Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ (Children Mind) ,ทำชีวิตให้เข้าใจง่าย ด้วยศิล?

"เปลี่ยนจอให้เป็นใจ" หรือ "จอใจ" คือซี่รี่ย์ใหม่ของการเล่าเรื่องเด็กๆและครอบครัว ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สังคม ที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว เมื่อจอสมาร์ทโฟนเป็นมากกว่าชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูกจึงเปลี่ยนแปลงไป ให้จอกลับมาสานใจของทุกคนให้เท่าทัน และเข้าใจกันและกันมากขึ้น
V
V
V
ศิลปะสัมผัสหัวใจ (Children Mind) เป็นกระบวนการทางจิตบำบัดที่นำเอาเทคนิคทางศิลปะมาเป็นเครื่องมือ ในการบรรเทา ช่วยเหลือและเข้าใจสภาวะภายใน ผ่านการลากเส้น ระบายสีทำให้มองเห็นถึงความคิดและสภาพจิตใจได้ เพราะบางครั้ง เราไม่สามารถเล่าถึงความเจ็บปวดภายในออกมาเป็น 'คำพูด'

ทีมงานศิลปะสัมผัสใจขอขอบคุณผู้สนับสนุนอุดหนุนเลือกซื้อแก้วด้วยความคิดถึงในครั้งนี้ จำนวน 22 ใบ เราส่งต่อความสุขจากรายได้...
15/09/2026

ทีมงานศิลปะสัมผัสใจขอขอบคุณผู้สนับสนุนอุดหนุนเลือกซื้อแก้วด้วยความคิดถึงในครั้งนี้ จำนวน 22 ใบ เราส่งต่อความสุขจากรายได้ในครั้งนี้จำนวน 15% เป็นเงิน 1,200 บาท ร่วมสมทบทุนเข้ากองทุนผ้าป่านมผงเพื่อเด็กด้อยโอกาส ของสหทัยมูลนิธิ
ขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง..ด้วยจากใจจริง
ขอบคุณ West tree Art studio ที่เปิดพื้นที่แห่งโอกาสในครั้งนี้
ขอบคุณ ผลงานน่ารักๆจากฝีมือเด็กๆทุกคน
ด้วยความคิดถึง..แล้วพบกันใหม่ค่ะ

เปิดตัวผลงานครั้งแรกของปี2569เรากลับมาด้วยความคิดถึง❤️
12/09/2026

เปิดตัวผลงานครั้งแรกของปี2569
เรากลับมาด้วยความคิดถึง❤️

เรากลับมาแล้ววว...กลับมาด้วยความคิดถึงล้วนๆด้วยความคิดถึง..เราจึงกลับมาปีนี้ Children mind ศิลปะสัมผัสใจครบรอบ 14 ปีแล้ว...
08/09/2026

เรากลับมาแล้ววว...กลับมาด้วยความคิดถึงล้วนๆ

ด้วยความคิดถึง..เราจึงกลับมา
ปีนี้ Children mind ศิลปะสัมผัสใจครบรอบ 14 ปีแล้ว..
ด้วยความคิดถึง..
คิดถึงเด็กๆที่เคยนั่งวาดรูประบายสีอยู่ข้างกัน
คิดถึงสายตาเว้าวอนเพื่อขอสีนั้นสีนี้เพิ่ม
คิดถึงตอนนั่งฟังเรื่องราว..จากภาพจากความรู้สึก

คิดถึงรูปน่ารักๆชวนขำ
คิดถึงเพื่อนร่วมงานมองตาก็รู้ใจ
คิดถึงวันแรกที่หัวลำโพง

คิดถึงครั้งล่าสุดเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ครั้งนี้ทีมเราตั้งใจจะลองเอาภาพของเด็กๆ
มาทำเป็นแก้วเล็กๆที่ระลึก
แทนสัญลักษณ์ของการคิดถึงกัน

ชิลเด้นมายด์เกิดขึ้นง่ายๆ
จากความชอบและรักในสีและศิลปะ
เรายังคงทำงานกับเด็กเยาวชน
แม้ไม่บ่อยครั้งแต่ก็ไม่เคยหนีหายไปไหน
ครั้งนี้เราเปิดตัวอีกครั้ง..

แก้วเล็กๆที่ปรากฏรูปวาดฝีมือของเด็กๆจากหลากหลายที่
บางคนวาดครั้งแรก..
บางคนวาดไปร้องเพลงไป
บางคนวาดไปยิ้มไป
บางคนวาดเสร็จแล้วขอวาดเพิ่มอีก
ทุกคนน่าจะยังสบายดี..และคงมีบางเวลาที่คิดถึงกันบ้าง

ทั้งหมดเป็นผลงานที่รวบรวบเก็บสะสมมากว่า 14 ปี
ตั้งแต่ปีแรกจนถึงวันนี้
แก้วที่มีขนาดความสูง 7 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตรชุดนี้
จะเป็นตัวแทนของการกลับมาอีกครั้ง “ด้วยความคิดถึง” จริงๆ

เราอยากกลับมาทำงานบนฐานความเชื่อว่า
ความสุขเล็กๆเกิดขึ้นทันทีหลังจากเราจดพู่กัน
ความสงบนั้นสร้างพื้นที่อิสระในใจ
เป็นความทรงจำแสนสุขไว้เพื่อนึกถึงกันในวันที่ไม่ได้ดังใจ

แก้วจำนวน 98 ใบ คละลายคละรูปทรง ราคา 350 บาท
รายได้จากการขายในครั้งนี้ 10% (ไม่หักค่าใช้จ่าย)
เราแบ่งเข้าร่วมโครงการผ้าป่านมผง สหทัยมูลนิธิ
เพราะการแบ่งปันทำให้เราคิดถึงผู้อื่นมากตัวเราเองเสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน ด้วยความคิดถึงทั้งหมดของเรา
เราจึงขอกลับมาอีกครั้ง..

พบกับแก้วแห่งความคิดถึงทุกใบได้ที่
บูท G22 : West tree art studio
West tree Art studio
พันธมิตรต้นไม้ใหญ่ผู้ใจดี
ถ้าคิดถึงพวกเราก็มาเจอกันนะคะ

10/07/2026

"ห้องสมุดคือพื้นที่แห่งความสุข"

เป็นคำพูดของไมเคิล ทรีทส์ (Mychal Threets) บรรณารักษ์ที่เป็นไวรัล จากการสร้างแรงบันดาลใจให้คนนับล้าน ในเรื่องเกี่ยวกับห้องสมุด

จนได้รับเลือกให้เป็นทูตวัฒนธรรมของสมาคมห้องสมุดอเมริกัน (ALA) ในปี 2569

________________
❤️ จากเด็กจัดหนังสือ
สู่ "ทูตแห่งความสุข" ของห้องสมุดระดับโลก
________________

● ไมเคิลเป็นเด็กโฮมสคูล ทำบัตรห้องสมุดครั้งแรกตอนอายุ 5 ขวบ และเมื่อได้เข้าไปในห้องสมุด ที่นั่นก็ได้กลายเป็นโลกใบสำคัญของเขา

● จากการเป็นเพียงนักอ่านสมาชิกคนหนึ่ง ไมเคิลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนจัดเรียงหนังสือของห้องสมุด แม้เป็นเพียงตำแหน่งเล็กๆ แต่ไมเคิลก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่

● จากตำแหน่งเล็กๆ ที่ดูไม่สำคัญอะไร แต่ไมเคิลเรียนรู้และไต่เต้าด้วยความสามารถ จนในที่สุดก็ได้เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์!

● ห้องสมุดแห่งนั้น ชื่อว่าห้องสมุดประชาชนโซลาโน (Solano County Library) ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

● ในระหว่างการทำงานในห้องสมุด ไมเคิลมักจะนำเอาเรื่องราวของตนเอง เช่น การต่อสู้กับปัญหาชีวิต ปัญหาสุขภาพจิต มาบอกเล่าอย่างเปิดเผย เพื่อจะสื่อสารว่า

เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้เพราะมีห้องสมุด และเขา " #อยากให้ห้องสมุดเป็นพื้นที่เซฟโซนที่ต้อนรับและเยียวยาทุกคนได้"

● ไมเคิลเติบโตขึ้นอย่างดีงาม จนปัจจุบันมีงานเป็นพิธีกรรายการเด็กชื่อดังอย่าง "สายรุ้งแห่งการอ่าน" (Reading Rainbow) อีกด้วย

________________
❤️ ภารกิจชวนคนออกไป "ค้นหาความสุข" (Find Your Joy)
________________

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ และทำให้คลิปของไมเคิลกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก คือความมุ่งมั่นที่อยากให้ทุกคนก้าวเท้าเข้าห้องสมุด

เพื่อ #ค้นหาความสุขในแบบฉบับของตัวเอง ผ่านธีมการรณรงค์และหนังสือเล่มแรกของเขา "ดีใจจังที่คุณอยู่ตรงนี้" (I'm So Happy You're Here)

ไมเคิลมองว่า ห้องสมุดไม่ใช่แค่ที่เก็บหนังสือ แต่คือสถานที่อบอุ่น เป็นเซฟโซน และเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกกลุ่ม
"การเข้าห้องสมุดทำให้ผมค้นพบความสุข และผมคิดว่ายังมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่อีกมากมายที่ยังไม่ได้เจอความสุขในห้องสมุด ผมตื่นเต้นแทนพวกเค้ามากนะ!

"เมื่อพวกเค้าก้าวเข้าสู่โลกของห้องสมุดและเสพเรื่องราวต่างๆ ในนั้น ผมมั่นใจว่าไม่แค่พวกเค้าจะได้เจอความสุข ทุกคนยังจะได้เชื่อมั่นในเรื่องราวของชีวิตตัวเอง และสามารถแบ่งปันออกไปสู่ผู้คนอื่นๆ ได้ด้วย"
คำพูดของไมเคิลมาจากประสบการณ์ตรงของเขา ที่มักทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวของตนเองเสมอ โดยทุกครั้งจะย้ำในประเด็นสำคัญว่า

"ไม่ว่าเจออะไรมาจากข้างนอก ห้องสมุดและผมจะยินดีต้อนรับคุณเสมอ เราจะบอกคุณเสมอว่า ยินดีต้อนรับ ดีจังที่คุณมาที่นี่!"
❤️ ห้องสมุดจินดา นำเรื่องราวของไมเคิล ผู้ค้นพบความสุขในห้องสมุด และยังพยายามแบ่งปันความรู้สึกของการค้นพบออกไปอย่างกว้างขวางมาบอกเล่าอีกต่อหนึ่ง

เพราะอยากชวนทุกๆ คนว่า หากมีเวลาและโอกาส อยู่ที่ไหนก็ตาม ลองเดินเข้าห้องสมุดดูนะคะ

บางทีคุณเองก็จะได้เจอ "ความสุข" และ "แรงบันดาลใจ" ที่ซ่อนอยู่ในชั้นหนังสือ หรือในบริเวณพื้นที่ของห้องสมุด

ส่วนถ้าอยู่ในอำเภอพร้าว มาเยือน #ห้องสมุดจินดา ได้ค่ะ ที่นี่ก็มีความสุขมากมายรอแบ่งปัน และอยากให้คุณเช็กอินบอกเล่าความสุขจากห้องสมุดไปด้วยกัน ☺️

📌 ที่มา https://shorturl.asia/Z0FHJ


#แรงบันดาลใจ #ห้องสมุด
#ข่าวห้องสมุด
#ห้องสมุดทั่วโลก #หนังสือ
#ห้องสมุดจินดา

10/07/2026

“พนมนครรามา” ปลุกชีวิตอีสานผ่านหนังสารคดี จักรวาลความทรงจำและฮอยเวลา

การเดินทางของความทรงจำ วัฒนธรรม และรากเหง้าของชาวอีสาน ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นและจัดวางในพื้นที่ร่วมสมัยอีกครั้งในโปรเจกต์ “เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี” ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม “พนมนครรามา” ภายใต้การสนับสนุนของ หอภาพยนตร์ (Public Organization) หรือ Thai Film Archive โดยเริ่มต้นปักหมุดฉายสัปดาห์แรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม บรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีทั้งกลุ่มนักเรียน คนรุ่นใหม่ ผู้จัดงาน และผู้กำกับภาพยนตร์ มาร่วมล้อมวงล้มกระดานความคิด แลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างเข้มข้นในหัวข้อเสวนา “จักรวาลบ้าน จักรวาลความทรงจำ : ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา”

ก่อนที่วงเสวนาจะเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันดิ่งลึกเข้าไปในโลกภาพยนตร์ผ่านการฉายหนังสารคดีอีสาน 2 เรื่องที่มีอัตลักษณ์และรสชาติที่แตกต่าง ทว่ากลับเชื่อมโยงกันด้วยมิติของ "พื้นที่" และ "การดิ้นรน" ของผู้คน

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เปิดฉาย คือ “จนกว่าจะวายชีวาวาตม์” ภาพยนตร์สั้นความยาว 11.45 นาที ผลงานกำกับโดย ประกาศิต สอดศรี หนังพาผู้ชมไปเฝ้ามองชีวิตของ "ส่อย" และ "เหี่ยน" สองนักเรียนชายจากชนบทอีสานที่มานั่งปรับทุกข์กันในป่าริมบึงหลังโรงเรียน กับบทสนทนาที่ซื่อตรงแต่กลับกรีดลึกของทั้งคู่เต็มไปด้วยความฝัน อนาคต และความลังเลใจว่าจะเลือกย้ายเข้าไปแสวงโชคในกรุงเทพมหานครดีหรือไม่ หนังสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจของเด็กต่างจังหวัดว่าเมืองหลวงอันศิวิไลซ์อาจเข้ามาทำลายล้างความไร้เดียงสาและวิถีชีวิตวัยเด็กของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นเสียดสีเชิงปรัชญาที่ทิ้งคำถามสำคัญให้ผู้ชมต้องกลับไปขบคิดต่อว่า "การอยู่อีสานต่อไปนั้น ชีวิตต่างจากผีอย่างไร?" ซึ่งผลงานชิ้นนี้เคยได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรม Open Call และเทศกาลภาพยนตร์ต่าง ๆ มาแล้ว ในฐานะภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองชีวิตของเด็กต่างจังหวัดได้อย่างถึงแก่น

ถัดมาเป็นการฉายภาพยนตร์เรื่อง “Mandala (Rivulet of Universe)” กำกับโดย พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับหนุ่มจากอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภูมิทัศน์และตำนานของบ้านเกิด พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อ "เรื่องเล่า" ที่ผู้คนยึดถือ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับประวัติศาสตร์ภูมิภาค โดยตัวหนังดัดแปลงมาจากตำนาน "ท้าวปาจิต–นางอรพิม" เรื่องเล่าปรัมปราที่สืบทอดมายาวนานในแถบไทย ลาว และกัมพูชา เล่าเรื่องผ่านการเดินทางของชายชาวกัมพูชาพลัดถิ่นผู้มีผัสสะพิเศษ สามารถรับรู้ถึงการทับซ้อนของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นำไปสู่การออกค้นหาความหมายของสถานที่ ผู้คน และความทรงจำที่ยังคงหล่อหลอมชีวิตในปัจจุบัน ทั้งนี้ Mandala ถือเป็นภาพยนตร์ไทยนอกกระแสที่ประสบความสำเร็จในเวทีสากล โดยได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ International Film Festival Rotterdam, Beijing International Film Festival และ Silk Road International Film Festival

หลังภาพยนตร์ 2 เรื่องจบลง มีการล้อมวงเสวนาคุยประเด็นกันต่อ ประกอบด้วย วีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ จากกลุ่มดูหนังในห้องนั้น, พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Mandala, ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี จากกลุ่มคนเคลื่อนเมือง และธีรยุทธ์ วีระคำ จากพนมนครรามา เป็นผู้ดำเนินรายการ

คุณศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ได้ถ่ายทอดความรู้สึก โดยเชื่อมโยงชีวิตตัวเองเข้ากับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องว่า ในอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน ด้วยความที่เป็นคนนครพนมแต่กำเนิด เธอกลับมีความรู้สึกไม่อยากเป็นคนนครพนม ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองเป็นคนอีสาน จึงเลือกที่จะออกไปแสวงหาตัวตนในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นานถึง 20 ปี และไปอยู่เชียงใหม่อีก 6-7 ปี เพราะในเวลานั้นมองไม่เห็นเลยว่าบ้านเกิดของตัวเองมีดีอะไร แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา เมื่อเธอได้ย้ายกลับมาอยู่บ้าน และนั่นทำให้เธอตกหลุมรักนครพนมอย่างหมดใจ จนกล้าที่จะพูดภาษาอีสานได้อย่างภาคภูมิใจ

"เมือง ๆ หนึ่งมันประกอบไปด้วยคนเยอะมาก นครพนมเองก็มีคนอยู่มากมาย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีทั้งคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า และคนที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา กลุ่มคนเคลื่อนเมืองที่เราทำ จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ที่อยากเล่าเรื่องเมืองตัวเองในมุมมองใหม่ ๆ ผ่านศิลปะและพื้นที่สร้างสรรค์ แต่สิ่งสำคัญคือคนรุ่นเก่าต้องยอมรับการตีความและการเล่าเรื่องแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่ด้วย หากคอยแต่ตำหนิและไม่สนับสนุน วัฒนธรรมก็จะไม่เกิดการขับเคลื่อน เพราะมันจะถูกแช่แข็งไว้แบบเดิม เล่าแบบเดิม สุดท้ายแล้วความรักในบ้านเกิดมันบังคับกันไม่ได้ ถ้าเขาจะรัก เขาจะรู้สึกและรักมันด้วยตัวของเขาเอง" ศรีมาลาฌ์ กล่าว

ทางด้าน คุณธีรยุทธ์ วีระคำ ได้ให้มุมมองเสริมว่า ทั้งศรีมาลาฌ์และพสธร มีจุดเด่นร่วมกัน คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่น เช่นเดียวกับโปรเจกต์ Phimailongweek ที่ผู้กำกับหนุ่มเคยทำ ซึ่งเป็นการดึงคนรุ่นใหม่ให้มากินนอนและทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความเข้าใจในรากเหง้า แต่ยังสามารถต่อยอดภาพยนตร์ไปสู่เชิงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน

ขณะที่ คุณวีระยุทธ ทรัพย์ประเสริฐ ได้พูดถึงเสน่ห์ของพื้นที่ชมภาพยนตร์ทางเลือกภายนอกโรงภาพยนตร์กระแสหลักว่า บรรยากาศการชมภาพยนตร์แบบ "ไมโคร" (Micro-cinema) เช่นนี้หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่มันมีความวิเศษตรงที่สามารถดึงผู้คนฟีลเดียวกันมานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูล และตั้งคำถามร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพยนตร์ได้ทำลายกำแพงระหว่างเมืองหลวงกับต่างจังหวัดไปแล้วผ่านระบบออนไลน์และการกระจายพื้นที่ฉาย ซึ่งประเด็นในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นโคราชหรือนครพนม ต่างก็มีวัตถุดิบอีกมากมายที่สามารถนำมาต่อยอดเล่าเรื่องได้ ไม่ว่าจะผ่านภาพถ่าย ศิลปะ หรือประติมากรรม

พสธร วัชรพาณิชย์ ผู้กำกับเรื่อง Mandala ได้เปิดเผยถึงสารตั้งต้นและเบื้องหลังการทำงานว่า หนังเรื่องนี้ต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ (Thesis) ของตนเองเกี่ยวกับเส้นทางโบราณ ในช่วงอายุ 21-22 ปี ซึ่งเป็นการทำหนังด้วยตัวเองโดยไม่มีทุนหนุนหลังเพื่อผลกำไร โจทย์ของเขาคือการเสาะหาเรื่องเล่าในบ้านเกิดที่อำเภอพิมาย หลังจากที่ตนเองต้องไปเติบโตและเรียนหนังสือที่อื่นจนแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเกิดเลย การทำหนังเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนการขุดค้นเข้าไปในตัวตนและพื้นที่ เพื่อค้นหาเนื้อหา กลิ่น และรสชาติใหม่ ๆ

พสธร เล่ามถึงกลยุทธ์การนำเสนอว่า พิมายมีการจัดงานแสงสีเสียงที่ปราสาทหินเป็นประจำทุกปีในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งดีในแง่การอนุรักษ์ แต่ตนต้องการนำสิ่งนั้นมาตีความใหม่ในทิศทางร่วมสมัย แม้การถ่ายทำจะไม่ได้เป๊ะตามแผนเนื่องจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ แต่สุดท้ายมันทำให้หนังออกมามีชีวิต และการที่หนังได้มีโอกาสไปฉายในเวทีนานาชาติก่อนจะกลับมาฉายในพื้นที่ ก็เป็นกลยุทธ์การ "ตีกระแสจากข้างนอก" เพื่อให้คนในท้องถิ่นหันกลับมาสนใจและมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว

โปรเจกต์ "เบิ่งอีสานผ่านหนังสารคดี" โดย พนมนครรามา จะยังคงขับเคลื่อนความรู้และความบันเทิงอย่างต่อเนื่องตลอดทุกวันเสาร์ของเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้ ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป ที่ภัตตาคารแม่น้ำพร จังหวัดนครพนม โดยในสัปดาห์ถัดไปมีโปรแกรมที่น่าติดตามดังนี้

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี ของภาพยนตร์สารคดีระดับตำนาน “เสือร้องไห้” (Crying Tiger) ผลงานโดย สันติ แต้พานิช สารคดีไทยทรงพลังที่ยังคงส่งเสียงถึงสังคมไทยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ การดิ้นรน ความฝัน และศักดิ์ศรีของคนอีสานในเมืองใหญ่ พร้อมวงเสวนาในหัวข้อ "บ้าหอบฝัน...ชีวิตจริงยิ่งกว่าหนังสารคดี" ร่วมกับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569 พบกับโปรแกรมพิเศษ “อ่านแม่น้ำโขง” ที่จะพาผู้ชมดิ่งลึกไปกับเรื่องราวสายน้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรมร่วมราก

ภาพยนตร์และวงเสวนาที่เกิดขึ้นในพื้นที่เล็ก ๆ ของจังหวัดนครพนม แสดงให้เห็นว่า "ฮอยคน ฮอยเมือง ฮอยเวลา" ของชาวอีสาน ยังคงได้รับการสืบทอด ตีความ และส่งเสียงขับเคลื่อนสังคมอย่างต่อเนื่อง ใครที่สนใจชมหนังสารคดีอีสานเจอกันทุกวันเสาร์ตลอดทั้งเดือนนี้ได้เลย

ปก/ข่าว/บทความ : นครพนมโฟกัส

#พนมนครรามา #หนังสารคดี #หนังมีชีวิต #พื้นที่เรียนรู้ #นครพนม #นครพนมโฟกัส

10/07/2026

เมื่อความเครียดในออฟฟิศไม่ใช่แค่เรื่อง “งานหนัก” แต่คือ “ภัยคุกคามทางสมอง”

สารจากหัวหน้างาน ถึงพนักงานที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะแฝง ในฐานะผู้นำองค์กร เรามักวัดผลความสำเร็จจากตัวเลข ผลงาน และเป้าหมายที่บรรลุ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าส่งผลกระทบต่อองค์กรอย่างรุนแรงที่สุด นั่นคือ "สุขภาวะทางจิตใจของทีมงาน"

หลายครั้งเมื่อพนักงานคนหนึ่งเดินมาบอกว่าตนเองได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยภาวะจิตเวช ปฏิกิริยาแรกของหัวหน้างานมักเป็นการตั้งคำถามว่า “งานหนักไปหรือเปล่า?” หรือ “พนักงานคนนี้เปราะบางเกินไปไหม?”

แต่ในความเป็นจริงของโลกจิตเวชศาสตร์และระบบประสาท สาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดภาวะเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ใช่ปริมาณงาน แต่คือ "พฤติกรรมทางอารมณ์อันแปรปรวนของผู้นำ"

1. เบื้องหลังวิทยาศาสตร์: พฤติกรรมแปรปรวนนั้นของผู้นำเปลี่ยนสมองพนักงานอย่างไร?ในทางชีววิทยา สมองของมนุษย์มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เรียกว่า Amygdala ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับภัยคุกคาม เมื่อพนักงานต้องทำงานภายใต้เจ้านายที่ใช้ความรุนแรงทางอารมณ์ ด้อยค่า คาดเดาไม่ได้ หรือควบคุมเกินขอบเขต สมองจะตีความว่าสถานที่ทำงานคือ "สมรภูมิที่เป็นอันตรายต่อชีวิต"

สภาวะสู้หรือหนี (Fight or Flight) สู่โรคแพนิก: ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol และ Adrenaline) อยู่ตลอดเวลา ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานหนักจนเกิดอาการใจสั่น หายใจไม่ออก หวาดกลัวอย่างรุนแรง ซึ่งพัฒนาไปสู่ โรคแพนิก

สภาวะชะงักและสิ้นหวัง (Freeze) สู่โรคซึมเศร้า: เมื่อความเครียดนั้นเรื้อรังยาวนาน และพนักงานรู้สึกว่า "หนีไม่ได้และเปลี่ยนอะไรไม่ได้" สมองจะเลือกกลไกการเอาชีวิตรอดขั้นสุดท้ายคือการตัดระบบพลังงาน (Freeze) เพื่อเซฟตัวเอง ซึ่งแสดงออกมาเป็นความสิ้นหวัง หดหู่ และ ภาวะซึมเศร้า

1.แง่คิดสำหรับเจ้านาย: พนักงานไม่ได้แกล้งป่วย หรือไม่มีความอดทน แต่ระบบประสาทของพวกเขาถูกทำลายด้วยสภาวะแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างต่อเนื่อง

2. สำรวจตัวเอง: คุณกำลังเป็น "ตัวกระตุ้น" โรคของลูกน้องอยู่หรือไม่?
พฤติกรรมที่หัวหน้างานคิดว่าเป็นการ "เคี่ยวเข็ญ" หรือ "บริหารจัดการ" แท้จริงแล้วอาจเป็นสารพิษที่ทำร้ายทีมงานโดยไม่รู้ตัว ลองเช็กสัญญาณเตือนเหล่านี้

เน้นอารมณ์มากกว่าเนื้อหา: ดุด่า เหน็บแนม หรือวิจารณ์ที่ตัวบุคคล (Personal Attack) มากกว่าวิจารณ์ที่ตัวเนื้องาน

สร้างวัฒนธรรมความกลัว: ทำให้พนักงานรู้สึกว่าการทำผิดพลาดคือเรื่องคอขาดบาดตาย จนไม่กล้าคิดค้นสิ่งใหม่หรือพูดความจริง

ล้ำเส้นพื้นที่ปลอดภัย: สั่งงานอย่างไร้ทิศทางในเวลากลางคืน หรือคาดหวังให้พนักงานสแตนด์บายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จนสมองของพวกเขาไม่มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า 'ปลอดภัยแล้ว' เพื่อฟื้นฟูตัวเอง

3. คืน "พื้นที่ปลอดภัย" (Psychological Safety) เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
การเป็นเจ้านายที่ดีไม่ใช่การสปอยล์ลูกน้องจนไม่ทำงาน แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายในเนื้องาน แต่ปลอดภัยในเชิงความสัมพันธ์
สื่อสารแบบมุ่งเน้นไปที่ข้อเท็จจริง สิ่งที่ต้องแก้ไข และทางออกร่วมกัน ตัดอารมณ์เชิงลบหรือการประชดประชันออกไป

เคารพสิทธิ์และเวลาพักผ่อน: การให้พนักงานได้ตัดวงจรความเครียดหลังเวลางาน ไม่ใช่แค่การรักษาสุขภาพจิตของพวกเขา แต่เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้สมองกลับมามีประสิทธิภาพในการทำงานวันรุ่งขึ้น

ตระหนักรู้ในอำนาจ : คำพูดหรืออารมณ์ของหัวหน้างานส่งแรงกระเพื่อมต่อจิตใจของลูกน้องมากกว่าที่คุณคิด การฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเองคือคุณสมบัติขั้นสูงสุดของผู้นำ

บทสรุป การดูแลใจทีมงาน คือการดูแลองค์กร การที่พนักงานคนหนึ่งป่วยเป็นแพนิกหรือซึมเศร้าจากหัวหน้างาน ท้ายที่สุดแล้วองค์กรจะต้องจ่ายราคาแพง ทั้งในแง่ของ Productivity ที่ลดลง, อัตราการลาออกที่สูง และบรรยากาศการทำงานที่เซื่องซึม

ก่อนที่จะถามหาประสิทธิภาพของงาน ลองหันมาสำรวจวิธีที่เรารับมือกับ "คน" ในทีม เพราะไม่มีผลงานชิ้นใดในโลกที่คุ้มค่ากับการแลกมาด้วยระบบประสาทที่พังทลายและความแตกสลายภายในจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ที่อยู่

Nonthaburi
11150

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ส่งข้อความของคุณถึง Children Mind ศิลปะสัมผัสใจ-เปลี่ยนจอเป็นใจ:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่