Silpa Bhirasri’s Place บ้านอาจารย์ฝรั่ง

Silpa Bhirasri’s Place บ้านอาจารย์ฝรั่ง Historic House
Art Gallery

อาจารย์ศิลป พีระศรี บิดาแห่งวงการศิลปะร่วมสมัยไทยและผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยพำนักอยู่ที่บ้านหลังนี้พร้อมกับครอบครัว เมื่อแรกเข้ามารับราชการในตำแหน่งช่างปั้น สังกัดกรมศิลปากร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2466) เป็นเวลาราว 8 ปี

คำว่า “อาจารย์ฝรั่ง” เป็นชื่อเรียก Professor Corrado Feroci ของลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ในช่วงเวลาที่ท่านพำนักในบ้านหลังนี

้ ท่านยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศิลป พีระศรี สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบกซึ่งเป็นผู้ดูแลบ้านหลังนี้ จึงเรียกบ้านหลังนี้ให้สอดคล้องกับผู้คนสมัยนั้นว่า “บ้านอาจารย์ฝรั่ง”

นิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์ ตุลาคม 2018 ณ บ้านอาจารย์ฝรั่ง  #มิรู้ลืม
13/10/2023

นิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์
ตุลาคม 2018 ณ บ้านอาจารย์ฝรั่ง
#มิรู้ลืม

Sul mare luccica l'astro d'argentoPlacida è l'onda, prospero è il ventoSul mare luccica l'astro d'argentoPlacida è l'ond...
15/09/2023

Sul mare luccica l'astro d'argento
Placida è l'onda, prospero è il vento
Sul mare luccica l'astro d'argento
Placida è l'onda, prospero è il vento
Venite all'agile barchetta mia
Santa Lucia, santa Lucia
Venite all'agile barchetta mia
Santa Lucia, santa Lucia

มะมา เรามารื่นเริง....มะมา เรามาบันเทิง
มะมา เรามารื่นเริง....เชิงชื่นรื่นสำราญ
ยามเรียนเราเรียนเพราะรัก....เราฝึกหัดเพื่อชำนาญ
ยามพักเราแสนสนุก.....เราเป็นสุขจากผลของงาน
ศิลปะแสนบริสุทธิ์......ผุดผ่องดั่งแสงจันทร์
ปราศไฝและไร้ฝ้า.....เปรียบจันทราคราไร้หมอกควัน

ศิลปินอยู่เพื่ออะไร....ยืนยงเพื่อจรรโลงสิ่งไหน
แต่ศิลปินกลับภาคภูมิในใจ...ที่ได้สร้างเพื่อมนุษยธรรม

ดูสิสวยแท้ปานใด......ศิลปะ ภพเลิศไฉไล
กลิ่นสีและกาวแป้ง.....ดุจดังแรงส่งเสริมใจ
มนุษย์เราหากรักศิลป์....สิ่งซึ่งงามวิไล
มวลมนุษย์คงสดชื่น....รื่นเริงศิวิไล

มะมา เรามารื่นเริง....มะมา เรามาบันเทิง
มะมา เรามารื่นเริง....เชิงชื่นรื่นสำราญ

วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ "วันมาฆบูชา" วันที่ 6 มีนาคม 2566 ทาง CHALOOD NIMSAMER COLLECTION AND ARCHIV...
06/03/2023

วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ "วันมาฆบูชา" วันที่ 6 มีนาคม 2566 ทาง CHALOOD NIMSAMER COLLECTION AND ARCHIVE ขอนำบันทึกข้อคิดทางธรรมะ ที่อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ได้บันทึกไว้ มาแบ่งปันให้ได้อ่านกันค่ะ

"การเดินเป็นเส้นไม่มี มีแต่เป็นจุด จุด เส้นมีข้างหลัง มีเบื้องหน้า จุดคือปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วดับไปทุกขณะ การเกิดดับทุกขณะ"

"ความคิดก็ไม่เป็นเส้น แต่เป็นจุด จุดเกิดขึ้นแล้วดับ เกิดจุดใหม่แล้วดับ ฯลฯ"

"จงอยู่ตรงจุด อย่าอยู่ตรงขีด จุดมีมิติเป็นสูญ ขีดมี 1 มิติ จงอยู่ที่มิติ 0 (สูญ)"

"จุดต่อกันเป็นขีด เพราะมีอดีต มีสัญญา ทำให้รู้การต่อเนื่อง"
ภาพและบทความจากสมุดบันทึก "ธรมมะล้วน ๆ" พ.ศ. 2535

14 มกราคม 2466 บุรุษท่านหนึ่งพร้อมครอบครัวเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งศิลปะ นั่นคือ เมืองF...
14/01/2023

14 มกราคม 2466 บุรุษท่านหนึ่งพร้อมครอบครัวเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งศิลปะ นั่นคือ เมืองFlorence ประเทศอิตาลี เพื่อมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 6 โดยทำงานเป็นครูปั้น ของกระทรวงกรมวัง บ้านหลังนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือนบริวารของบ้านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภได้ถูกเลือกให้เป็นที่พำนักของครอบครัวท่านนี้ บ้านหลังนี้ได้ถูกเรียกว่า บ้านอาจารย์ฝรั่ง และบุรุษท่านนี่คือ Professor Corado Feroci หรือ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี

14 มกราคม 2566 ครบ 100 ปีที่ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรีได้เข้ามาสู่แผ่นดินสยาม
พี่ธานินทร์ สุนทรานนท์ ร่วมกับศิษยานุศิษย์ทำบุญให้กับอาจารย์ศิลป์พีระศรีที่บ้านแห่งนี้ ขอเชิญทุกท่านที่สะดวก มาร่วมกันทำบุญให้อาจารย์ และเสวนาร่วมกัน ตั้งแต่เวลา 10:00 น จนถึง 13.00 น ณ บ้านอาจารย์ฝรั่ง ถนนซังฮี้ ภายในสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก ด้วยกันค่ะ

14 มกราคม 2466 บุรุษท่านนึงพร้อมกับภรรยาและบุตรสาวได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองFlorence ประเทศ Italy  ดินแดนที่ได้ขึ...
14/01/2023

14 มกราคม 2466 บุรุษท่านนึงพร้อมกับภรรยาและบุตรสาวได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองFlorence ประเทศ Italy ดินแดนที่ได้ขึ้นชื่อถึงความเป็นเลิศแห่งศิลป เพื่อมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 6 ทางด้านศิลปและประติมากรรม โดยบ้านหลังนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือนบริวารของบ้านพระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ ได้ถูกเลือกให้เป็นที่พำนักของบุรุษท่านนี้พร้อมครอบครัว และบุรุษท่านนี้คือ Professor Corado Feroci หรือ ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี นี่เอง

คณะบุคคล โดยคุณธานินทร์ สุนทรานนท์ และศิษยานุศิษย์จึงได้ร่วมกันทำบุญให้อาจารย์ศิลป ในวาระ ครบ100ปี ที่อาจารย์ได้เดินทางมายังสยามประเทศและพำนัก ณ บ้านหลังนี้ เรียนเชิญทุกท่านร่วมกันทำบุญเจริญพุทธมนต์ให้กับอาจารย์ศิลป และครอบครัวของท่าน ด้วยกันค่ะ พร้อมกับมีการเสวนาร่วมกัน ตั้งแต่เวลา 10.00น - 13.00 น. ณ บ้านอาจารย์ฝรั่ง ถนนซังฮี้ ภายในสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก

19/09/2022

พรุ่งนี้ 13.30 น. (วันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2565)
พบกับกิจกรรมการเสวนาในหัวข้อ
“1 ศตวรรษ อาจารย์ศิลป์และลูกศิษย์”
ณ ห้องอเนกประสงค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป

วิทยากร
- นายเสวต เทศธรรม ศิลปินแห่งชาติ
- นายธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ
- รศ.สุธี คุณาวิชยานนท์
- ดร.ผุสดี รอดเจริญ
- นายวิจิตร อภิชาตเกรียงไกร ดำเนินรายการ

15/09/2022

#รำลึกผู้ออกแบบย่าโม 15 กันยายน “วันศิลป์ พีระศรี” ครบรอบ 130 ปี บิดาแห่งวงการศิลปะ ผู้ออกแบบรูปปั้น “ท้าวสุรนารี”
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ “ศิลป์ พีระศรี” บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย และบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทยให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
และเนื่องด้วยในวันที่ 15 กันยายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น “วันศิลป์ พีระศรี” เพื่อรำลึกถึงครูผู้อุทิศตนทั้งชีวิต เพื่อนักเรียนและศิลปะ จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ผลงานประเภทอนุสาวรีย์ ที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดนครราชสีมา คือ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม) ซึ่ง “ศิลป์ พีระศรี” เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ “พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลป์ชัย)” หล่อด้วยทองแดงรมดําขนาดความสูง 185 เมตร น้ำหนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานที่บรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
"อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี(ย่าโม)" เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2477 ส่วนรูปปั้นย่าโมอันเป็นต้นแบบ (Prototype) โดย “ศิลป์ พีระศรี” เป็นผู้ออกแบบและลงมือปั้นเอง มีสัดส่วนเล็กกว่าอนุสาวรีย์จริง ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จะหยิบยกคำสอนมาคอยเตือนใจลูกศิษย์ของตน โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักว่า ชีวิตของมนุษย์ช่างแสนสั้นนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการยืนยงคงอยู่ของศิลปกรรมที่จะยืนยงคงอยู่ยาวนานนับร้อยนับพันปี หรือประโยคที่ว่า “นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร” เพื่อเตือนใจลูกศิษย์ให้หมั่นศึกษาหาความรู้ โดยเฉพาะความรู้ใหม่ๆ
และเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2505 เวลา 20.10 น. ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุได้ 69 ปี 7 เดือน 29 วัน

15/09/2022

130 ปี ชาตกาล ศิลป์ พีระศรี ศิลปินเอกยุค “ศิลปะคณะราษฎร” การเกิดขึ้นของอนุสาวรีย์สามัญชน และพระราชานุสาวรีย์แห่งของกษัตริย์ในอดีต
จากข้อมูลของ วิบูล ลี้สุวรรณ (ชีวิตและงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี) คอร์ราโด เฟโรจี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ที่ตำบลซานยิโอวานนี เมืองฟลอเรนซ์ ศูนย์กลางศิลปะแห่งอิตาลี จบการศึกษาด้านศิลปะ เอกประติมากรรม จากสถาบันวิจิตรศิลป์ฟลอเรนซ์ (The Academy of Fine Arts of Florence)
จบแล้วก็สอบเข้าเป็นอาจารย์ในสถาบันที่เรียนจบมา และได้รับการคัดเลือกให้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุได้เพียง 23 ปี ก่อนย้ายมาทำงานในเมืองไทย (สมัยนั้นยังเรียกสยาม) เมื่อ พ.ศ. 2466 ในตำแหน่งช่างปั้น สังกัดกรมศิลปากร ราชบัณฑิตยสภา โดยสัญญาฉบับแรกมีกำหนดอายุ 3 ปี แต่เมื่อได้แสดงผลงานเป็นที่น่าพอใจจึงได้ต่อสัญญาใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุเวลา
ศิลป์ พีระศรี (เปลี่ยนชื่อและสัญชาติเมื่อปี พ.ศ. 2487 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเลี่ยงปัญหาที่เขาถือสัญชาติอิตาลีซึ่งเดิมเคยอยู่ฝ่ายอักษะร่วมกับไทย แต่ไปทำสัญญาสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปลายปี 2486 หลังจาก เบเนโต มุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ถูกขับจากอำนาจ) มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมงานศิลปะยุคใหม่ของไทย ทั้งการก่อตั้งโรงเรียนศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2476 ก่อนยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2486 ช่วยบ่มเพาะศิลปินท้องถิ่น ทำให้ไทยลดการพึ่งพาช่างและศิลปินนำเข้าได้มาก เขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์หลายแห่ง และช่วงเวลาดังกล่าวที่เขาเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับก็เกิดขึ้นในช่วงที่คณะราษฎรครองอำนาจพอดี
ชาตรี ประกิตนนทการ (ศิลปะ สถาปัตยกรรม คณะราษฎร) กล่าวว่า “ศิลปะสมัยใหม่” ของไทย (ซึ่งต่างจาก ศิลปะสมัยใหม่ในระดับสากลที่ปฏิเสธศิลปะตามแนวเสมือนจริง [realistic art] และคตินิยมตามแบบแผนวิชาการแบบเดิม ขณะที่ของไทย ศิลปะสมัยใหม่คือ ศิลปะที่หันมาเน้นความเสมือนจริง) เริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริง ๆ มาเกิดขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนเกิดรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “ศิลปะคณะราษฎร”
ในช่วงเวลานี้เอง ศิลป์ได้แสดงผลงานที่โดดเด่นมากมาย (รวมถึงงานของศิษย์ที่อยู่ในความดูแลของศิลป์) เช่น รูปปั้นนูนต่ำอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ของสามัญชนอย่าง ท้าวสุรนารีหรือท่านผู้หญิงโม พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ หรือ คอซิมบี๊ ณ ระนอง รูปปั้นลอยตัวทหารพลเรือนและตำรวจที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ครุฑ (ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามผิดจากครุฑยุคก่อน) หน้าตึกกรมไปรษณีย์โทรเลข บางรัก รวมถึงพระราชานุสาวรีย์แห่งของกษัตริย์ในอดีต
และตัวอย่างงานศิลปะคณะราษฎรที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางอุดมคติของสองยุคมากที่สุดชิ้นหนึ่ง คงหนีไม่พ้นอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อนุสาวรีย์สามัญชนคนแรก ซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2477 ใกล้กับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และกรณีกบฏบวรเดชที่นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งใช้นครราชสีมาหรือโคราชเป็นกำลังสำคัญ การสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีขึ้นที่นี่จึงมีปัจจัยทางการเมืองเป็นส่วนช่วยผลักดัน
จากข้อมูลของ สายพิน แก้วงามประเสริฐ (วิทยานิพนธ์เรื่อง ภาพลักษณ์ท้าวสุรนารีในประวัติศาสตร์ไทย) เหตุกบฏคราวนั้นทำให้ชาวโคราชถูกมองว่ามักมีวิสัยเป็นกบฏ เพราะสืบย้อนไปในอดีตโคราชมักเป็นฐานของกลุ่มกบฏหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกบฏพระยายมราช (สังข์) กบฏบุญกว้าง หรือกบฏกรมหมื่นเทพพิพิธ ผู้นำใหม่ของโคราชจึงต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโคราช เหตุการณ์กบฏเจ้าอนุวงศ์ที่ชาวโคราชต่อต้านกบฏเจ้าจากเวียงจันทร์และแสดงความภักดีต่อกรุงเทพฯ จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ประโยชน์ ช่วยสร้างขวัญกำลังใจ และสร้างภาพจำใหม่ให้กับโคราช
การสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีแม้จะเกิดขึ้นโดยการผลักดันจากผู้นำท้องถิ่น แต่ก็ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลคณะราษฎร ซึ่งได้มอบหมายให้ศิลป์เป็นผู้ออกแบบและปั้น เนื่องจากข้อเสนอนั้นสอดคล้องกับอุดมการณ์ของคณะราษฎรหลายประการ ทั้งการที่ท้าวสุรนารีเป็นสามัญชน เช่นเดียวกับคณะราษฎร และยังเป็นผู้หญิง ซึ่งการเล่าประวัติศาสตร์ในอดีตให้คุณค่าค่อนข้างน้อย แต่ในสมัยของคณะราษฎร ผู้หญิงถูกยกบทบาทให้เท่าเทียมกับผู้ชาย เห็นได้จากการกำหนดให้ชายหญิงมีสิทธิเท่าเทียมโดยรัฐธรรมนูญซึ่งก้าวหน้ายิ่งกว่าประเทศตะวันตกหลายประเทศ
ท้าวสุรนารีจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการยกให้เป็นไอดอลตามอุดมการณ์ใหม่ และจำเป็นต้องใช้ศิลปะยุคใหม่ที่ตัดขาดจากศิลปะไทยยุคจารีตเป็นสัญลักษณ์สะท้อนอุดมการณ์นั้น
"การที่กรมศิลปากรไม่ยอมรับรูปปั้นท้าวสุรนารีที่มีรูปลักษณ์เป็นนางฟ้านั้น ประการแรกคงจะเป็นเพราะขัดกับความเป็นจริงที่ว่า ท้าวสุรนารีเป็น 'มนุษย์' โดยเฉพาะมนุษย์ที่เป็น 'สามัญชน' ด้วย ดังนั้นรูปปั้นท้าวสุรนารี ถ้าจะสื่อให้เห็นการกระทำของท้าวสุรนารีได้ดีและเหมาะสมกับสภาพการณ์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ รูปปั้นนี้จึงต้องมีความเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ต้องมีบุญญาบารมี แต่ต้องเป็นมนุษย์ที่กล้าหาญ
"ประการที่สอง คงจะเป็นการปฏิเสธแนวคิดตามคติเก่าด้วย เพราะแต่เดิมนั้น การจะสร้างรูปบุคคลที่เคารพยกย่อง มักจะสร้างเป็นรูปเทวดามากกว่า ถึงยุคใหม่จึงต้องการสร้างรูปปั้นเหมือนจริง นอกจากนี้การที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้าพระยานริศรานุวัติวงศ์ทรงตั้งข้อสงสัยว่าท้าวสุรนารีไม่เห็นได้ทำอะไรเท่าไร ทำไมจึงยกย่องกันนักหนา สื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างความคิดระบอบเก่ากับระบอบใหม่
"ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสรุปว่าการสร้างรูปท่านผู้หญิงโมเป็นตัวอย่างของความคิดสมัยใหม่ การจะสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีจึงอาจเป็นวิธีการหนึ่งของคณะราษฎร ที่จะแสดงว่าประชาชนทุกคนคือ ผู้กำหนดวิถีประวัติศาสตร์ของประเทศ การที่ประชาชนร้องขอให้สร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีจึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ และสอดคล้องกับแนวคิดของคณะราษฎรด้วย" สายพินกล่าว
อย่างไรก็ดี การที่ศิลป์มีผลงานโดดเด่นในยุคศิลปะคณะราษฎรนั้น มิได้สื่อว่าเขามีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด เพราะเขาเองก็ทำงานให้กับรัฐบาลทั้งสองยุคอย่างเต็มที่ หากแต่ฝีมือในเชิงศิลปะของเขาถูกจริตของผู้ปกครองในยุคนี้มากกว่ายุคเก่าที่แม้จะรับเอาศิลปะแบบตะวันตกมาใช้บ้างแต่ก็ไม่มาก และเขาก็เข้ามาเมืองไทยในปลายยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว กว่าที่เขาจะได้รับงานใหญ่อย่าง อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็เป็นเป็นช่วงสี่ปีสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นั่นจึงทำให้ศิลป์ ประติมากรสายเรียลลีสม์ (realism) มีโอกาสแสดงศักยภาพของเขาในยุคคณะราษฎรมากกว่าในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังที่ชาตรีกล่าวว่า
“อุดมคติใหม่ของ ‘ศิลปะคณะราษฎร’ ที่ถูกสร้างขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กงล้อประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ในไทยหมุนไปในรูปแบบที่เรารับรู้ในปัจจุบัน สำคัญที่สุดคือ ด้วยจิตวิญญาณใหม่นี้เองที่เป็นพลังผลักดันเบื้องหลังให้ ศิลป์ พีระศรี สามารถแสดงศักยภาพทางศิลปะที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ตลอดจนเปิดโอกาสให้ท่านสามารถผลักดันแนวคิดและผลงานต่าง ๆ มากมาย”
ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนการต่อสู้ทางอุดมคติของศิลปะสองยุคของไทย คือยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับยุคคณะราษฎร คือความจากจดหมายทั้งสองฉบับสะท้อนถึงเมื่อ สมเด็จฯ กรมพระยานริศฯ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ที่ทรงประสงค์ให้อนุสาวรีย์แห่งนี้คงอุดมคติทางศิลปะแบบจารีตของไทยเอาไว้ (หากจำเป็นต้องสร้างจริง ๆ แม้พระองค์ทรงเห็นว่าท่านผู้หญิงโมไม่ได้น่ายกย่องมากนัก) แต่รัฐบาลคณะราษฎรไม่เห็นสอดคล้องด้วย “คอร์ราโด เฟโรจี” (Corrado Feroci) หรือ ศิลป์ พีระศรี ที่รับราชการมาตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 จึงต้องปฏิบัติตามเจ้านายกลุ่มใหม่ที่ต้องการใช้ศิลปะสะท้อนและส่งเสริมอุดมการณ์ใหม่ของตน เนื้อความในจดหมายส่วนหนึ่งมีว่า
“กถามรรค จะทูลถวายเรื่องกรมศิลปากรเขากำลังปั้นรูปท่านผู้หญิงโมกันอยู่ ในว่าจะหล่อเอาไปตั้งเป็นอนุสาวรีย์ประตูชัยโคราช มีขนาดสูง 4 ศอก เลยทำเป็นรูปหญิงสาวตัดผมปีก ยืนถือดาบ นุ่งจีบ ห่มผ้า สไบเฉียง
“อนุสาวรีย์รายนี้เดิมทีพระเทวภินิมิต (ฉาย เทียมศิลปไชย มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2431-2490) เขียนมาปรึกษาเกล้ากระหม่อม ก่อนเป็นรูปผู้หญิงนั่งบนเตียง มีเครื่องยศพานหมากกระโถนตั้งข้าง ๆ เกล้ากระหม่อมถามว่าใครจะทำ เขาว่าเป็นผู้แทนราษฎร นครราชสีมา เกล้ากระหม่อมถามว่า แกเคยเห็นท่าผู้หญิงโม้หรือ หน้าตาอย่างนี้หรือ ได้แต่หัวเราะไม่ได้คำตอบ ถามว่าจะตั้งที่ไหน ตั้งที่ประตูชัย เกล้ากระหม่อมว่าเป็นทางเดินแล้วจะเอารูปปั้นไปตั้งอุดเสีย มิเดินไม่ได้หรือ แกก็หัวเราะแล้วนำแบบกลับไป
“ต่อมาเกล้ากระหม่อมไปที่ศิลปากรสถาน เห็นนายเฟโรจี (ศิลป์ พีระศรี) ปั้นดินเป็นรูปผู้หญิง ยืนถือดาบอยู่ตัวเล็ก ๆ หลายตัว ท่าต่างกัน ถามว่าทำอะไร แกบอกว่าทำผู้หญิงโคราช ใครก็ไม่รู้ที่รบกับผู้ชายนั้น เกล้ากระหม่อมก็เข้าใจ แล้วได้แนะนำว่าเราไม่รู้จักตัว หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ทำไม่ได้ดอก ทำ Allegory (สัญลักษณ์แฝงความหมาย) เป็นนางฟ้าถือดาบดีกว่า แกเห็นด้วย ต่อมาอีกสองสามวัน เกล้ากระหม่อมไปอีก เห็นแกปั้นไว้หน้าเอ็นดูดี เป็นผู้หญิงสาวผมยาวประบ่า ใส่มาลาถือพวกดอกไม้สด นุ่งจีบ ห่มสะไบสะพักสองบ่า ยืนถือดาบ เกล้ากระหม่อมเห็นแล้วก็รับรองว่าอย่างนี้ดี
“มาเมื่อก่อนหน้าจะเขียนหนังสือมาถวายนี้ ไปเห็นปั้นตัวเบ้อเร่อ ถามว่าทำไมไม่ทำเป็นรูป Allegory แกบอกว่าเขาไม่เอา
“เรื่องท่านผู้หญิงโมนี้ก็ประหลาด ดูในพงศาวดารรัชกาลที่ 3 ซึ่งถวายมา ไม่เห็นแสดงแผลงฤทธิ์อะไรเป็นแต่คุมพวกผู้หญิงเป็นกองหลังเท่านั้น ทำไมจึงยกย่องกันนักหนาก็ไม่ทราบ”
เนื้อความข้างต้นนี้คัดมาจาก สาส์นสมเด็จ เป็นจดหมายที่ สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ มีไปทูล สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2477 ว่าด้วยเรื่องราวการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นได้ราวปีกว่า (และเหตุการณ์กบฏบวรเดชซึ่งนครราชสีมามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญเพิ่งผ่านพ้นไป) ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงตอบกลับมาในจดหมายลงวันที่ 5 มกราคม ปีเดียวกัน ว่า
“ขอทูลสนองลายพระหัตถ์ว่าการสร้างรูปท่านผู้หญิงโม้นั้น เป็นอุทาหรณ์อันหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าความคิดสมัยใหม่ผิดกับสมัยเก่าหมดทุกอย่าง”
เรื่อง: อดิเทพ พันธ์ทอง
ที่มาภาพ: Silpakorn University
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เรียบเรียงใหม่จากบทความที่เผยแพร่เมื่อปี 2019
#วันนี้ในอดีต #15กันยายน #ศิลปะ #ศิลป์พีระศรี

15/09/2022
15/09/2022
The Good moments and memories on Sept 15  ( Silpa Bhirasri's Day )  @ Baan Ajarn Farang ( บ้านอาจารย์ฝรั่ง )
14/09/2022

The Good moments and memories on Sept 15 ( Silpa Bhirasri's Day ) @ Baan Ajarn Farang ( บ้านอาจารย์ฝรั่ง )

ที่อยู่

บ้านอาจารย์ฝรั่ง สำนักงานตรวจสอบภายในทหารบก 153 ถนนราชวิถี
Bangkok
10300

เบอร์โทรศัพท์

+66959696519

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Silpa Bhirasri’s Place บ้านอาจารย์ฝรั่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Silpa Bhirasri’s Place บ้านอาจารย์ฝรั่ง:

แชร์

ประเภท