พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. RAMA9 MUSEUM

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. RAMA9 MUSEUM Rama9 Museum Thailand
(1)

นักล่าไร้ตา: ไขความลับ "เห็บ" จู่โจมเหยื่ออย่างไรโดยไม่ใช้ตา ?เห็บ เป็นหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่ใครหลาย ๆ คนต่างกลัว แต่ในมุมม...
22/09/2026

นักล่าไร้ตา: ไขความลับ "เห็บ" จู่โจมเหยื่ออย่างไรโดยไม่ใช้ตา ?
เห็บ เป็นหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่ใครหลาย ๆ คนต่างกลัว แต่ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ พวกมันกลับมีเรื่องราวการเอาชีวิตรอดที่น่าสนใจมาก ทั่วโลกมีเห็บมากกว่า 1,000 กว่าชนิด และส่วนใหญ่ "ไม่มีตา" จึงเกิดคำถามว่า เห็บที่ไม่มีตา บินไม่ได้ กระโดดไม่เป็น จะหาอาหารและจู่โจมเหยื่อได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร ?

ต่อให้เห็บส่วนใหญ่จะไม่มีตา แต่เห็บมีสิ่งที่ทดแทนสายตา คือ "อวัยวะฮัลเลอร์" ซึ่งเป็นกระจุกเซลล์รับความรู้สึกพิเศษอยู่ที่บริเวณปลายขาคู่หน้าสุด ทำหน้าที่เหมือนเรดาร์ตรวจจับชีวภาพ ที่มีความไวสูงมาก สามารถรับรู้
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากลมหายใจของเหยื่อ

รังสีความร้อน: จากอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลือดอุ่น
กลิ่นและฟีโรโมน: สารเคมีอย่างกรดแลคติกและกรดบิวทีริกที่ระเหยจากผิวหนัง

เพราะฉะนั้นต่อให้เห็บไม่มีตาก็สามารถที่จะจับเหยื่อ และหาเหยื่อได้อย่างว่องไว และเมื่อเห็บตรวจจับเหยื่อได้แล้ว เห็บจะไต่ขึ้นไปบนยอดหญ้าหรือปลายใบไม้ แล้ว "ชูขาคู่หน้าขึ้นฟ้า" เหมือนการกางเสาอากาศรับสัญญาณเมื่อมีคนหรือสัตว์เดินผ่าน ขาที่มีตะขอเล็กๆ ของมันจะเกี่ยวติดกับขนหรือเสื้อผ้าทันทีในเสี้ยววินาที นั้นเอง

พฤติกรรมต่าง ๆ ของเห็บที่แสดงออกมานั้น สะท้อนถึงวิวัฒนาการตลอดหลายล้านปี แม้จะไร้ตาและไม่มีปีก แต่เห็บก็ปรับตัวจนกลายเป็นนักล่าที่แม่นยำ เพื่อการดำรงชีวิตรอด โลกของธรรมชาติยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่อาจมีอวัยวะไม่ครบเหมือนเรา แต่ธรรมชาติมักจะสร้างสิ่งทดแทนเพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้
อ้างอิง
Sonenshine, D. E., & Roe, R. M. (2013). Biology of Ticks (Vol. 1 & 2). Oxford University Press.
Guglielmone, A. A., et al. (2010). The Argasidae, Ixodidae and Nuttalliellidae (Acari: Ixodida) of the world: a list of valid species names. Zootaxa, 2528(1), 1-28.

เขียน/เรียบเรียง: Nat.เมย์ (สิรีพัชร จีนสิน)
กราฟิก: เป็ก อนุภาส

สีสันพรรณไม้บนหินทรายช่วงปลายฤดูฝน🌧️ก่อนการสิ้นสุดของฤดูฝน เราเดินทางไปสำรวจพรรณไม้ในจังหวัดนครพนมและบึงกาฬ แต่ความพิเศษ...
18/09/2026

สีสันพรรณไม้บนหินทรายช่วงปลายฤดูฝน

🌧️ก่อนการสิ้นสุดของฤดูฝน เราเดินทางไปสำรวจพรรณไม้ในจังหวัดนครพนมและบึงกาฬ แต่ความพิเศษคือการได้ฟังเรื่องราวธรณีสัณฐานจากนักธรณีและนักบรรพชีวิน

“ไม่ว่าจะเป็นภูลังกา ถ้ำนาคา-นาคี ภูทอก ภูสิงห์ และภูวัว ต่างก็เป็นหินในกลุ่มหินโคราช หมวดหินภูทอก หมู่หินภูทอกน้อย ซึ่งลักษณะทางธรณีวิทยาเป็นหินทรายเนื้อละเอียด สีแดงสลับลายริ้วสีขาว ราวกับสีของชาเย็น”
🌿
การเป็นหมู่หินในหมวดหินเดียวกัน จึงเป็นปัจจัยทางกายภาพที่สำคัญในการกำหนดขอบเขตการกระจายพันธุ์ของชนิดพืช และไม่แปลกใจเลย ที่หลายชนิดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่พบในพื้นที่นครพนมและบึงกาฬ เท่านี้

หินแต่ละก้อนเปรียบเสมือนระบบนิเวศหรือป่าขนาดย่อม ที่ถูกปกคลุมไปด้วยพรรณไม้ดอกหลากสี รวมถึงพืชกลุ่มไม่มีเนื้อเยื่อลำเลียง (ไบรโอไฟต์) อย่างมอสส์ ลิเวอร์เวิร์ต และฮอร์นเวิร์ต ที่ทำให้หินดูมีชีวิตมากยิ่งขึ้น
🌱
ตลอดเส้นทางสำรวจเต็มไปด้วย “เทียนทราย - Impatiens sp.” ที่อวดโฉมดอกสีชมพู ตัดกับสีเขียวของใบพืชวงศ์บุกบอน (Araceae) และพืชวงศ์ตำแย (Urticaceae)

พืชวงศ์ชาฤาษี (Gesneriaceae) หรือมักถูกเรียกว่า “เจสเนอร์” เป็นอีกหนึ่งวงศ์ที่มีดอกสวยสะดุดตาคอยประดับประดาแต่งแต้มสีสันบนหินแต่ละก้อน
🌼
TIP: ลักษณะเด่นของพืชในวงศ์ชาฤาษี คือ พืชล้มลุกหรือไม้พุ่มที่มีดอกสมมาตรด้านข้าง กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดดอก

◾️เจสเนอร์ 2 ชนิดที่ยกให้เป็นไฮไลท์ครั้งนี้ คือ “กระดิ่งดอกขาวภูลังกา” และ “ข้าวก่ำภูวัว” ซึ่งได้รับการบรรยายเป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
🌼
▪️กระดิ่งดอกขาวภูลังกา หรือ กระดิ่งขาวลำโขง - Didymocarpus mekongensis Nangngam & Suddee มีดอกสีขาว หลอดดอกยาวคล้ายกระดิ่ง คำระบุชนิด mekongensis ตั้งตามกระจายพันธุ์ที่ลุ่มน้ำโขง

▪️ข้าวก่ำภูวัว - Didymocarpus phuwuaensis Nangngam, D.J. Middleton & Suddee มีดอกสีม่วงเข้มหรือม่วงดำ หลอดดอกยาวคล้ายกระดิ่ง คำระบุชนิด phuwuaensis ตั้งตามชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวซึ่งเป็นสถานที่พบครั้งแรก
🌼
นอกจากนี้ ยังพบเจสเนอร์ สกุลหยาดหรือคำหยาด (Microchirita spp.) หลากหลายชนิดบนก้อนหิน เช่น หยาดตาดโพธิ์ (M. tadphoensis) หยาดเนตร (M. bimaculata) และ หยาดขาว (M. hamosa)

◾️อีกไฮไลท์ คือ “ต่างไก่ภูลังกา - Polygala malesiana Adema” ไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ช่อแน่น ดอกสีม่วงอ่อน มีผลรูปหัวใจสีเขียว และ ดาดชมพู - Begonia hymenophylla Gagnep. บีโกเนียขนาดเล็ก ดอกมีชมพู ใบคล้ายกับใบของผักชี
🌼🌿
และยังมีพืชในวงศ์ขิงดอกสีเหลืองที่ขึ้นตามหน้าผาและซอกหิน เช่น เปราะภูวัว (Monolophus bracteatus) และหงส์เหิน (Globba spp.) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ดอกของพรรณไม้เหล่านี้ที่แต่งแต้มสีสันให้กับหินแต่ละก้อน จะปรากฏขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ในปลายฤดูฝน ก่อนที่จะเหี่ยวเฉาในช่วงแล้ง ทิ้งไว้เพียงเหง้าบนก้อนหินและเมล็ดพันธุ์ตามซอกหิน ที่เฝ้ารอการมาเยือนของฝนในฤดูกาลถัดไป
🌿🌼

เรื่องและภาพ: Nat.บูม (ณัฐพล นพพรเจริญกุล)

✅โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดสู่หลักสูตรท้องถิ่นศึกษาและอนุรักษ์อย่างยั่งยืนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.นครพนมและภูวัว บึงกาฬ ปีงบประมาณ 2569

เป็นที่ทราบกันดีว่า สัตว์เลื้อยคลานมีอวัยวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยบนบกหลายอย่างมาก เช่น การมีเกล็ด ขับของเ...
14/09/2026

เป็นที่ทราบกันดีว่า สัตว์เลื้อยคลานมีอวัยวะที่เหมาะสมต่อการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยบนบกหลายอย่างมาก เช่น การมีเกล็ด ขับของเสียเป็นกรดยูริก รวมถึงการมีเปลือกไข่หนาและเหนียว เพื่อลดการสูญเสียน้ำและช่วยให้สัตว์เลื้อยคลานสามารถอาศัยอยู่บนบกหรือห่างไกลจากแหล่งน้ำได้

เมื่อเปลือกไข่มีความหนาและเหนียว ลูกสัตว์ที่ฟักออกจากไข่อาจจะยากสักหน่อย จึงมีอวัยวะหนึ่งซึ่งเป็นตัวช่วยในการฟักไข่ที่พบในสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด นั่นคือฟันไข่ (Egg tooth) นั่นเอง

ฟันไข่เป็นโครงสร้างแข็งที่ปรากฎชั่วคราว และจะหลุดไปเมื่อโตขึ้น หรือหลังจากฟักออกจากไข่ไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ ในสัตว์เลื้อยคลานอย่างงูและกิ้งก่า ฟันไข่มีโครงสร้างเป็นฟันแท้จริง หมายถึงโครงสร้างประกอบด้วยสารเคลือบฟัน (Enamel) และเนื้อฟัน (Dentine) ที่เจริญออกมาจากกระดูกกราม ในที่นี้คือกระดูกพรีแม็กซิลา (Premaxillar) ของขากรรไกรบน โดยฟันไข่อาจจะมี 1 หรือ 2 ซี่ แล้วแต่ชนิดของสัตว์เลื้อยคลาน

ส่วนในสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่มีฟันไข่ เช่น จระเข้ เต่า รวมไปถึงสัตว์ปีกที่ออกลูกเป็นไข่ จะมีแผ่นหนังหนาแข็งที่เรียกว่าคารังเคิล (Caruncle) อยู่บริเวณปลายปากสำหรับเจาะเปลือกไข่ค่ะ

จะว่าไปก็เท่ดี เหมือนเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือติดตัว ธรรมชาติมันน่าตื่นเต้นแบบนี้แหละ
.
เรื่อง: จักรีทิพย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
กราฟิก: เป็ก อนุภาส

RAMA9 insight  " โรติเฟอร์สุดยอดสัตว์นักปรับตัว"💧💦💦 โรติเฟอร์ เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยกัน อาจจะด้วยจาก...
12/09/2026

RAMA9 insight " โรติเฟอร์สุดยอดสัตว์นักปรับตัว"💧💦
💦
โรติเฟอร์ เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยกัน อาจจะด้วยจากขนาดตัวที่เล็กจิ๋วมาก โดยทั่วไปโรติเฟอร์มีขนาดประมาณ 0.1-2 มิลลิเมตร ซึ่งเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าได้ยาก
💦
โรติเฟอร์ (Phylum Rotifera) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำจืด หรือชั้นน้ำบาง ๆ บนต้นไม้หรือในดิน โรติเฟอร์ มักถูกเรียกว่า "สัตว์กงล้อ" เนื่องจากมีโครงสร้างเด่นบริเวณหัว ซึ่งประกอบด้วยขนเส้นเล็ก ๆ (cilia) ที่โบกพัดอยู่ตลอดเวลา เมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะดูคล้ายกงล้อที่กำลังหมุนอยู่ ซึ่งขนเล็ก ๆ นี้จะใช้ในการเคลื่อนที่ และพัดโบกน้ำ เพื่อดึงอาหารเข้าสู่ปาก
💦
โรติเฟอร์เป็นสิ่งที่มีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวที่สูงมากกลไกที่โดดเด่นที่สุดของโรติเฟอร์คือความสามารถในการทนต่อสภาวะแห้งแล้ง หรือ ภาวะจำศีลจากการขาดน้ำ เมื่ออยู่ในสภาวะขาดแคลนน้ำและอาหาร ตัวเมียจะเปลี่ยนไปสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเพื่อสร้าง ไข่พักตัว ไข่นี้จะมี เปลือกหนา และ ทนทาน เป็นพิเศษ สามารถคงอยู่ได้หลายปีในสภาพที่แห้งสนิทหรือถูกแช่แข็ง และเมื่อน้ำกลับมาและสภาพแวดล้อมเหมาะสม ไข่พักตัวก็จะ ฟักตัว กลายเป็นโรติเฟอร์ตัวเมีย ทำให้ประชากรกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
💦
อยากเชิญชวนทุก ๆ คนมาสำรวจสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่โซนชีวิตของเรา (Our Life) ที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้ากันนะคะ

เรื่อง...Nat. เมย์ (สิรีพัชร จีนสิน)
กราฟิก...พี่เป๊ก (อนุภาส รัตนถาวร)
#โรติเฟอร์ #พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า #อพวช
#ดินแดนแห่งการค้นพบความหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์

🦋สวยประหาร! “ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา” กับกลยุทธ์กักเก็บพิษป้องกันตัว🦋หากพูดถึงผีเสื้อกลางวันที่มีความงดงามโดดเด่นและพบเห็นได...
11/09/2026

🦋สวยประหาร! “ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา” กับกลยุทธ์กักเก็บพิษป้องกันตัว

🦋หากพูดถึงผีเสื้อกลางวันที่มีความงดงามโดดเด่นและพบเห็นได้ง่ายในประเทศไทย ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา (Leopard Lacewing) จัดเป็นหนึ่งในชนิดที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย

ผีเสื้อในวงศ์ย่อย Heliconiinae วงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ (Nymphalidae) ชนิดนี้ ไม่ได้มีดีแค่ปีกสีส้มฉูดฉาดตัดลวดลายฉลุคล้ายผ้าลูกไม้ใต้ปีกเท่านั้น แต่ยังซ่อนอาวุธทางเคมีสุดโหดไว้อย่างแยบยล
🦋
เบื้องหลังความงดงามคือกลยุทธ์ “ความสวยประหาร” โดยมีจุดเริ่มต้นจากพืชอาหารหลักอย่างพืชสกุลกะทกรกหรือเสาวรส (Passiflora spp.) ซึ่งสร้างสารพิษไซยาโนจีนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic glycosides) ที่สามารถปล่อยพิษไซยาไนด์เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นกัดกิน แต่ตัวหนอนของผีเสื้อชนิดนี้กลับวิวัฒนาการขั้นกว่าด้วยการกินใบกะทกรกแล้ว “กักเก็บสารพิษ” ไว้ในร่างกาย และสามารถส่งต่อความพิษตั้งแต่ระยะตัวหนอน ดักแด้ จนถึงตัวเต็มวัย ทำให้นกและผู้ล่าที่เผลอกินเข้าไปต้องอ้วกพุ่งและไม่กล้าแตะต้องมันอีก

ตามหลักวิทยาศาสตร์ สัตว์ที่มีพิษมักใช้กลยุทธ์ สีเตือนภัย (Aposematism) บอกผู้ล่าให้หลีกเลี่ยง ตัวหนอนจึงมีแถบสีเหลืองสดสลับแดง พร้อมหนามสีดำยาวและชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอย่างโจ่งแจ้งขณะที่ตัวเต็มวัยขยับปีกบินช้า ๆ อย่างไร้ความกลัวเพราะมีเกราะเคมีคุมกัน

ชีวิตของพวกมันมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (Complete metamorphosis) แบ่งเป็น 4 ระยะ:
ระยะไข่ (3–5 วัน): แม่ผีเสื้อจะวางไข่สีเหลืองทองทรงกรวยเป็นกลุ่มก้อน 20–50 ฟองใต้ใบกะทกรก

🐛ระยะตัวหนอน (15–18 วัน): ลอกคราบ 5 ครั้ง สะสมพลังงานและสารพิษ ลำตัวเปลี่ยนเป็นสีดำสลับแดงพร้อมหนามนิ่ม
ระยะดักแด้ (7–10 วัน): บิดเบี้ยวสีน้ำตาลทองสลับดำ ลวดลายคล้ายใบไม้แห้งเพื่อพรางตาผู้ล่า
🦋ระยะตัวเต็มวัย: แสดงความแตกต่างทางเพศชัดเจน (Sexual dimorphism) ตัวผู้จะมีปีกบนสีส้มแดงสดใส ขณะที่ตัวเมียเป็นสีขาวอมเขียวหม่นหรือน้ำตาลส้มซีดเพื่อการพรางตัวที่ดีกว่า โดยปีกด้านล่างของทั้งสองเพศเป็นลายฉลุซับซ้อนช่วยในการซ่อนตัวยามหุบปีกพัก

ผีเสื้อกะทกรกธรรมดาเป็นนักปรับตัวและนักเดินทางที่ยอดเยี่ยม พบแพร่กระจายกว้างขวางตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัย เอเชียใต้ จีนตอนใต้ ไปจนถึงภูมิภาคอินโดจีนและคาบสมุทรมลายู

🦋สำหรับประเทศไทย สามารถพบได้บ่อยทั่วทุกภาค ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงป่าดิบเขาสูงกว่า 1,000 เมตร พวกมันโปรดปรานบริเวณชายป่าโปร่ง ป่ารกร้าง หรือแม้แต่สวนในบ้านที่มีการปลูกเสาวรสและต้นกะทกรก สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง

ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา (Leopard Lacewing)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cethosia cyane (Drury, 1773)
วงศ์ Nymphalidae
🐛🍃

เรื่อง/ภาพ Nat. หน่อย ทัศนัย จีนทอง
กราฟิก: เป๊ก อนุภาส
🐛

แหล่งอ้างอิง
จารุจินต์ นภีตะภัฏ และ เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์. 2556. ผีเสื้อ : คู่มือดูผีเสื้อในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วนา. 320 น.
Corbet, A.S., Pendlebury, H.M. and Eliot, J.N. (1992). The Butterflies of the Malay Peninsula. 4th revised edition. Malayan Nature Society, Kuala Lumpur.
Drury, D. (1773). Illustrations of Natural History; Wherein are Exhibited Upwards of Two Hundred and Forty Figures of Exotic Insects, According to Their Different Genera. Vol. 2. London.
Ek-Amnuay, P. (2012). Butterflies of Thailand. 2nd revised edition. Amarin Printing and Publishing, Bangkok.

ยางกราด  🌿ต้นยางกราด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dipterocarpus intricatus Dyer เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบวงศ์ยาง(Dipterocarpaceae) ชื่...
07/09/2026

ยางกราด 🌿
ต้นยางกราด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dipterocarpus intricatus Dyer เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบวงศ์ยาง(Dipterocarpaceae) ชื่อสกุล Dipterocarpus มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า "dipteros" แปลว่า มีสองปีก และ "karpos" แปลว่า ผล ชื่อสกุลสื่อถึงลักษณะเด่นของผลที่มีปีกยาวสองปีก

ส่วนคำระบุชนิด intricatus มาจากภาษาละติน หมายถึง "ยุ่งเหยิง" หรือ "สลับซับซ้อน" พันกัน มาจากลักษณะของผลที่มีกลีบเลี้ยงพัฒนาเป็นครีบพับจีบหุ้ม พับไปพับมาขยุกขยิกสลับซับซ้อนเรียงซ้อนกันเป็นเกล็ดหุ้มผล
🌱
พรรณไม้ชนิดนี้มีการปรับตัวให้ดำรงชีวิตทนทานความแห้งแล้งและไฟป่า ซึ่งมีเปลือกที่หนา ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน ปกป้องเนื้อเยื่อภายในจากไฟผิวดิน ในช่วงฤดูแล้งจะผลัดและผลิดอกสีขาวอมชมพูสวยงาม

ยางกราดกระจายพันธุ์ในเขตภูมิภาคอินโดจีน โดยมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติพบขึ้นเป็นกลุ่มไม้เด่นในป่าเต็งรัง
🍃
สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งสลับกับฤดูฝนอย่างชัดเจน มีระบบรากที่พึ่งพาอาศัยร่วมกับเชื้อราเอคโตไมคอร์ไรซา (Ectomycorrhizal fungi) เช่น เห็ดเผาะ เห็ดระโงก ฯลฯ การพึ่งพากันนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขาดกันได้สำหรับการตั้งตัวของต้นกล้าและอัตราการรอดชีวิตของต้นไม้

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ถึง 30 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นหนา แตกเป็นร่องลึกตามยาว สีน้ำตาลปนเทา เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ กิ่งอ่อนและตายอดมีขนรูปดาวสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม
🌱
ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบมีรูปร่างรูปไข่ถึงรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบมนกว้าง โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวด้านบนมีขนหยาบสาก มีหูใบสีแดงสด ท้องใบและก้านใบมีขนรูปดาวปกคลุมหนาแน่น
🍃
ดอก : ออกเป็นช่อกระจะบริเวณซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกมี 5 กลีบ สีขาวถึงครีม แซมด้วยแถบสีแดงอมชมพูหรือส้มอ่อนพาดตามยาว และมีขนสั้นปกคลุมด้านนอก ดอกมักจะบานพร้อมกันในช่วงฤดูแล้ง
🌼
ผล : เป็นผลแห้งไม่แตกแบบเปลือกแข็งเมล็ดเดียว รูปทรงเกือบกลม หุ้มด้วยหลอดกลีบเลี้ยงที่มีปีก ลักษณะหยิกงอจีบพับไปมา เมื่อผลแก่กลีบเลี้ยงจะขยายและเจริญไปเป็นปีกยาว 2 ปีก มีเส้นใบสานเป็นร่างแหชัดเจน และมีปีกสั้นม้วนพับกลับอีก 3 ปีก

การกระจายพันธุ์ : พบกระจายในป่าผลัดใบของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนามตอนใต้ พบได้ทั่วไปตามป่าเต็งรัง ป่าทุ่งหญ้า ตั้งแต่ที่บริเวณชายหาด พื้นที่ราบลุ่มจนถึงภูเขาที่ระดับความสูง 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เจริญเติบโตในพื้นที่ดินร่วนปนทรายและดินลูกรังที่ระบายน้ำได้ดี
🍃
การใช้ประโยชน์ : ไม้เนื้อแข็งปานกลาง นิยมนำมาใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป ทำเครื่องเรือน โครงสร้างหลังคา ไม้ฝา และเครื่องมือทางการเกษตร น้ำมันยาง (Oleo-resin) ที่ได้จากการเจาะลำต้นสามารถนำมาใช้ทำไต้จุดไฟ น้ำยาเคลือบเงาไม้ และยาแนวเรือ เป็นสมุนไพรพื้นบ้านโดยเปลือกต้นนำมาต้มบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ น้ำมันยางใช้ทาสมานแผล ผลที่มีปีกสีแดงสดที่ตากแห้งแล้ว จำหน่ายเป็นวัสดุประดับทำบุหงาแห้ง
เรียบเรียง : Nat. ปุ้น วิสูจน์
กราฟิก: เป็ก อสุภาส

📚
อ้างอิง
Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation. (2017). Flora of Thailand: Dipterocarpaceae. botany.dnp.go.th

https://botany.dnp.go.th/eflora/floraspecies.html?tdcode=06643

🌼🌿พืชส่วนมากจะออกดอกบนกิ่งก้านที่มีใบ แต่วันนี้จะพาไปรู้จักกับดอกไม้ที่ออกดอกบนพื้นดิน ...🌿พืชสกุลเปราะ สกุลย่อยโพรแทนเธ...
04/09/2026

🌼🌿พืชส่วนมากจะออกดอกบนกิ่งก้านที่มีใบ แต่วันนี้จะพาไปรู้จักกับดอกไม้ที่ออกดอกบนพื้นดิน ...
🌿
พืชสกุลเปราะ สกุลย่อยโพรแทนเธียม (Kaempferia subgenus Protanthium) หรือ “ดอกดินสกุลเปราะ” เป็นพืชในวงศ์ขิงข่าที่มีช่อดอกแทงขึ้นจากพื้นดิน และปรากฏก่อนการพัฒนาของลำต้นเทียมและใบ

ในปัจจุบันพบดอกดินสกุลเปราะ 17 ชนิดทั่วโลก โดยมีประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในคาบสมุทรอินโดจีนเป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์

ดอกดินสกุลเปราะส่วนมากมีดอกที่บานในช่วงเช้าตรู่และจะเหี่ยวในช่วงบ่ายของวัน แต่มีเพียง 3 ชนิดที่มีดอกบานในเวลากลางคืน ชนิดที่บานในเวลากลางคืนมักมีดอกที่มีโครงสร้างคล้ายกลีบดอกสีขาว ซึ่งเป็นส่วนที่พัฒนามาจากเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน หรือ สเตมิโนด (staminode)

ทั้ง 3 ชนิดเป็นพืชถิ่นเดียว (endemic) ของไทย โดยพบบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เท่านั้น

⚫️ เปราะแมงมุม (Kaempferia albiflora Jenjitt. & Ruchis.)
มีระนาบของดอกแบน สเตมิโนดมักขนานกับพื้นดิน รูปใบรีกว้าง รูปไข่ ถึงรูปหอกแคบ พบกระจายพันธุ์ในจังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิษถ์ พิษณุโลก และเลย ปัจจุบันสามารถจัดจำแนกออกเป็น 2 พันธุ์

▪️ เปราะแมงมุม (K. albiflora var. albiflora)
หลอดดอกยาว 4.5-5.5 เซนติเมตร แต่ละยอดมี 3-5 ใบแนบแปะบนผิวดิน ใบรูปรีกว้าง รูปไข่ ถึงรูปขอบขนานเรียวแหลม

▪️เปราะแมงมุมดอกยาว (K. albiflora var. longiflora Noppornch. & Somnoo)
หลอดดอกยาว 8-10.5 เซนติเมตร แต่ละยอดมี 7-8 ใบ ใบตั้งขึ้น ใบรูปหอกแคบถึงรูปแถบ เป็นพืชที่พบกระจายพันแคบในจังหวัดตากเท่านั้น

⚫️ ตูบหมูบใบใหญ่ (Kaempferia grandifolia Seansouk & Jenjitt.)
มีระนาบของดอกแบน สเตมิโนดมักขนานกับพื้นดิน รูปใบกลมถึงรูปไข่ ใบมีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มที่บานในเวลากลางคืน ปัจจุบันพบกระจายพันธุ์ในจังหวัดขอนแก่น เท่านั้น

⚫️ เปราะราตรี (Kaempferia noctiflora Noppornch. & Jenjitt.)
สเตมิโนดตั้งขึ้น มักตั้งฉากกับกลีบปาก (labellum) และพื้นดิน ปัจจุบันพบกระจายพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่ และสามารถจัดจำแนกออกเป็น 3 พันธุ์

▪️เปราะราตรี (K. noctiflora var. noctiflora)
ดอกบานในเวลากลางคืน กลีบปากสีขาว มีแต้มสีเหลืองจางบริเวณโคนกลีบปาก แต่ละยอดมี 3-5 ใบแนบแปะบนผิวดิน ใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรี

▪️เปราะนพรัตน์ (K. noctiflora var. thepthepae Noppornch. & Somnoo)
ดอกบานในช่วงเช้า กลีบปากสีขาวถึงชมพู มีแต้มสีชมพูหรือม่วงบริเวณกลางกลีบปาก แต่ละยอดมี 3-5 ใบแนบแปะบนผิวดิน ใบรูปไข่ถึงรูปไข่แกมรี

▪️เปราะราตรีขนปุย (K. noctiflora var. villosa Noppornch.)
ดอกบานในเวลากลางคืน กลีบปากสีขาว มีแต้มสีเหลืองจางบริเวณโคนกลีบปาก แต่ละยอดมี 6-8ใบ ใบตั้งขึ้น ใบรูปไข่แคบถึงรูปขอบขนานเรียวแหลม
🌿🌼

เรื่องและภาพ: Nat.บูม

อ้างอิง Nopporncharoenkul N., Eakjamnong W., Somnoo T. & Punchay K. (2026). Taxonomic treatment of nyctanthous species of Kaempferia subgen. Protanthium (Zingiberaceae), with two new infraspecific taxa endemic to Thailand. Thailand Natural History Museum Journal 20: 117–135.

📣 ตารางกิจกรรม เดือนกันยายน 2569 มาแล้วจ้า!!! 🍂🧪 เตรียมพบกับกิจกรรมกิจกรรมสนุก ๆ ได้ความรู้ และสาระ ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้...
01/09/2026

📣 ตารางกิจกรรม เดือนกันยายน 2569 มาแล้วจ้า!!! 🍂
🧪 เตรียมพบกับกิจกรรมกิจกรรมสนุก ๆ ได้ความรู้ และสาระ ได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งครอบครัว แก๊งค์กลุ่มเพื่อน 🔭
ขอชวนทุก ๆ คน ที่กำลังหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ในวันหยุด ที่มีทั้งความสนุก + เรียนรู้ + ถ่ายรูปสวย 📸
พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. คลองห้า
รับรองสนุกสนานพาเพลินแน่นอน 🍭
🎯 กิจกรรมเด็ดประจำเดือน ก.ย. 69
✅ ภาพยนตร์ 360° - "Big Bang" สุดอลังการ 🌌
✅ Walk Rally - สวมบทบาทนักสำรวจธรรมชาติตัวจริง 🧭
🆕 ฮีโร่พิทักษ์โลก 🦸
✅ Museum Trail - เส้นทางผจญภัยเต็มไปด้วยความรู้ 🗺️
🆕 Nature Trail สำรวจสวนป่าภายนอกของพิพิธภัณฑ์ 🏞️
✅ Science Lab - ทดลองวิทย์สุดมันส์ 🔬
✅ Play and Learn (ฟรี!) (เฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
🆕 Black Carbon ฝุ่นจิ๋ว ปลิวว่อน 🌁
✅ Science Show - "นวัตกรรมธรรมชาติ" 🚅
✅ Little Makers - กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กเล็ก 3-8 ขวบ
🆕 กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ อยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ Kid Careers: นักสำรวจหินน้ำมันวัยจิ๋ว 🛢️
✅ Rama 9 Biome Adventure วันเสาร์ที่ 5, 19 ก.ย. เท่านั้น
🤠 ความลับของป่าชายเลน 🦀
🤠 ความลับแห่งขุนเขา ⛰️
✅ Research Show by Naturalist 2 ตอน
🧑🏻‍🔬วันที่ 5 ก.ย. Nature Wonders: Canopy Life Wonder 🦅
🧑🏻‍🔬วันที่ 19 ก.ย. See Through Sea: Ocean's Tiny Gang🦠
✅🆕 5D Desert Adventure สนุกไปกับหนังแอนิเมชั่นพร้อมกับ effect สุดตะลึง ที่จะพาคุณผจญภัยไปรอบโลก สำรวจทะเลทรายหลายชนิด 🏜️
💰 คุ้มค่าสุด ๆ !
👉 บัตรเข้าชมราคาประหยัด
👉 มีกิจกรรมฟรีด้วย!
👉 เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) ไม่ต้องรอวันหยุด
📍 ที่ตั้ง: คลองห้า ปทุมธานี (ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก)
⏰ อย่าลืม! ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ 👇
🎫 https://ticket.nsm.or.th/
แท็กเพื่อนมาชวนกัน! 👨‍👩‍👧‍👦
ใครกำลังหาที่เที่ยว แชร์ให้เพื่อนเห็นด้วยนะ!🌠
#ตารางกิจกรรม #พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า #พิพิธภัณฑ์พระราม9 #อพวช #เที่ยวไหนดี #พาลูกเที่ยว #คลองห้า #ปทุมธานี #สนุกเที่ยวพิพิธภัณฑ์ #พิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปทุมธานี #ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพ #สิงหาคม #เรียนรู้สนุกสนาน
#ท่องเที่ยวไทย #แหล่งท่องเที่ยว #แหล่งเรียนรู้ #วิทยาศาสตร์สนุก

✨ เปิดโลกการผจญภัยรูปแบบใหม่กลางพิพิธภัณฑ์!  🥳กิจกรรมสุดพิเศษ Rama 9 Biome Adventure🦎🧒👦กิจกรรมที่จะพาเด็ก ๆ เดินทางสำรวจ...
01/09/2026

✨ เปิดโลกการผจญภัยรูปแบบใหม่กลางพิพิธภัณฑ์!

🥳กิจกรรมสุดพิเศษ Rama 9 Biome Adventure🦎🧒👦
กิจกรรมที่จะพาเด็ก ๆ เดินทางสำรวจ “ชีวนิเวศ” เสมือนได้ท่องเที่ยวรอบโลก

📌 เปิดให้บริการ

#บุคคลทั่วไป
วันเสาร์
วันที่ 5, 19 กันยายน 2569

รอบกิจกรรม
เวลา 10.00 น. และ 11.00 น.
เส้นทาง "ความลับป่าชายเลน"
สำรวจพื้นทีเขตวนนิเวศไทย ป่าชายเลน
เวลา 13.00 น. และ 14.00 น.
เส้นทาง "ความลับแห่งขุนเขา "
สำรวจความมหัศจรรย์ของถ้้ำ และสนุกกับการทดสอบคุณสมบัติของหินชนิดต่าง ๆ

** เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7 -12 ปี
(ต่ำกว่า 7 ปี ต้องมีผู้ปกครองร่วมด้วย)
**รับจำนวนไม่เกิน 20 คน / รอบ

#หมู่คณะ
ทุกวันพุธ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน
วันที่ 2, 16 กันยายน 2569
รอบกิจกรรม
เวลา 10.00 น. และ 11.00 น.
เส้นทาง "ป่าเขตร้อน"
สำรวจพื้นที่ป่าเขตร้อนของไทย

** ระดับประถมศึกษา อายุ 7 -12 ปี
**รับจำนวนไม่เกิน 30 คน / รอบ

ราคาบัตรเข้าร่วมกิจกรรม
ราคา 100 บาท / คน , สมาชิก 90 บาท

📍 สถานที่จัดกิจกรรม
พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช.

พร้อมแล้วหรือยัง?
เตรียมรองเท้าให้พร้อม หัวใจให้ตื่นเต้น แล้วออกเดินทางไปสำรวจโลกธรรมชาติในพิพิธภัณฑ์พระรามเก้ากับเรากันนะ 🌱🦋🐾


#กิจกรรมใหม่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า
#ผจญภัยในพิพิธภัณฑ์
#เรียนรู้สนุกในโลกชีวนิเวศ

#อพวช
#ดินแดนแห่งการค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์
#สนุกเที่ยวพิพิธภัณฑ์ #เที่ยวปทุม
#แหล่งท่องเที่ยว #เที่ยวพิพิธภัณฑ์
#เที่ยวทุกวัน

RAMA9 insight  "กิ้งกือมังกรสีชมพู"🪱🪱      ถ้ากล่าวถึงกิ้งกือ หลาย ๆ คนน่าจะนึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างขนาดเล็ก มีขาหลายขา ซ...
29/08/2026

RAMA9 insight "กิ้งกือมังกรสีชมพู"🪱
🪱
ถ้ากล่าวถึงกิ้งกือ หลาย ๆ คนน่าจะนึกถึงสัตว์ที่มีรูปร่างขนาดเล็ก มีขาหลายขา ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะไม่ชอบและกลัว แต่ในปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้ค้นพบ “กิ้งกือมังกรสีชมพู” ที่มีสีชมพูดสดใส (shocking pink) และไม่ได้มีรูปร่างที่น่ากลัวแบบกิ้งกือที่เราเจอทั่วไป
🪱
ปัจจุบันนี้กิ้งกือมังกรสีชมพูนี้สามารถพบได้เฉพาะแค่ที่ประเทศไทยเท่านั้น และพบได้ในบริเวณป่าเขาหินปูนแถบภาคกลางตอนบนต่อกับภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งกิ้งกือมังกรสีชมพูนี้จะมีลักษณะที่โดดเด่น คือสีชมพูดสดใส และมีปุ่มหนาวที่ตัวคล้ายกับมังกร จึงได้ชื่อว่า “ กิ้งกือมังกรสีชมพู”
🪱
การค้นพบกิ้งกือสีชมพูนี้เป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในประเทศไทย และในปี พ.ศ. 2551 สถาบันไอไอเอสอี (International Institute of Species Exploration : IISE) แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้กิ้งกือมังกรสีชมพูเป็นสุดยอดของการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ อันดับที่สามของโลกอีกด้วย
🪱
อยากเชิญชวนทุก ๆ คนมาสำรวจสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกได้ที่โซนชีวิตของเรา (Our Life) ที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้ากันนะคะ
🪱
เรื่อง...Nat. เมย์ (สิรีพัชร จีนสิน)
กราฟิก...พี่เป๊ก (อนุภาส รัตนถาวร)

#กิ้งกือ #กิ้งกือมังกรสีชมพู #พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า #อพวช
#ดินแดนแห่งการค้นพบความหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์

ที่อยู่

เทคโนธานี
Khlong Luang
12120

เวลาทำการ

อังคาร 09:30 - 15:00
พุธ 09:30 - 15:00
พฤหัสบดี 09:30 - 15:00
ศุกร์ 09:30 - 15:00
เสาร์ 09:30 - 17:00
อาทิตย์ 09:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6625779999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า อพวช. RAMA9 MUSEUM โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์