คุ้มเจ้าราชภาติกวงษ์เมืองพรหม

เส้นทาง

คุ้มเจ้าราชภาติกวงษ์เมืองพรหม คุ้มเจ้าราชภาติกวงษ์เมืองพรหม กับแม่เจ้าบัวคำ เจ้านายฝ่ายเหนือ..

https://www.facebook.com/share/p/18Pe7ZFjvj/
21/08/2026

https://www.facebook.com/share/p/18Pe7ZFjvj/

ตามการสืบสันตติวงศ์เจ้าผู้ครองนครลำปาง มีราชประเพณีให้ 2 สายจากเจ้าเจ็ดตนขึ้นครองสมบัติคือ สายของพระยาคำโสม กับ สายของพระเจ้าดวงทิพย์

หนานทิพย์ช้าง เป็นเจ้าครองนครลำปางองค์ที่ 1 , เจ้าฟ้าชายแก้ว (ลูก) องค์ที่ 2 , พระยากาวิละ (หลาน) องค์ที่ 3 ,พระยาคำโสม องค์ที่ 4 และพระเจ้าดวงทิพย์ องค์ที่ 5

โดยรุ่นเหลน “พระยาไชยวงศ์” พระบุตรของพระยาคำโสม เป็นเจ้าครองนครลำปางองค์ที่ 6

“พระยาขัติยะ” อนุชาพระยาไชยวงศ์ เป็นองค์ที่ 7 , “พระยาน้อยอินทร์” อนุชาพระยาขัติยะ เป็นองค์ที่ 8 ,เจ้าวรญาณรังษี อนุชา พระยาน้อยอินทร์ เป็นองค์ที่ 9

และแม้จะมีอนุชาต่อจากเจ้าญาณรังสีอีก 5 องค์ แต่ส่วนใหญ่นั้นไปเป็นเจ้าเมืองพะเยากับเจ้าเมืองงาว มีเพียงเจ้าคำเครื่อง พระบุตรองค์สุดท้องของพระยาคำโสมที่เป็นเจ้าราชบุตรนครลำปาง

โดยหลังจากเจ้าญาณรังษีถึงแก่พิราลัยแล้ว เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์ที่ 10 ได้เปลี่ยนสายไปยังพระบุตรของพระเจ้าดวงทิพย์ คือ “เจ้าพรหมวงศ์” ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอุปราช ขึ้นเป็นเจ้าพรหมาภิพงษธาดา

การขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครของเจ้าพรหมาฯ พ.ศ.2416 ในวัย 61 ปี และพระยาฤทธิภิญโญยศ พระอนุชาที่ไปเป็นเจ้าครองเมืองงาวถึงแก่พิราลัยไปเมื่อ ปี 2413 ทำให้สายทายาทพระเจ้าดวงทิพย์หากจะครองนครลำปางต่อต้องมีทางเดียวคือให้เจ้าบุรีรัตน์ (โละ) พระบุตรของเจ้าพรหมาฯ เป็นเจ้าอุปราช มิเช่นนั้นต้องย้อนกลับไปสายพระยาคำโสมอีกครั้ง

นี่คือต้นเหตุของความโกลาหลที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดเกือบ 193 ปีของราชวงศ์ทิพยจักร ซึ่งเป็นผลมาจากราชสำนักสยามพยายามเข้ามาหาผู้ที่จะขึ้นเป็นเจ้าครองนครลำปางให้อยู่ภายใต้การคอนโทรล

LampangTimes จะพาทุกท่านไปร่วมวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองการปกครองในนครลำปางเมื่อ 140 ปีที่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์นี้ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอธิบายให้คนรุ่นหลังได้รับรู้

#การสละราชสมบัติย้อนเกล็ดสยาม

เจ้าพรหมาภิพงษธาดาเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 5 ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “พระเจ้าลำปาง” พระองค์เดียวแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร

ชายาของพระเจ้าดวงทิพย์คือแม่เจ้าบัวแก้ว ราชธิดาในพระยามงคลวรยศ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 56 และองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ กับแม่เจ้าเมืองเทิงอัครเทวี

เจ้าพรหมาฯ จึงได้ชื่อว่ามีเชื้อเป็นลูกเสี้ยว 3 เจ้า ได้แก่ เจ้าเมืองเทิง เจ้าผู้ครองนครน่าน และพระเจ้าลำปาง

เจ้าพรหมวงศ์ได้เข้ารับราชการในตำแหน่งพระยาไชยสงครามนครลำปาง เจ้าราชวงศ์นครลำปาง ในสมัยเจ้าอุปราชญาณรังษี ปี พ.ศ. 2399

ปี 2412 สมัยเจ้าวรญาณรังษี เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนฐานันดรศักดิ์ เจ้าราชวงศ์ (พรหมวงศ์) จากเจ้าราชวงศ์นครลำปาง ขึ้นเป็น เจ้าอุปราชนครลำปาง

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น เจ้าผู้ครองนครลำปาง เป็นปีและเดือนเดียวกับที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ก็ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่เช่นกัน

ด้วยราชสำนักสยามไล่สายพระยาคำโสมให้สืบสันตติวงศ์นครลำปางมาอย่างยาวนาน กว่าเจ้าพรหมาฯ จะได้ครองเมืองก็อายุ 61 ปีแล้ว ภารกิจแรกของท่านคือสร้างเสาหลักเมืองเสาที่ 2 โดยทำการฝังเสาตรงคุ้มราชวงศ์เก่าข้างคุ้มหลวง

ในช่วง พ.ศ. 2426–2436 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนาค่อนข้างทุลักทุเล เนื่องจากมหาอำนาจชาติตะวันตกกำลังล่าอาณานิคม ราชสำนักสยามจึงได้มีการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ ฉบับที่ 2 กับอังกฤษ เพื่อขยายขอบเขตอำนาจศาลต่างประเทศและควบคุมกิจการป่าไม้ในเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน

ระหว่าง พ.ศ. 2426–2430 การกระชับอำนาจของราชสำนักสยามทำให้เกิดความขัดแย้งและกระทบกระทั่งกันเนืองๆ ระหว่างเจ้านายล้านนากับข้าหลวงรวมถึงทหารที่ถูกส่งขึ้นมาประจำการจากอำนาจที่ทับซ้อน

นอกจากนี้ยังเกิดกระแสข่าวลือทางการเมืองว่าอังกฤษต้องการขอรับเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ไปอุปถัมภ์ ซึ่งกรุงเทพฯ เกรงว่าจะเป็นแผนการสร้างความระแวงเพื่อยึดครองดินแดนล้านนา ทำให้รัชกาลที่ 5 ผูกสัมพันธ์ผ่านทาง “พระราชชายา” ในเวลาต่อมา

พ.ศ.2429 หลังเจ้าพรหมาฯ ครองนครลำปางมา 15 ปี เห็นแล้วว่าสยามบีบล้านนาทุกทางจนบรรดาเจ้านายกำลังจะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น อยู่ๆท่านก็มอบตราลัญจกรประจำตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครให้กับเจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) พี่น้องร่วมสายเลือดซึ่งเป็นพระบุตรอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าหอคำดวงทิพย์

ครูบาอาโนธรรมชัย เจ้าอาวาสวัดปงสนุก จดบันทึกในปั๊บสาว่า "ในปี พ.ศ. 2430 ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดปงสนุกเหนือครั้งใหญ่ มีโยมอุปัฏฐากคือ พระองค์ตนเป็นเจ้าหลวงสุริยะจางวาง และ พระองค์ตนเป็นเจ้านรนันท์ชัยชวลิต”

จากการที่นโยบายของสยามมองว่าการดำรงอยู่แบบรัฐจารีตของล้านนาคือความล้าหลังป่าเถื่อน ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) เรือรบฝรั่งเศสบุกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ บังคับให้สยามต้องสละดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เหตุการณ์นี้ทำให้รัชกาลที่ 5 ต้องเร่งปฏิรูปสร้างระบบเทศาภิบาลเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินที่เหลือ รวมถึงดินแดนล้านนาด้วย ซึ่งนำไปสู่การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเหนืออย่างเบ็ดเสร็จ

ปี 2436 รัฐสยามภายใต้การนำของ พระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ได้จัดตั้ง กองมณฑลลาวเฉียง ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าควบคุมการคลัง การจัดเก็บภาษี และการปกครองในเชียงใหม่ แพร่ และน่าน ลดทอนอำนาจการใช้จ่ายเงินแผ่นดินอิสระของเจ้าผู้ครองนคร

ในขณะที่เอกสารทางประวัติศาสตร์ของสยาม กล่าวถึงเจ้าพรหมาภิพงษธาดาว่าเมื่อถึงปี พ.ศ. 2435 เจ้าพรหมาภิพงศ์ธาดาชราภาพลง จึงมอบตราตำแหน่งเจ้านครให้เจ้าราชวงษ์ (แก้วเมืองมา) รักษาและว่าราชการแทนโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำริจะตั้งเจ้านครลำปางองค์ใหม่

เมื่อเจ้าพรหมาฯ ไม่ได้ประกาศว่าจะยกราชสมบัติให้ใคร อีกทั้งเอาตราผู้ครองนครให้เจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) เก็บรักษา วันที่ 25 มกราคม 2436 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนยศ เจ้าพรหมาภิพงษธาดา เจ้านครลำปาง ขึ้นเป็นจางวางเมืองนครลำปางและโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ เจ้าอุปราช (น้อยธนัญไชย) เจ้าอุปราชเมืองนครลำปาง ขึ้นเป็น เจ้านรนันทไชยชวลิต เจ้าเมืองนครลำปางสืบแทน ทำให้การสืบสันตติวงศ์ย้อนกลับไปยังสายพระยาคำโสมอีกครั้ง

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2436 (นับแบบปัจจุบันเป็นปี พ.ศ. 2437) เจ้าพรหมาภิพงษธาดาประชวรด้วยพระอาการไข้ และถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม รวมอายุ 81 ปี

ราชกิจจานุเบกษา 28 กรกฎาคม 2437 เล่มที่ 11 ประกาศข่าวเจ้าประเทศราชถึงแก่พิราลัย สั้นๆความว่า

“เจ้าพรหมาภิพงษธาดา จางวางเมืองนครลำปาง ป่วยเป็นไข้จับมาตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ศก112 ชัก ซึมแลมีหอบเป็นกำลัง ครั้นถึงวันที่ 11 มีนาคม ศก 112 เจ้าพรหมาภิพงษธาดาถึงแก่พิลาไลย”

#รัฐประหารเงียบในลำปาง

หลังเจ้าพรหมาฯ ถึงแก่พิราลัย ปรากฏว่า เจ้าสุริยะจางวางพระบุตรของเจ้าวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 9 ซึ่งหากกลับมายังสายพระยาคำโสมเจ้าสุริยะจางวางถือว่าเป็นพระบุตรอาวุโสสุดของเจ้าวรญาณรังษี เนื่องจากพี่ชายทั้ง 2 คนก่อนหน้านี้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ทำการยึดเอาตราประจำเจ้าประเทศราชจากเจ้าราชวงศ์ (แก้วเมืองมา) ไปเก็บไว้เอง

ทั้งนี้ รัฐบาลกรุงเทพฯสนับสนุนเจ้าน้อยธนัญไชยด้วยการสถาปนาให้เป็นเจ้านรนันทไชยชวลิต เจ้าผู้ครองนครลำปางคนที่ 11และพยายามที่จะปลดเจ้าสุริยะจางวาง ออกจากการเป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่ทว่าเจ้าสุริยะไม่ยอมรับอำนาจการจัดการของรัฐบาลกรุงเทพ ทำให้ช่วงนี้กลายเป็นรัฐประหารเงียบที่มีผู้ครองนครลำปางที่ได้รับการโปรดเกล้าองค์หนึ่ง ส่วนอีกองค์มีตราประจำอยู่กับตัว

ประวัติศาสตร์ฉบับสยามบันทึกว่า ครั้นพ.ศ. 2436 รัฐบาลได้ส่งพระยาทรงสุรเดชขึ้นมาเป็นข้าหลวงมณฑลลาวเฉียง เจรจากับเจ้าสุริยะจางวางจนสำเร็จและยอมสละอำนาจคืนตราลัญจรแลกกับการได้รับเงินปี 3,000-4,000 รูปี ก่อนย้ายไปอาศัยยังเมืองพะเยาตลอดชีวิต

เจ้านรนันทไชยชวลิต ครองเมืองได้เพียง 4 ปีก็ถึงแก่พิราลัย รัฐบาลสยามจึงตั้งเจ้าบุญทวงศ์ พระบุตรของเจ้านันทไชยฯ ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครคนที่ 12 นามว่าเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต

ความพยายามของรัฐสยามในการครอบงำแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครในล้านนาด้วยเหตุผลว่าล้าหลังป่าเถื่อน และเพื่อไม่ให้เสียดินแดนเพิ่มเติมนั้น เมื่อพิจารณาบริบทการปกครองของเจ้าประเทศราชแล้วเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น

การเปิดบ่อนเล่นพนันอย่างเสรีจนทำให้คุ้มบางแห่ง เช่นคุ้มบุรีรัตน์ที่ จ.เชียงใหม่ ถูกขายเปลี่ยนมือให้กับคหบดีน่าจะเป็นเหตุผลรัฐบาลสยามกังวลว่าเจ้าผู้ครองนครล้านนาอาจนำทรัพย์สินไปเสนอให้กับชาวต่างชาติสร้างปัญหาการถือครองให้เพิ่มมากขึ้น

รัชกาลที่ 5 ก็เคยบ่นว่าเจ้าดารารัศมีเป็นคนมือเติบ หรือแม้แต่งานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าบุญวาทย์ฯ ก็ไม่สามารถจัดได้เนื่องจากไม่มีเงิน

ทำให้เรื่องการกระชับอำนาจหัวเมืองล้านนายึดส่วยอากรเข้าหลวงแล้วจ่ายเงินเดือนให้เจ้าผู้ครองนครแทนเรามองได้ 2 มุมครับ


#เจ้าพรหมาภิพงษธาดา
#เจ้าผู้ครองนครลำปาง
#เจ้าเจ็ดตน

https://www.facebook.com/share/1F49naonsJ/
20/07/2026

https://www.facebook.com/share/1F49naonsJ/

สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงได้รับ
ความกระทบกระเทือนทุกข์ยากสาหัสยิ่งนัก

ทรงถูกจับกุมเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๑
วันรุ่งขึ้นก็ส่งพระองค์ไปคุมขังไว้ที่สถานีตำรวจพระราชวัง
แล้วก็ส่งไปฝากขังที่ลหุโทษ ถนนมหาชัย

เมื่อศาลพิเศษที่ตั้งขึ้นในขณะนั้นพิจารณาตัดสินคดี
แล้ว เสด็จในกรมฯ พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๕
ก็กลายเป็น “นักโทษ”

ถูกควบคุมพระองค์ไปไว้ที่เรือนจำบางขวาง
และถูกถอดพระอิสริยยศลงเป็น “นักโทษชายรังสิต”

(ซึ่งว่าที่จริงแล้ว เสด็จในกรมฯ ทรงเกิดมาเป็นเจ้า
ตราบใดที่ยังมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข ผู้ใดก็ไม่อาจ “ถอด” ยศเจ้านายของท่านได้

ยิ่งในฐานะที่ท่านทรงเป็น “ลุง” เป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่
ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ ในขณะนั้น
การกระทำดังกล่าว ย่อมนับว่าบังอาจอยู่มาก)

ทรงทนทุกข์อยู่ในคุกบางขวางถึง ๔ ปี ๗ เดือน ๒๗ วัน

ข้อหาที่ทำให้ทรงถูกจับและถูกคุมขัง คือ กบฏ
ที่จริงแล้ว ศาลตัดสินให้ประหารชีวิต แล้วลดโทษ
ลงเป็นจำคุกตลอดชีวิต แต่เมื่อกระแสการเมืองผันแปร
ไปใน พ.ศ. ๒๔๘๖ สมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์
เสด็จในกรมฯ จึงได้รับการปลดปล่อยพระองค์

เสด็จดำรงพระอิสริยยศดังเดิม ทรงได้รับเลื่อน
เป็น “กรมพระ” และ สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
ตามลำดับ

สำหรับข้อหานั้น ในบันทึก (ชีวิตแห่งการกบฏสองครั้ง)
ของหม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน์ นักโทษ “กบฏ”
ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับเสด็จในกรมฯ บันทึกถึง
พระดำรัสของเสด็จในกรมฯ ไว้ว่า

“...คิดกบฏต่อหลานของฉันซึ่งฉันได้เลี้ยงดูมา
เพื่อเอาราชสมบัติไปคืนให้พระปกเกล้าฯ
ซึ่งทรงเบื่อหน่ายเพราะรักษาไว้ไม่ได้ จนต้องสละเช่นนี้น่ะ
เห็นเหมาะสมได้อย่างไร...”

“หลานของฉัน” คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล ขณะนั้นพระชนมพรรษา ๑๓ พรรษา
เสด็จประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ที่ตรัสว่า “ฉันได้เลี้ยงดูมา” ก็เนื่องจากเสด็จในกรมฯ
ทรงอยู่ในพระอุปการะ เป็น “ลูกเลี้ยง”
ในสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งแต่ประสูติ
ได้เพียง ๑๒ วัน เนื่องจากพระชนนีของท่านถึงแก่อนิจกรรม

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าตรัสเล่าเสมอว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงอุ้มเสด็จในกรมฯ
พระราชทานเอง ในวันที่เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์เนื่อง
(สนิทวงศ์) เจ้าจอมมารดาของเสด็จในกรมฯ ถึงแก่อนิจกรรม
พร้อมกับตรัสว่า “ให้มาเป็นลูกแม่กลาง”

ดังนั้น เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงถูกจับกุมคุมขัง และถูกถอด
ฐานันดรศักดิ์ จึงทรงตกพระทัย ทรงพระกันแสง
ข้อนพระอุระรำพันว่า

“...ฉันตายแล้ว ฉันจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงท่าน
ได้อย่างไร ท่านอุ้มมาพระราชทานฉันกับพระหัตถ์
เองทีเดียว เมื่อ ๑๒ วันแท้ๆ...”

เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงพ้นพระเคราะห์ออกมาแล้ว
เป็นเวลาที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระชรามาก
ทรงเข้าพระทัยว่าเสด็จในกรมฯ เสด็จอยู่ต่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อเสด็จในกรมฯ เสด็จไปเฝ้าทันทีที่ประทับศรีราชา
จึงตรัสห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดกราบทูล เกรงว่าจะทรงหวนระลึก
ถึงเรื่องพระองค์ท่านถูกจับกุมคุมขัง

เสด็จในกรมฯ จึงได้แต่ทรงแอบเฝ้าทอดพระเนตร
ไปพลาง น้ำพระเนตรไหลไปพลาง

สำหรับเหตุการณ์ที่ทรงถูกจับที่ลำปาง ขณะกำลัง
จะเสด็จรถด่วนเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ นั้น
หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านได้เล่าไว้
ในข้อเขียนของท่านว่า

เสด็จในกรมรับสั่งถามต่อไปว่า
“ใครเป็นผู้บังคับการตำรวจสันติบาล”
นายตำรวจกราบทูลต่อไปว่า
“ขุนศรีศรากร”

เสด็จในกรมมีรับสั่งว่า
“เอ ฉันไม่รู้จัก”

เมื่อนายตำรวจทูลถามว่าทรงมีปืนหรือไม่
ก็รับสั่งตอบว่า ”ไม่เคยมีเลย แม้แต่ปืนยิงนก”

“แล้วก็เสด็จลุกจากพระที่ แต่งพระองค์เสด็จไป
สถานีรถไฟ มีนายตำรวจนั่งไปหน้ารถ
และมีผู้เขียนเรื่องนี้ตามไปส่งเสด็จด้วย

ตั้งแต่เวลาที่นายตำรวจเข้าไปจับหรือเชิญเสด็จ
ตลอดจนถึงเวลาที่เสด็จขึ้นรถด่วนเข้าไปในห้อง
มีเจ้าพนักงานตำรวจยืนคุมหัวรถท้ายรถ เสด็จในกรม
มิได้มีพระอาการผิดปกติหรือสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
คำว่า “ขัตติยมานะ” นั้น ผู้เขียนเคยได้ยินคนพูดกันมาบ่อย
ครั้ง และตีความหมายกันไปมากมาย แต่ผู้เขียนได้เคยเห็น
“ขัตติยมานะ” ของจริงก็ในคราวนั้นครั้งเดียว...”

สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงมีพระเชษฐภคินี
ร่วมเจ้าจอมมารดา ๑ พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าหญิงเยาวภาพงศ์สนิท อยู่ในพระอุปการะ
สมเด็จพระพันวัสสาเช่นกัน

สมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทรได้ขอพระราชทาน
พระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ ๖ เสกสมรส
ด้วยการจดทะเบียนสมรสกับนางสาวเอลิซาเบท
ชาร์นแบร์เกอร์ “สะใภ้หลวง” สตรีชาวเยอรมัน
ที่กรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๔๕๖

ซึ่งหม่อมเอลิซาเบทมีชีวิตร่วมทั้งสุขและทุกข์
ด้วยพระสวามีถึง ๓๘ ปีเต็ม

เมื่อเสด็จในกรมฯ ถูกกุมพระองค์คุมขังไว้ที่สถานีตำรวจ
พระราชวัง หม่อมเอลิซาเบทก็ทำเครื่องเสวยวันละ ๔ เวลา
ไปส่งเองทุกวัน จนกระทั่งเมื่อเขาส่งเสด็จในกรมฯ ไปคุมขัง
ต่อที่ลหุโทษและบางขวาง หม่อมเอลิซาเบทก็ไปเช่าเรือน
ทำครัวอยู่ข้างคุก ส่งพระกระยาหาร ๒ มื้อถวายพระสวามี

หม่อมท่านยังทำมื้อละมาก ๆ ใส่ตะกร้า ๒ ตะกร้าใหญ่
เพื่อให้ทรงแบ่งประทานแก่ “นักโทษการเมือง”
ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับพระองค์ท่าน

หม่อมเอลิซาเบท “ส่งเสีย” เสด็จในกรมฯ ดังนี้
อยู่ตลอดเวลาเกือบ ๕ ปีที่เสด็จในกรมฯ ท่านถูกขัง
อยู่ในเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลดังกล่าวหมดอำนาจ
สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรก็ทรงพ้นเคราะห์กรรม
ทรงได้รับตำแหน่งประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
และประธานองคมนตรีในรัชกาลที่ ๙

สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔
ขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ในรัชกาลที่ ๙ พระชันษา ๖๖ ปี
ทรงเป็นต้นราชสกุล “รังสิต ณ อยุธยา”

สำหรับหม่อมเอลิซาเบทนั้นได้รับพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าฝ่ายในชั้นสูงสุด
คือปฐมจุลจอมเกล้าในรัชกาลที่ ๙ นับเป็นสะใภ้หลวง
เพียงท่านเดียวที่ได้ตราสูงสุด

หม่อมเอลิซาเบทมีชีวิตยืนยาวต่อมาอีกถึง ๒๒ ปี
จึงถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๖
อายุ ๘๑ ปี

ที่มา หนังสือเลาะวัง ของจุลลดา ภักดีภูมินทร์

https://www.facebook.com/share/p/1PHyeNx7X1/
12/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/1PHyeNx7X1/

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2485-2487) เจ้าฟ้าพรหมลือแห่งเชียงตุงทรงมีบทบาทสำคัญและสนับสนุนแนวคิดการรวมเชียงตุงเข้ากับประเทศไทย โดยเชียงตุงถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ "สหรัฐไทยเดิม" เพื่อยกระดับความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือญาติทางสายเลือดและวัฒนธรรมไท

บทบาทสำคัญ: เจ้าฟ้าพรหมลือ (พระเชษฐาของเจ้าฟ้าสิริกุมาร) ทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลไทยในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม และทรงเห็นชอบกับการที่ไทยส่งกองทัพเข้ามารักษาความสงบและบริหารพื้นที่

เหตุผลที่ต้องการรวม: เพื่อให้เชียงตุงได้รับความคุ้มครองและพัฒนาศักยภาพร่วมกับไทย เนื่องจากมีความใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และภาษา
สถานะช่วงเวลานั้น: เชียงตุงถูกจัดตั้งเป็น "สหรัฐไทยเดิม" โดยมีเชียงตุงเป็นศูนย์กลางการปกครองทางพฤตินัย

เจ้าฟ้าสิริสุวรรณราชยสสรพรหมลือ (พรหมลือ ณ เชียงตุง) ราชบุตรในเจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าเชียงตุงองค์ที่ 8 ประสูติแต่ "เจ้าแม่เมือง" (อัครมเหสี) แม่เจ้าปทุมมหาเทวี (ธิดาเจ้าเมืองสิง) ต่อมาพระองค์ได้เป็นเจ้าฟ้าเชียงตุงองค์ที่ 10 ต่อจากเจ้าพี่ ภายหลังเจ้าฟ้าพรหมลือได้อพยพเข้ามาอยู่ในไทยตราบจนพิราลัย

ในหนังสือที่เกี่ยวกับกองทัพไทยในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพานั้นกล่าวถึงเรื่องเจ้าพรหมลือว่า เมื่อกองทัพพายัพของไทยบุกเข้าเชียงตุงได้ตามนโยบายสหรัฐไทยเดิม ก็มีการแต่งตั้งจากทางกรุงเทพฯ ให้เจ้าพรหมลือเป็นเจ้าฟ้าเชียงตุง และให้เจ้าฟ้าพรหมลือและเจ้าบุญวาทย์วงศาเป็นที่ปรึกษาของข้าหลวงทหารฝ่ายไทย ทางอังกฤษก็เห็นว่าเจ้าพรหมลือมีใจฝักใฝ่ฝ่ายไทย จึงยิ่งทวีความไม่ชอบเข้าไปอีก

ภายหลังหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ไทยต้องส่งคืนเชียงตุง (ส่วนหนึ่งของสหรัฐไทยเดิม) กลับให้กับอังกฤษเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2488 ส่งผลให้ไทยจำต้องส่งมอบดินแดนที่ได้มาระหว่างสงครามคืนกลับไป เพื่อคืนสถานะสงครามและเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ

เมื่อกองทัพไทยถอยออกมาจากเชียงตุงแล้ว และคืนดินแดนเชียงตุงให้แก่กองทัพ​อังกฤษในอินเดีย​ เจ้าพรหมลือและครอบครัวจึงได้อพยพเข้ามาเมืองไทย ได้รับการอำนวยความสะดวกจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของไทยจนสนิทสนมชอบพอกัน ก็คือ ครอบครัวของจอมพลผิน ชุณหะวัณ และเมื่อมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้วก็ ได้ใช้นามสกุลว่า "ณ เชียงตุง" สืบมา และพิราลัยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2498 มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2498 ณ วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่

During World War II (1942–1944), Sao Phrom Lue of Kengtung played a significant role and supported the idea of integrating Kengtung into Thailand. At that time, Kengtung was incorporated as part of the “Greater Thai Federation” (Saharat Thai Doem) to strengthen relations and reinforce shared Tai ethnic, cultural, and familial ties.

Key Role:
Sao Phrom Lue (the elder brother of Sao Sirikumar) maintained a close relationship with the Thai government under Plaek Phibunsongkhram. He agreed with Thailand’s decision to deploy troops to maintain order and administer the territory.

Reason for Integration:
The aim was for Kengtung to receive protection and develop its potential alongside Thailand, due to close similarities in culture, ethnicity, and language.

Status at the Time:
Kengtung was organized as part of the “Greater Thai Federation,” with Kengtung serving as the de facto administrative center.

Sao Sirisuwan Ratchayotsaprom Lue (Phrom Lue Na Chiang Tung), a royal son of Sao Konkaeo Inthalaeng, the 8th ruler of Kengtung, was born to the chief queen, Mae Chao Paduma Maha Thewi (daughter of the ruler of Mueang Sing). He later became the 10th ruler of Kengtung, succeeding his elder brother. Afterward, Sao Phrom Lue relocated to Thailand, where he lived until his death.

According to accounts in books concerning the Thai military during the Pacific War, when the Phayap Army of Thailand successfully entered Kengtung under the Greater Thai Federation policy, Bangkok appointed Sao Phrom Lue as the ruler of Kengtung. He, along with Chao Boonwat Wongsa, served as advisors to the Thai military commissioner. The British viewed Sao Phrom Lue as pro-Thai, which further increased their disapproval.

After the end of World War II, when Japan was defeated, Thailand was required to return Kengtung (part of the Greater Thai Federation) to the British on September 22, 1945. This resulted in Thailand relinquishing territories gained during the war in order to restore its international status and join the United Nations.

When Thai forces withdrew from Kengtung and handed the territory back to the British Indian Army, Sao Phrom Lue and his family migrated to Thailand. They received support from senior Thai military officers, particularly the family of Phin Choonhavan, with whom they became closely acquainted.

After settling in Chiang Mai, they adopted the surname “Na Chiang Tung.” Sao Phrom Lue passed away on August 20, 1955, and his royal cremation ceremony was held on October 8, 1955, at Suan Dok Temple in Chiang Mai.

KHMEN WANNA BE THAI

เตรียมพร้อม
28/10/2025

เตรียมพร้อม

สำนักพระราชวัง ประชาสัมพันธ์ การขอเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ผู้ประสงค์ขอเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เป็นต้นไป นั้น
ขอให้ผู้ที่มีความประสงค์จะขอเป็นเจ้าภาพทำหนังสือเรียน เลขาธิการพระราชวัง ตามแบบฟอร์ม ที่กำหนด และนำส่งสำนักพระราชวังได้ ๓ ช่องทาง ดังต่อไปนี้
๑. ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ด้วยตนเอง ที่แผนกสารบรรณ กองกลาง อาคารสำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง โทรศัพท์ ๐ ๒๒๒๔ ๓๒๗๓, ๐ ๒๒๒๔ ๓๓๓๓ และ ๐ ๒๖๒๓ ๕๕๐๐ ต่อ ๒๑๒๑ – ๒๑๒๙
๒. ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่ดังต่อไปนี้
เรียน เลขาธิการพระราชวัง
สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง
ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง
เขตพระนคร
กทม. ๑๐๒๐๐
๓. ส่งทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) ที่ [email protected] โดยสแกนหนังสือเป็นไฟล์ PDF ทั้งนี้ สำนักพระราชวังจะตอบรับด้วยการตอบกลับ (Reply) อีเมล โดยผู้ขอเป็นเจ้าภาพไม่ต้องส่งหนังสือต้นฉบับมาอีกครั้งในภายหลัง
การนี้ เมื่อเจ้าภาพได้ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ในการบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว สำนักพระราชวังจะได้มีหนังสือตอบรับ พร้อมแจ้งรายละเอียดในการเป็นเจ้าภาพก่อนวันและเวลาที่ท่านเป็นเจ้าภาพล่วงหน้า ๑๕ วันทำการ

สามารถโหลดตัวอย่างหนังสือการขอเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ที่ :https://www.royaloffice.th/wp-content/uploads/2025/10/281068-13.22.pdf

ที่มา : https://www.royaloffice.th

#การขอเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

08/09/2025

เจ้านายฝ่ายเหนือ | การสืบสายเจ้าในระบบวัฒนธรรมล้านนา
เจ้าล้านนาถือว่าเป็นเจ้าโดยสายเลือดไม่มีที่สิ้นสุด (Royal by Blood) เป็นชุดวัฒนธรรมที่คล้ายกันกับเชียงตุง สิบสองปันนา หลวงพระบาง และราชวงศ์ของญี่ปุ่น สันนิษฐานว่าเป็นการดึงแบบแผนมาจากราชวงศ์มังราย เพื่อเป็นต้นแบบในยุคฟื้นฟูของราชวงศ์ทิพย์จักร หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์มังราย บางช่วงแม้ขุนนางจะมีอำนาจเหนือกษัตริย์ แต่ก็ไม่สามารถตั้งตนเป็นเจ้าเปลี่ยนราชวงศ์ได้
ความเป็นเจ้าในปัจจุบันก็มีการปรับตามยุคสมัย ซึ่งหมายถึงผู้ที่สืบสายรองลงมาคือเจ้านายช้้นบุตรหลาน ทั้งจากเจ้าขันธ์ 5 ใบและเจ้านายตำแหน่งพิเศษอื่น ๆ ไม่ว่าจะสืบสายโลหิตจากบิดาหรือมารดา ซึ่งสะท้อนถึงระบบวัฒนธรรมล้านนาที่ให้ความสำคัญกับสายสกุลโดยสายเลือด (Royal by Blood) และสถานะความเป็นเจ้าในวงศ์สกุล ครั้งเมื่อรัชกาลที่ 7 เสด็จมณฑลพายัพในปี พ.ศ. 2469 ทรงมีพระราชดำรัสว่า “...การที่ไทยในสยามประเทศสามารถรวมกันได้ เพราะอาศรัยพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จฯพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทราชอนุชาเปนต้นเค้า ก็เปนความจริง แต่สมควรจะยกย่องผู้เปนหัวหน้าของชาวมณฑลพายัพในสมัยนั้นด้วย คือเจ้าเจ็ดตนอันเปนต้นตระกูลวงศ์ของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปางและเมืองลำพูน กับทั้งเจ้าเมืองน่านที่ได้เปนบรรพบุรุษของเจ้านายในเมืองนั้น ที่ได้สามิภักดิ์แล้วช่วยรบพุ่งข้าศึกเปนกำลังอย่างสำคัญ...จึงทรงพระกรุณาโปรดยกย่องวงศ์สกุลเจ้าเจ็ดตนและสกุลเจ้าเมืองน่านให้มียศเปนเจ้าสืบกันมา ด้วยเปนสกุลคู่พระบารมีของพระบรมราชจักรีวงศ์มาตั้งแต่ปฐมกาล...”
ในสมัยรัชกาลที 9 โปรดเกล้าฯ ให้เรียกทายาทเจ้าผู้ครองนครว่า “เจ้านายฝ่ายเหนือ” ขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นมา โดยปัจจุบันยังมีเจ้าที่ยังมีบรรดาศักดิ์อยู่ 4 ท่าน คือเจ้าวงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่ , เจ้าวัฒนันท์ ณ ลำพูน เจ้าศรีรัตน์ ณ ลำปาง 3 ท่านนี้เป็นผู้รับพระราชทานเครื่องราชย์สืบตระกูลเจ้าผู้ครองนคร อีกท่านคือสตรีผู้รับเครื่องราชย์ฝ่ายในคือคุณหญิงเจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน รองลงมาคือเจ้านายช้้นบุตรหลาน ปัจจุบันเหลือเพียงช้้นหลานลงมาก็มีไม่ถึง 20 ท่านใน 3 เมืองนี้ ส่วนอีกสายตระกูลเจ้าที่เป็นช้้นลูกคือ เจ้าวรจักร ณ เชียงตุง โอรสเจ้าฟ้าเชียงตุง (เจ้าฟ้าพรหมลือ)
ที่มา
- ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๔๓ น่า ๔๐๗๓ วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๙
- สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๖. กรุงเทพฯ:อมรินทร์, ๒๕๕๒. หน้า ๓๓๖
- นงเยาว์ กาญจนนารี, ดารารัศมี, พิมพ์ครั้งที่ ๑ ,กรุงเทพฯ: ทรีดีการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๓๓. หน้า ๔0
#เจ้านายฝ่ายเหนือ #ข่วงกลางเวียง

05/09/2025

ที่อยู่

คุ้มเจ้าราชภาติกวงษ์เมืองพรหม
Hang Chat
52190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ คุ้มเจ้าราชภาติกวงษ์เมืองพรหม โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์