดิม สุดท้ายแล้วความรักในบ้านเกิดมันบังคับกันไม่ได้ ถ้าเขาจะรัก เขาจะรู้สึกและรักมันด้วยตัวของเขาเอง" ศรีมาลาฌ์ กล่าว
ทางด้าน คุณธีรยุทธ์ วีระคำ ได้ให้มุมมองเสริมว่า ทั้งศรีมาลาฌ์และพสธร มีจุดเด่นร่วมกัน คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกับโปรเจกต์ Phimailongweek ที่ผู้กำกับหนุ่มเคยทำ ซึ่งเป็นการดึงคนรุ่นใหม่ให้มากินนอนและทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจในรากเหง้า แต่ยังสามารถต่อยอดภาพยนตร์ไปสู่เชิงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน
ขณะที่ คุณวีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ ได้พูดถึงเสน่ห์ของพื้นที่ชมภาพยนตร์ทางเลือกภายนอกโรงภาพยนตร์กระแสหลักว่า บรรยากาศการชมภาพยนตร์แบบ "ไมโคร" (Micro-cinema) เช่นนี้หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่มันมีความวิเศษตรงที่สามารถดึงผู้คนฟีลเดียวกันมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล และตั้งคำถามร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพยนตร์ได้ทำลายกำแพงระหว่างเมืองหลวงกับต่างจังหวัดไปแล้วผ่านระบบออนไลน์และการกระจายพื้นที่ฉาย ซึ่งประเด็นในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นโคราชหรือนครพนม ต่างก็มีวัตถุดิบอีกมากมายที่สามารถนำมาต่อยอดเล่าเรื่องได้ ไม่ว่าจะผ่านภาพถ่าย ศิลปะ หรือประติมากรรม
พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับเรื่อง Mandala ได้เปิดเผยถึงสารตั้งต้นและเบื้องหลังการทำงานว่า หนังเรื่องนี้ต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ (Thesis) ของตนเองเกี่ยวกับเส้นทางโบราณ ในช่วงอายุ 21-22 ปี ซึ่งเป็นการทำหนังด้วยตัวเองโดยไม่มีทุนหนุนหลังเพื่อผลกำไร โจทย์ของเขาคือการเสาะหาเรื่องเล่าในบ้านเกิดที่อำเภอพิมาย หลังจากที่ตนเองต้องไปเติบโตและเรียนหนังสือที่อื่นจนแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเกิดเลย การทำหนังเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการขุดค้นเข้าไปในตัวตนและพื้นที่ เพื่อค้นหาเนื้อหา กลิ่น และรสชาติใหม่ ๆ
พสธร เล่ามถึงกลยุทธ์การนำเสนอว่า พิมายมีการจัดงานแสงสีเสียงที่ปราสาทหินเป็นประจำทุกปีในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งดีในแง่การอนุรักษ์ แต่ตนต้องการนำสิ่งนั้นมาตีความใหม่ในทิศทางร่วมสมัย แม้การถ่ายทำจะไม่ได้เป๊ะตามแผนเนื่องจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ แต่สุดท้ายมันทำให้หนังออกมามีชีวิต และการที่หนังได้มีโอกาสไปฉายในเวทีนานาชาติก่อนจะกลับมาฉายในพื้นที่ ก็เป็นกลยุทธ์การ "ตีกระแสจากข้างนอก" เพื่อให้คนในท้องถิ่นหันกลับมาสนใจและมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว
โปรเจกต์ "เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี" โดย พนมนครรามา จะยังคงขับเคลื่อนความรู้และความบันเทิงอย่างต่อเนื่องตลอดทุกวันเสาร์ของเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร จังหวัดนครพนม โดยในสัปดาห์ถัดไปมีโปรแกรมที่น่าติดตามดังนี้
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี ของภาพยนตร์สารคดีระดับตำนาน “เสือร้องไห้” (Crying Tiger) ผลงานโดย สันติ แต้พานิช สารคดีไทยทรงพลังที่ยังคงส่งเสียงถึงสังคมไทยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ การดิ้นรน ความฝัน และศักดิ์ศรีของคนอีสานในเมืองใหญ่ พร้อมวงเสวนาในหัวข้อ "บ้าหอบฝัน...ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนังสารคดี" ร่วมกับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 พบกับโปรแกรมพิเศษ “อ่านแม่น้ำโขง” ที่จะพาผู้ชมดิ่งลึกไปกับเรื่องราวสายน้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรมร่วมราก
ภาพยนตร์และวงเสวนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็ก ๆ ของจังหวัดนครพนม แสดงให้เห็นว่า "ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา" ของชาวอีสาน ยังคงได้รับการสืบทอด ตีความ และส่งเสียงขับเคลื่อนสังคมอย่างต่อเนื่อง ใครที่สนใจชมหนังสารคดีอีสานเจอกันทุกวันเสาร์ตลอดทั้งเดือนนี้ได้เลย
ปก/ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส
#พนมนครรามา #หนังสารคดี #หนังมีชีวิต #พื้นที่เรียนรู้ #นครพนม #นครพนมโฟกัส