29/07/2026
พระเศียรพระพุทธรูป
ศิลปะทวารวดีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย เดิมเป็นพิพิธภัณฑสถานมณฑลพายัพ
ซึ่งมีการรวบรวมโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่พบในภาคเหนือ ต่อมาได้มีการเคลื่อนย้ายมาจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ณ บริเวณถนนอินทยงยศ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘
และได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒
พบว่ามีการรวบรวมเศียรพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีสร้างจากหินทรายอยู่ในพิพิธภัณฑ์จำนวนหนึ่ง และปัจจุบันได้จัดแสดงในห้องจัดแสดงนิทรรศการ หริภุญไชยรากฐานล้านนา
ทวารวดี เป็นชื่อเรียกวัฒนธรรมโบราณที่ก่อกำเนิดขึ้นบริเวณที่ราบภาคกลางของประเทศไทยประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ จากหลักฐานจารึกเหรียญเงินที่พบในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย ที่จารึกด้วยอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤตว่า “ศรีทวารวติ ศวรปุณยะ”
แปลว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี สอดคล้องกับบันทึกของพระภิกษุเหี้ยนจัง ที่กล่าวถึงดินแดนที่อยู่ระหว่างศรีเกษตรในพม่า และอีศานปุระ กัมพูชา จึงได้นำคว่าทวารวดีมาใช้เรียกชื่องานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมนี้ด้วย
จากตำนานจามเทวีวงศ์ซึ่งเป็นตำนานที่แต่งขึ้นโดยพระโพธิรังสีเถระ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ได้กล่าวถึงพระนางจามเทวี ธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองละโว้หรือลพบุรี ที่ถูกส่งมาครองเมืองหริภุญไชย พร้อมทั้งคณะพระสงฆ์ผู้ทรงพระไตรปิฎก หมู่ปะขาวหรือนักบวชที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล จำนวน ๕๐๐ คน รวมถึงกลุ่มช่าง นักปราชญ์ผู้มีความรู้ต่างๆ ๕๐๐ คน ซึ่งการขึ้นมาของพระนางจามเทวีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมทั้งนำเอาศิลปะวิทยาการต่างๆ ขึ้นมายังดินแดนตอนเหนือของไทย ทำให้ปรากฏงานศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนาทีมีในรูปแบบทวารวดี โดยเฉพาะกลุ่มพระเศียรของพระพุทธรูปที่ทำจากหินทราย ซึ่งมีลักษณะโดยทั่วไปของพระพุทธรูปคือ พระเศียรสลักติดกับประภาวลี (แผ่นหินที่ติดกับองค์พระพุทธรูปคือจำลองจากรัศมีหรือแสงที่ปรากฏออกรอบพระวรกายของพระพุทธเจ้า) พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระอุษณีษะนูนเพียงเล็กน้อย พระศกเป็นขมวดขนาดใหญ่ พระนลาฏกว้าง พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรเหลือบต่ำ พระโอษฐ์บาง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอมารวดีและคุปตะจากอินเดียที่รุ่งเรืองอยู่ในขณะนั้น
พระเศียรพระพุทธรูปเหล่านี้สันนิษฐานว่าคงเป็นกลุ่มโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่มีการเคลื่อนย้ายมาพร้อมกับการขึ้นมาของผู้คนในวัฒนธรรมทวารวดีจากพื้นที่เมืองลพบุรีหรือละโว้ซึ่งอยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย ที่มีความรุ่งเรื่องอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ สอดคล้องกับลักษณะของผังเมืองหริภุญไชยที่เป็นคูน้ำคันดินแบบวงรี หรือ การพบโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่คล้ายคลึงกันกับที่พบในวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางจากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้แก่ ตุ๊กตาคนจูงลิง ชิ้นส่วนหม้อมีสัน หรือข้อสันนิษฐานอีกแนวทางหนึ่งคือพระพุทธรูปเหล่านี้อาจสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาจากกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลาง ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวัสดุ ประกอบกับได้รับอิทธิพลทางด้านรูปแบบศิลปะที่ได้รับจากศิลปะพุกามในพม่าที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในขณะนั้นจนกลายรูปแบบเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริงคือ เม็ดพระศกเริ่มมีขนาดเล็กลง พระเนตรเบิกโพลง มีแนวไรพระมัสสุบริเวณพระโอษฐ์ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงวัสดุและเทคนิคไปเป็นการปั้นด้วยปูนหรือดินเผา
อ้างอิง
ผาสุข อินทราวุธ และคณะ. รายงานการวิจัยเรื่อง การศึกษาร่องรอยอารยธรรมโบราณจากหลักฐานโบราณคดีในเขตจังหวัดลำพูนก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๓๖.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๖๕.
สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะหริภุญไชย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๗.