Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ

Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ (Children Mind) ,ทำชีวิตให้เข้าใจง่าย ด้วยศิล?

"เปลี่ยนจอให้เป็นใจ" หรือ "จอใจ" คือซี่รี่ย์ใหม่ของการเล่าเรื่องเด็กๆและครอบครัว ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม ที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เมื่อจอสมาร์ทโฟนเป็นมากกว่าชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกจึงเปลี่ยนแปลงไป ให้จอกลับมาสานใจของทุกคนให้เท่าทัน และเข้าใจกันและกันมากขึ้น
V
V
V
ศิลปะสัมผัสหัวใจ (Children Mind) เป็นกระบวนการทางจิตบำบัดที่นำเอาเทค

นิคทางศิลปะมาเป็นเครื่องมือ ในการบรรเทา ช่วยเหลือและเข้าใจสภาวะภายใน ผ่านการลากเส้น ระบายสีทำให้มองเห็นถึงความคิดและสภาพจิตใจได้ เพราะบางครั้ง เราไม่สามารถเล่าถึงความเจ็บปวดภายในออกมาเป็น 'คำพูด'

10/07/2026

"ห้องสมุดคือพื้นที่แห่งความสุข"

เป็นคำพูดของไมเคิล ทรีทส์ (Mychal Threets) บรรณารักษ์ที่เป็นไวรัล จากการสร้างแรงบันดาลใจให้คนนับล้าน ในเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุด

จนได้รับเลือกให้เป็นทูตวัฒนธรรมของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (ALA) ในปี 2569

________________
❤️ จากเด็กจัดหนังสือ
สู่ "ทูตแห่งความสุข" ของห้องสมุดระดับโลก
________________

● ไมเคิลเป็นเด็กโฮมสคูล ทำบัตรห้องสมุดครั้งแรกตอนอายุ 5 ขวบ และเมื่อได้เข้าไปในห้องสมุด ที่นั่นก็ได้กลายเป็นโลกใบสำคัญของเขา

● จากการเป็นเพียงนักอ่านสมาชิกคนหนึ่ง ไมเคิลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนจัดเรียงหนังสือของห้องสมุด แม้เป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่ไมเคิลก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่

● จากตำแหน่งเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญอะไร แต่ไมเคิลเรียนรู้และไต่เต้าด้วยความสามารถ จนในที่สุดก็ได้เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์!

● ห้องสมุดแห่งนั้น ชื่อว่าห้องสมุดประชาชนโซลาโน (Solano County Library) ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

● ในระหว่างการทำงานในห้องสมุด ไมเคิลมักจะนำเอาเรื่องราวของตนเอง เช่น การต่อสู้กับปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพจิต มาบอกเล่าอย่างเปิดเผย เพื่อจะสื่อสารว่า

เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้เพราะมีห้องสมุด และเขา " #อยากให้ห้องสมุดเป็นพื้นที่เซฟโซนที่ต้อนรับและเยียวยาทุกคนได้"

● ไมเคิลเติบโตขึ้นอย่างดีงาม จนปัจจุบันมีงานเป็นพิธีกรรายการเด็กชื่อดังอย่าง "สายรุ้งแห่งการอ่าน" (Reading Rainbow) อีกด้วย

________________
❤️ ภารกิจชวนคนออกไป "ค้นหาความสุข" (Find Your Joy)
________________

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ และทำให้คลิปของไมเคิลกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก คือความมุ่งมั่นที่อยากให้ทุกคนก้าวเท้าเข้าห้องสมุด

เพื่อ #ค้นหาความสุขในแบบฉบับของตัวเอง ผ่านธีมการรณรงค์และหนังสือเล่มแรกของเขา "ดีใจจังที่คุณอยู่ตรงนี้" (I'm So Happy You're Here)

ไมเคิลมองว่า ห้องสมุดไม่ใช่แค่ที่เก็บหนังสือ แต่คือสถานที่อบอุ่น เป็นเซฟโซน และเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกกลุ่ม
"การเข้าห้องสมุดทำให้ผมค้นพบความสุข และผมคิดว่ายังมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่อีกมากมายที่ยังไม่ได้เจอความสุขในห้องสมุด ผมตื่นเต้นแทนพวกเค้ามากนะ!

"เมื่อพวกเค้าก้าวเข้าสู่โลกของห้องสมุดและเสพเรื่องราวต่างๆ ในนั้น ผมมั่นใจว่าไม่แค่พวกเค้าจะได้เจอความสุข ทุกคนยังจะได้เชื่อมั่นในเรื่องราวของชีวิตตัวเอง และสามารถแบ่งปันออกไปสู่ผู้คนอื่นๆ ได้ด้วย"
คำพูดของไมเคิลมาจากประสบการณ์ตรงของเขา ที่มักทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวของตนเองเสมอ โดยทุกครั้งจะย้ำในประเด็นสำคัญว่า

"ไม่ว่าเจออะไรมาจากข้างนอก ห้องสมุดและผมจะยินดีต้อนรับคุณเสมอ เราจะบอกคุณเสมอว่า ยินดีต้อนรับ ดีจังที่คุณมาที่นี่!"
❤️ ห้องสมุดจินดา นำเรื่องราวของไมเคิล ผู้ค้นพบความสุขในห้องสมุด และยังพยายามแบ่งปันความรู้สึกของการค้นพบออกไปอย่างกว้างขวางมาบอกเล่าอีกต่อหนึ่ง

เพราะอยากชวนทุกๆ คนว่า หากมีเวลาและโอกาส อยู่ที่ไหนก็ตาม ลองเดินเข้าห้องสมุดดูนะคะ

บางทีคุณเองก็จะได้เจอ "ความสุข" และ "แรงบันดาลใจ" ที่ซ่อนอยู่ในชั้นหนังสือ หรือในบริเวณพื้นที่ของห้องสมุด

ส่วนถ้าอยู่ในอำเภอพร้าว มาเยือน #ห้องสมุดจินดา ได้ค่ะ ที่นี่ก็มีความสุขมากมายรอแบ่งปัน และอยากให้คุณเช็กอินบอกเล่าความสุขจากห้องสมุดไปด้วยกัน ☺️

📌 ที่มา https://shorturl.asia/Z0FHJ


#แรงบันดาลใจ #ห้องสมุด
#ข่าวห้องสมุด
#ห้องสมุดทั่วโลก #หนังสือ
#ห้องสมุดจินดา

10/07/2026

“พนมนครรามา” ปลุกชีวิตอีสานผ่านหนังสารคดี จักรวาลความทรงจำและฮอยเวลา

การเดินทางของความทรงจำ วัฒนธรรม และรากเหง้าของชาวอีสาน ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นและจัดวางในพื้นที่ร่วมสมัยอีกครั้งในโปรเจกต์ “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี” ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “พนมนครรามา” ภายใต้การสนับสนุนของ หอภาพยนตร์ (Public Organization) หรือ Thai Film Archive โดยเริ่มต้นปักหมุดฉายสัปดาห์แรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม บรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีทั้งกลุ่มนักเรียน คนรุ่นใหม่ ผู้จัดงาน และผู้กำกับภาพยนตร์ มาร่วมล้อมวงล้มกระดานความคิด แลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างเข้มข้นในหัวข้อเสวนา “จักรวาลบ้าน จักรวาลความทรงจำ : ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา”

ก่อนที่วงเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันดิ่งลึกเข้าไปในโลกภาพยนตร์ผ่านการฉายหนังสารคดีอีสาน 2 เรื่องที่มีอัตลักษณ์และรสชาติที่แตกต่าง ทว่ากลับเชื่อมโยงกันด้วยมิติของ "พื้นที่" และ "การดิ้นรน" ของผู้คน

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดฉาย คือ “จนกว่าจะวายชีวาวาตม์” ภาพยนตร์สั้นความยาว 11.45 นาที ผลงานกำกับโดย ประกาศิต สอดศรี หนังพาผู้ชมไปเฝ้ามองชีวิตของ "ส่อย" และ "เหี่ยน" สองนักเรียนชายจากชนบทอีสานที่มานั่งปรับทุกข์กันในป่าริมบึงหลังโรงเรียน กับบทสนทนาที่ซื่อตรงแต่กลับกรีดลึกของทั้งคู่เต็มไปด้วยความฝัน อนาคต และความลังเลใจว่าจะเลือกย้ายเข้าไปแสวงโชคในกรุงเทพมหานครดีหรือไม่ หนังสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจของเด็กต่างจังหวัดว่าเมืองหลวงอันศิวิไลซ์อาจเข้ามาทำลายล้างความไร้เดียงสาและวิถีชีวิตวัยเด็กของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นเสียดสีเชิงปรัชญาที่ทิ้งคำถามสำคัญให้ผู้ชมต้องกลับไปขบคิดต่อว่า "การอยู่อีสานต่อไปนั้น ชีวิตต่างจากผีอย่างไร?" ซึ่งผลงานชิ้นนี้เคยได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรม Open Call และเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ มาแล้ว ในฐานะภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองชีวิตของเด็กต่างจังหวัดได้อย่างถึงแก่น

ถัดมาเป็นการฉายภาพยนตร์เรื่อง “Mandala (Rivulet of Universe)” กำกับโดย พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับหนุ่มจากอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภูมิทัศน์และตำนานของบ้านเกิด พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อ "เรื่องเล่า" ที่ผู้คนยึดถือ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับประวัติศาสตร์ภูมิภาค โดยตัวหนังดัดแปลงมาจากตำนาน "ท้าวปาจิต–นางอรพิม" เรื่องเล่าปรัมปราที่สืบทอดมายาวนานในแถบไทย ลาว และกัมพูชา เล่าเรื่องผ่านการเดินทางของชายชาวกัมพูชาพลัดถิ่นผู้มีผัสสะพิเศษ สามารถรับรู้ถึงการทับซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นำไปสู่การออกค้นหาความหมายของสถานที่ ผู้คน และความทรงจำที่ยังคงหล่อหลอมชีวิตในปัจจุบัน ทั้งนี้ Mandala ถือเป็นภาพยนตร์ไทยนอกกระแสที่ประสบความสำเร็จในเวทีสากล โดยได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ International Film Festival Rotterdam, Beijing International Film Festival และ Silk Road International Film Festival

หลังภาพยนตร์ 2 เรื่องจบลง มีการล้อมวงเสวนาคุยประเด็นกันต่อ ประกอบด้วย วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ จากกลุ่มดูหนังในห้องนั้น, พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Mandala, ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี จากกลุ่มคนเคลื่อนเมือง และธีรยุทธ์ วีระคำ จากพนมนครรามา เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ได้ถ่ายทอดความรู้สึก โดยเชื่อมโยงชีวิตตัวเองเข้ากับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องว่า ในอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน ด้วยความที่เป็นคนนครพนมแต่กำเนิด เธอกลับมีความรู้สึกไม่อยากเป็นคนนครพนม ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นคนอีสาน จึงเลือกที่จะออกไปแสวงหาตัวตนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นานถึง 20 ปี และไปอยู่เชียงใหม่อีก 6-7 ปี เพราะในเวลานั้นมองไม่เห็นเลยว่าบ้านเกิดของตัวเองมีดีอะไร แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา เมื่อเธอได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน และนั่นทำให้เธอตกหลุมรักนครพนมอย่างหมดใจ จนกล้าที่จะพูดภาษาอีสานได้อย่างภาคภูมิใจ

"เมือง ๆ หนึ่งมันประกอบไปด้วยคนเยอะมาก นครพนมเองก็มีคนอยู่มากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า และคนที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา กลุ่มคนเคลื่อนเมืองที่เราทำ จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ที่อยากเล่าเรื่องเมืองตัวเองในมุมมองใหม่ ๆ ผ่านศิลปะและพื้นที่สร้างสรรค์ แต่สิ่งสำคัญคือคนรุ่นเก่าต้องยอมรับการตีความและการเล่าเรื่องแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่ด้วย หากคอยแต่ตำหนิและไม่สนับสนุน วัฒนธรรมก็จะไม่เกิดการขับเคลื่อน เพราะมันจะถูกแช่แข็งไว้แบบเดิม เล่าแบบเดิม สุดท้ายแล้วความรักในบ้านเกิดมันบังคับกันไม่ได้ ถ้าเขาจะรัก เขาจะรู้สึกและรักมันด้วยตัวของเขาเอง" ศรีมาลาฌ์ กล่าว

ทางด้าน คุณธีรยุทธ์ วีระคำ ได้ให้มุมมองเสริมว่า ทั้งศรีมาลาฌ์และพสธร มีจุดเด่นร่วมกัน คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกับโปรเจกต์ Phimailongweek ที่ผู้กำกับหนุ่มเคยทำ ซึ่งเป็นการดึงคนรุ่นใหม่ให้มากินนอนและทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจในรากเหง้า แต่ยังสามารถต่อยอดภาพยนตร์ไปสู่เชิงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน

ขณะที่ คุณวีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ ได้พูดถึงเสน่ห์ของพื้นที่ชมภาพยนตร์ทางเลือกภายนอกโรงภาพยนตร์กระแสหลักว่า บรรยากาศการชมภาพยนตร์แบบ "ไมโคร" (Micro-cinema) เช่นนี้หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่มันมีความวิเศษตรงที่สามารถดึงผู้คนฟีลเดียวกันมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล และตั้งคำถามร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพยนตร์ได้ทำลายกำแพงระหว่างเมืองหลวงกับต่างจังหวัดไปแล้วผ่านระบบออนไลน์และการกระจายพื้นที่ฉาย ซึ่งประเด็นในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นโคราชหรือนครพนม ต่างก็มีวัตถุดิบอีกมากมายที่สามารถนำมาต่อยอดเล่าเรื่องได้ ไม่ว่าจะผ่านภาพถ่าย ศิลปะ หรือประติมากรรม

พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับเรื่อง Mandala ได้เปิดเผยถึงสารตั้งต้นและเบื้องหลังการทำงานว่า หนังเรื่องนี้ต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ (Thesis) ของตนเองเกี่ยวกับเส้นทางโบราณ ในช่วงอายุ 21-22 ปี ซึ่งเป็นการทำหนังด้วยตัวเองโดยไม่มีทุนหนุนหลังเพื่อผลกำไร โจทย์ของเขาคือการเสาะหาเรื่องเล่าในบ้านเกิดที่อำเภอพิมาย หลังจากที่ตนเองต้องไปเติบโตและเรียนหนังสือที่อื่นจนแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเกิดเลย การทำหนังเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการขุดค้นเข้าไปในตัวตนและพื้นที่ เพื่อค้นหาเนื้อหา กลิ่น และรสชาติใหม่ ๆ

พสธร เล่ามถึงกลยุทธ์การนำเสนอว่า พิมายมีการจัดงานแสงสีเสียงที่ปราสาทหินเป็นประจำทุกปีในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งดีในแง่การอนุรักษ์ แต่ตนต้องการนำสิ่งนั้นมาตีความใหม่ในทิศทางร่วมสมัย แม้การถ่ายทำจะไม่ได้เป๊ะตามแผนเนื่องจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ แต่สุดท้ายมันทำให้หนังออกมามีชีวิต และการที่หนังได้มีโอกาสไปฉายในเวทีนานาชาติก่อนจะกลับมาฉายในพื้นที่ ก็เป็นกลยุทธ์การ "ตีกระแสจากข้างนอก" เพื่อให้คนในท้องถิ่นหันกลับมาสนใจและมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว

โปรเจกต์ "เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี" โดย พนมนครรามา จะยังคงขับเคลื่อนความรู้และความบันเทิงอย่างต่อเนื่องตลอดทุกวันเสาร์ของเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร จังหวัดนครพนม โดยในสัปดาห์ถัดไปมีโปรแกรมที่น่าติดตามดังนี้

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี ของภาพยนตร์สารคดีระดับตำนาน “เสือร้องไห้” (Crying Tiger) ผลงานโดย สันติ แต้พานิช สารคดีไทยทรงพลังที่ยังคงส่งเสียงถึงสังคมไทยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ การดิ้นรน ความฝัน และศักดิ์ศรีของคนอีสานในเมืองใหญ่ พร้อมวงเสวนาในหัวข้อ "บ้าหอบฝัน...ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนังสารคดี" ร่วมกับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 พบกับโปรแกรมพิเศษ “อ่านแม่น้ำโขง” ที่จะพาผู้ชมดิ่งลึกไปกับเรื่องราวสายน้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรมร่วมราก

ภาพยนตร์และวงเสวนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็ก ๆ ของจังหวัดนครพนม แสดงให้เห็นว่า "ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา" ของชาวอีสาน ยังคงได้รับการสืบทอด ตีความ และส่งเสียงขับเคลื่อนสังคมอย่างต่อเนื่อง ใครที่สนใจชมหนังสารคดีอีสานเจอกันทุกวันเสาร์ตลอดทั้งเดือนนี้ได้เลย

ปก/ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส

#พนมนครรามา #หนังสารคดี #หนังมีชีวิต #พื้นที่เรียนรู้ #นครพนม #นครพนมโฟกัส

10/07/2026

เมื่อความเครียดในออฟฟิศไม่ใช่แค่เรื่อง “งานหนัก” แต่คือ “ภัยคุกคามทางสมอง”

สารจากหัวหน้างาน ถึงพนักงานที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะแฝง ในฐานะผู้นำองค์กร เรามักวัดผลความสำเร็จจากตัวเลข ผลงาน และเป้าหมายที่บรรลุ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างรุนแรงที่สุด นั่นคือ "สุขภาวะทางจิตใจของทีมงาน"

หลายครั้งเมื่อพนักงานคนหนึ่งเดินมาบอกว่าตนเองได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยภาวะจิตเวช ปฏิกิริยาแรกของหัวหน้างานมักเป็นการตั้งคำถามว่า “งานหนักไปหรือเปล่า?” หรือ “พนักงานคนนี้เปราะบางเกินไปไหม?”

แต่ในความเป็นจริงของโลกจิตเวชศาสตร์และระบบประสาท สาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ใช่ปริมาณงาน แต่คือ "พฤติกรรมทางอารมณ์อันแปรปรวนของผู้นำ"

1. เบื้องหลังวิทยาศาสตร์: พฤติกรรมแปรปรวนนั้นของผู้นำเปลี่ยนสมองพนักงานอย่างไร?ในทางชีววิทยา สมองของมนุษย์มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่า Amygdala ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคาม เมื่อพนักงานต้องทำงานภายใต้เจ้านายที่ใช้ความรุนแรงทางอารมณ์ ด้อยค่า คาดเดาไม่ได้ หรือควบคุมเกินขอบเขต สมองจะตีความว่าสถานที่ทำงานคือ "สมรภูมิที่เป็นอันตรายต่อชีวิต"

สภาวะสู้หรือหนี (Fight or Flight) สู่โรคแพนิก: ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol และ Adrenaline) อยู่ตลอดเวลา ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานหนักจนเกิดอาการใจสั่น หายใจไม่ออก หวาดกลัวอย่างรุนแรง ซึ่งพัฒนาไปสู่ โรคแพนิก

สภาวะชะงักและสิ้นหวัง (Freeze) สู่โรคซึมเศร้า: เมื่อความเครียดนั้นเรื้อรังยาวนาน และพนักงานรู้สึกว่า "หนีไม่ได้และเปลี่ยนอะไรไม่ได้" สมองจะเลือกกลไกการเอาชีวิตรอดขั้นสุดท้ายคือการตัดระบบพลังงาน (Freeze) เพื่อเซฟตัวเอง ซึ่งแสดงออกมาเป็นความสิ้นหวัง หดหู่ และ ภาวะซึมเศร้า

1.แง่คิดสำหรับเจ้านาย: พนักงานไม่ได้แกล้งป่วย หรือไม่มีความอดทน แต่ระบบประสาทของพวกเขาถูกทำลายด้วยสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างต่อเนื่อง

2. สำรวจตัวเอง: คุณกำลังเป็น "ตัวกระตุ้น" โรคของลูกน้องอยู่หรือไม่?
พฤติกรรมที่หัวหน้างานคิดว่าเป็นการ "เคี่ยวเข็ญ" หรือ "บริหารจัดการ" แท้จริงแล้วอาจเป็นสารพิษที่ทำร้ายทีมงานโดยไม่รู้ตัว ลองเช็กสัญญาณเตือนเหล่านี้

เน้นอารมณ์มากกว่าเนื้อหา: ดุด่า เหน็บแนม หรือวิจารณ์ที่ตัวบุคคล (Personal Attack) มากกว่าวิจารณ์ที่ตัวเนื้องาน

สร้างวัฒนธรรมความกลัว: ทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำผิดพลาดคือเรื่องคอขาดบาดตาย จนไม่กล้าคิดค้นสิ่งใหม่หรือพูดความจริง

ล้ำเส้นพื้นที่ปลอดภัย: สั่งงานอย่างไร้ทิศทางในเวลากลางคืน หรือคาดหวังให้พนักงานสแตนด์บายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จนสมองของพวกเขาไม่มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า 'ปลอดภัยแล้ว' เพื่อฟื้นฟูตัวเอง

3. คืน "พื้นที่ปลอดภัย" (Psychological Safety) เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การเป็นเจ้านายที่ดีไม่ใช่การสปอยล์ลูกน้องจนไม่ทำงาน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในเนื้องาน แต่ปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์
สื่อสารแบบมุ่งเน้นไปที่ข้อเท็จจริง สิ่งที่ต้องแก้ไข และทางออกร่วมกัน ตัดอารมณ์เชิงลบหรือการประชดประชันออกไป

เคารพสิทธิ์และเวลาพักผ่อน: การให้พนักงานได้ตัดวงจรความเครียดหลังเวลางาน ไม่ใช่แค่การรักษาสุขภาพจิตของพวกเขา แต่เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้สมองกลับมามีประสิทธิภาพในการทำงานวันรุ่งขึ้น

ตระหนักรู้ในอำนาจ : คำพูดหรืออารมณ์ของหัวหน้างานส่งแรงกระเพื่อมต่อจิตใจของลูกน้องมากกว่าที่คุณคิด การฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเองคือคุณสมบัติขั้นสูงสุดของผู้นำ

บทสรุป การดูแลใจทีมงาน คือการดูแลองค์กร การที่พนักงานคนหนึ่งป่วยเป็นแพนิกหรือซึมเศร้าจากหัวหน้างาน ท้ายที่สุดแล้วองค์กรจะต้องจ่ายราคาแพง ทั้งในแง่ของ Productivity ที่ลดลง, อัตราการลาออกที่สูง และบรรยากาศการทำงานที่เซื่องซึม

ก่อนที่จะถามหาประสิทธิภาพของงาน ลองหันมาสำรวจวิธีที่เรารับมือกับ "คน" ในทีม เพราะไม่มีผลงานชิ้นใดในโลกที่คุ้มค่ากับการแลกมาด้วยระบบประสาทที่พังทลายและความแตกสลายภายในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ที่อยู่

Nonthaburi
11150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ:

ทางลัด

แชร์