มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม การขนส่งสาธารณะ (Public Transit)
รถโดยสารประจำทางสาย 57 รถไฟฟ้า MRTลงอิสรภาพ ทางออก 34

พระราชวังเดิมหรือพระราชวังกรุงธนบุรี เป็นพระราชวังแห่งเดียวที่สร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีพ.ศ.2311

Phra Racha Wang Derm or Thonburi Palace is the only palace built by King Taksin the Great in 1768.

วันนี้ในอดีต 4 ตุลาคม: พระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนา กรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อราวๆ 256 ปีก่อน ในวัน...
04/10/2026

วันนี้ในอดีต 4 ตุลาคม: พระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนา กรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่
ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อราวๆ 256 ปีก่อน ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2313...

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อราวๆ 256 ปีก่อน ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2313 ได้เกิดอีกเหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่ของประวัติศาสตร์แผ่นดินสยามขึ้น

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ แทนกรุงศรีอยุธยาซึ่ง สภาพบ้านทรุดโทรมไป

เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้าพระเจ้าตากสิน ได้ประสบความสำเร็จในการกู้เอกราช ในเวลาเพียง 7 เดือน หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาถูกเขายึดครอง

โดยการตัดสินพระทัยในครั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ไทยมักจะระบุว่าเกิดจากการที่ พระเจ้าตากสินทรงพระสุบินนิมิตว่าพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยามาขับไล่ไม่ให้อยู่

จึงเสด็จกลับไปมาเมืองธนบุรีซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกรุงศรีอยุธยานัก แถมยังตั้งอยู่ที่น้ำลึกใกล้ทะเลง่ายแก่การรับมือข้าศึกที่บุกมาทางบกไม่มีทัพเรือ และพระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” นั่นเอง

“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และ คนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบ...
03/10/2026

“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และ คนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”

#พระบรมราโชวาท
"พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร "
พระราชทานเมื่อ
วันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒

03/10/2026
🌧️ รอยเท้าบนผืนดินโคลน กับความหมายที่เพิ่งเข้าใจเมื่อเติบโต​ตอนเด็ก ๆ เวลาเห็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ย...
03/10/2026

🌧️ รอยเท้าบนผืนดินโคลน กับความหมายที่เพิ่งเข้าใจเมื่อเติบโต

​ตอนเด็ก ๆ เวลาเห็นภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ย่ำพระบาทลงบนผืนดินโคลนตม มือข้างหนึ่งถือม้วนแผนที่นำทาง และทรงฉลองพระองค์กันฝนตัวบางที่เปียกชื้น ในสายตาของเด็กคนหนึ่ง เราอาจมองเห็นเพียงแค่ภาพพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก แต่ยังไม่เคยเข้าใจลึกซึ้งถึงคุณค่าและความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพนั้นเลย

​แต่วันนี้ ในวันที่เราเติบโต ได้ก้าวผ่านโลก ได้เรียนรู้ความยากลำบากของการพัฒนาสังคม เราถึงได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า ทำไมในทุกย่างก้าวของพระองค์จึงต้องมี "แผนที่" เล่มนั้นอยู่ติดพระหัตถ์เสมอ

​แผนที่แผ่นนั้นไม่ใช่แค่กระดาษนำทาง แต่คือพิมพ์เขียวแห่งความหวัง คือความมุ่งมั่นที่พระองค์ทรงอยากสร้างสิ่งที่ดีที่สุด อยากคิดค้นโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อแก้ไขปัญหาดิน ปัญหาป่า ปัญหาน้ำ และแก้ความยากจน เพื่อส่งต่ออนาคตที่มั่นคงให้กับประเทศไทยและคนไทยทุกคน

​🕊️ เสียงเตือนสติท่ามกลางโลกที่หมุนเร็ว
​ท่ามกลางเสียงตามสายที่แผ่วเบาแต่ดังก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ:

​"คนเราถ้าพอในความต้องการ มันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย..."

​ในยุคปัจจุบัน เราต่างใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน เราวิ่งตามความสำเร็จและความมั่งคั่ง จนบางครั้งเราเหนื่อยล้า และเผลอเบียดเบียนคนรอบข้างหรือเบียดเบียนความสุขของตัวเองไปโดยไม่ตั้งใจ คำสอนสั้น ๆ เรียบง่ายนี้จึงไม่ใช่แค่หลักปรัชญา แต่คือเข็มทิศเตือนใจให้เราหยุดพัก หายใจ และทบทวนความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่

​🌱 แก่นแท้ของคำว่า "พอ": พลังแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
​คำว่า "พอ" ของพระองค์ท่าน ไม่ใช่การหยุดพัฒนาตัวเอง แต่คือการสร้างรากฐานและภูมิคุ้มกันทางใจ:

​🌾 สันโดษเพื่อแบ่งปัน: เมื่อเราพอใจในความจำเป็น ความโลภในใจจะลดลง พื้นที่ว่างในหัวใจจะเปิดรับความเมตตา ทำให้เรามองเห็นความทุกข์สุขของคนอื่นและพร้อมที่จะยื่นมือเข้าเกื้อกูล

​🛡️ เกราะกำบังทางสังคม: ปัญหาความเหลื่อมล้ำส่วนใหญ่ มักเริ่มจากการแย่งชิงทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากทุกคนมีจุดตัดของความต้องการ สังคมจะสงบสุขและลดการเบียดเบียนกันลง

​🚶‍♂️ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง: การเติบโตที่มีคุณค่าที่สุด ไม่ใช่การวิ่งไปข้างหน้าคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว แต่คือการเดินเคียงข้าง พยุงกันไป และสร้างความยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง

​💌 ร่วมแบ่งปันเพื่อส่งต่อพลังใจ
​หากคุณเคยมีความรู้สึกคล้ายกัน จากภาพจำในวัยเด็กจนถึงวันที่เข้าใจความหมายของสิ่งที่พระองค์ทรงทำ มาร่วมแชร์ความรู้สึกและแลกเปลี่ยนมุมมองกันใต้โพสต์นี้ครับ ว่าคำว่า "ความพอดี" ในชีวิตจริงของคุณ มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

​และหากคิดว่าข้อความนี้มีคุณค่า อย่าลืมกดแชร์เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและคำสอนของพ่อให้ก้องกังวานอยู่ในหัวใจของทุกคนต่อไป

​ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
2 ตุลาคม 2569

​ #ณัฏฐ์มงคลนาวิน #คิดถึงพ่อ #คำสอนพ่อ #ยุทธศาสตร์สังคม #ความสุขที่แท้จริง #แรงบันดาลใจ #ความพอเพียง

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันอังคาร ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๙ เนื่องจากมีพระราชพิธีทร...
02/10/2026

สำนักพระราชวัง ขอแจ้งการเข้าพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันอังคาร ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๙ เนื่องจากมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช ๒๕๖๙ ดังนี้
– ปิดการจำหน่ายบัตรเข้าชมฯ ทั้งวัน
– เข้าชมได้เฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ในปราสาทพระเทพบิดร ได้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. โดยเข้า-ออก ทางประตูสวัสดิโสภา
– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเข้าถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ได้ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.

(จุดคัดกรองในอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ปิดเวลา ๑๑.๐๐ น.)

โปรดแต่งกายสุภาพ
– เข้าปราสาทพระเทพบิดร สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง
– เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ และถวายสักการะพระศพฯ ชุดสุภาพไว้ทุกข์
สุภาพบุรุษห้ามสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงหรือผ้านุ่ง

#จ้งการเข้าพระบรมมหาราชวัง #วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
#พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันนวมินทรมหาราช

01/10/2026

โครงการแก้มลิง

โครงการพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริไว้แก้ปัญหาอุทกภัยในประเทศไทย และยังคงใช้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำท่วมจวบจนปัจจุบัน

ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน และตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลยาวนานกว่า 2 เดือน เมื่อปี พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงมีพระราชดำริจัดทำโครงการแก้มลิง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย โดยอิงจากหลักการกินกล้วยของฝูงลิง

โครงการแก้มลิง กับความเป็นมา

สืบเนื่องจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2538 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทอดพระเนตรเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นเรื้อรังกว่า 2 เดือน ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นครั้งแรก เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย พร้อมทั้งช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โครงการแก้มลิง พระราชดำริจากพฤติกรรมลิง

แนวคิดโครงการแก้มลิงเกิดจากการที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำรัสถึงลิงที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมาก ๆ โดยมีพระราชกระแสอธิบายว่า

"ลิง โดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อย ๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง"

เช่นเดียวกับทฤษฎีแก้มลิง ที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำไว้รอการระบายและเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง

วัตถุประสงค์ของโครงการแก้มลิง

โครงการแก้มลิง สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง โดยใช้หลักการทางธรรมชาติ คือ กักเก็บน้ำฝนเอาไว้ เพื่อรอเวลาระบายออก ซึ่งลักษณะการดำเนินงานของแก้มลิงจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

1. ดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบนให้ไหลไปตามคลองในแนวเหนือ-ใต้ ลงคลองพักน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณชายทะเล เช่น คลองชายทะเลของฝั่งตะวันออก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ คือ แก้มลิง ต่อไป

2. เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำลงกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าวออกทางประตูระบายน้ำ โดยอาศัยทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ตามธรรมชาติ

3. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่ �แก้มลิง� ให้ระบายออกในระดับต่ำที่สุดออกสู่ทะเล เพื่อจะได้ทำให้น้ำตอนบนค่อย ๆ ไหลมาเองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง

4. เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลองให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลย้อนกลับ โดยยึดหลักน้ำไหลทางเดียว (One Way Flow)

โครงการแก้มลิงมีกี่ประเภท

โครงการแก้มลิงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยแยกตามขนาดของแก้มลิง ดังนี้

1. แก้มลิงขนาดใหญ่

แก้มลิงขนาดใหญ่ เปรียบได้กับสระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม เป็นต้น โดยแก้มลิงขนาดใหญ่จะคอยรองรับน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้น ๆ และจะกักเก็บน้ำไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะระบายลงสู่ลำน้ำ อย่างไรก็ตาม แก้มลิงขนาดใหญ่อย่างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม จะมีวัตถุประสงค์อื่นประกอบด้วย เช่น เพื่อการชลประทานหรือเพื่อการประมง เป็นต้น

2. แก้มลิงขนาดกลาง

เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ก่อสร้างในระดับลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น

3. แก้มลิงขนาดเล็ก

แก้มลิงขนาดเล็กมักเป็นพื้นที่สาธารณะ เช่น สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง ทั้งนี้แก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชนจะเรียกว่า "แก้มลิงเอกชน" ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า "แก้มลิงสาธารณะ"

ประโยชน์ของโครงการแก้มลิง

"แก้มลิง" เป็นโครงการอเนกประสงค์สำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาอุทกภัยให้กับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น แต่ยังช่วยระบายน้ำจากภาคเหนือลงสู่อ่าวไทยตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกและการสูบน้ำที่เหมาะสม ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำตามคู คลองธรรมชาติในช่วงฤดูฝนอีกด้วย

นอกจากนี้โครงการแก้มลิงยังช่วยป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในช่วงฤดูแล้ง ไม่ให้น้ำเค็มจากทะเลไหลเข้าสู่แม่น้ำลำคลองและพื้นที่การเกษตร รวมทั้งแก้มลิงยังสามารถเก็บกักน้ำจืดไว้ด้านเหนือประตูระบายน้ำ ประชาชนจึงสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกรรมอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคอีกด้วยที่สำคัญโครงการแก้มลิงยังมีส่วนสำคัญในการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในแก้มลิงต่าง ๆ เมื่อถูกระบายสู่คู คลอง จะไปช่วยบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง กระทั่งผลักดันให้น้ำเน่าเสียเดิมที่มีอยู่ ถูกระบายออกไปได้ในที่สุด

โครงการแก้มลิง มีที่ไหนบ้าง

ปัจจุบันโครงการแก้มลิงมีทั้งแก้มลิงขนาดเล็กและแก้มลิงขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร กว่า 20 จุด โดยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทางฝั่งธนบุรี เพราะเป็นส่วนที่มีคลองจำนวนมาก ซึ่งการระบายน้ำในจุดนี้จะระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้โครงการแก้มลิงจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

โดยส่วนนี้จะทำการรับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา นับตั้งแต่จังหวัดสระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร มาตามคลองสายต่าง ๆ โดยใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือรับน้ำ และพิจารณาหนองบึงหรือพื้นที่ว่างเปล่าตามความเหมาะสม เพื่อเป็นบ่อพักน้ำเพิ่มเติมโดยใช้คลองธรรมชาติในแนวเหนือ-ใต้ เช่น คลองพระองค์ไชยนุชิต คลองบางปลา คลองด่าน คลองบางปิ้ง คลองตำหรุ คลองชายทะเล เป็นแหล่งระบายน้ำเข้า-ออกจากบ่อพักน้ำ

2. โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

แก้มลิงฝั่งนี้จะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร

นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง" เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยใช้หลักการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดการระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทย เมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะประกอบไปด้วย 3 โครงการในระบบคือ

1. โครงการแก้มลิง แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง ประกอบด้วย- ประตูระบายน้ำ ค.ส.ล. ปิดกั้นแม่น้ำท่าจีน

- ประตูเรือสัญจร

- ทำนบดินปิดลำน้ำเดิม

- บันไดปลา

- สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่

2. โครงการแก้มลิง คลองมหาชัย-คลองสนามชัย ประกอบด้วยประตู้ระบายน้ำรวมทั้งคลองสาขาต่าง ๆ อันได้แก่

- ประตูระบายน้ำคลองสหกรณ์สาย 3

- ประตูระบายน้ำคลองเจ็ก

- ประตูระบายน้ำคลองโคกขาม

- ประตูระบายน้ำคลองแสมดำ

- ประตูระบายน้ำคลองแสมดำใต้

3. โครงการแก้มลิง คลองสุนัขหอน ประกอบด้วย

- ประตูปิดกั้นคลองสุนัขหอน พร้อมอาคาร

- สถานีสูบน้ำออกจากคลองสุนัขหอน

นอกจากนี้ โครงการแก้มลิง ยังได้นำไปใช้ในหลายๆ พื้นที่ในต่างจังหวัด เพื่อกักเก็บน้ำและลดความรุนแรงของอุทกภัยด้วยเช่นกัน

-โครงการแก้มลิงคลองมหาชัย-คลองสนามชัย จังหวัดสมุทรสาคร

- ทุ่งทะเลหลวง โครงการแก้มลิงในจังหวัดสุโขทัย

โครงการแก้มลิงนับเป็นอีกหนึ่งโครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ช่วยให้ชาวไทยรอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม รวมไปถึงปัญหาขาดแคลนน้ำ แสดงถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้แก่พสกนิกรตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ครองราชย์ และแม้วันนี้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่จะสถิตอยู่ในใจคนไทยชั่วกาลนาน ไม่ต่างจากโครงการพระราชดำริต่าง ๆ ที่จะก่อเกิดประโยชน์แก่ลูกหลานเราสืบไป ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๔ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล...
30/09/2026

๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๔ เสด็จสวรรคต

เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรม ทรงทำประโยชน์ในพระพุทธศาสนา ทรงเป็นกษัตริย์ที่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ทรงก่อตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติขึ้น เพื่อฟื้นฟูพระธรรมวินัย ทรงตั้งธรรมเนียมมาฆะบูชาขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย ทรงสร้างวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามเป็นวัดประจำพระองค์

พระราชปัจฉิมวาจาก่อนพระองค์เสด็จสวรรคต มอบหมายให้พระยาศรีสุนทรโวหารอัญเชิญไปอ่านในที่ประชุมสงฆ์วัดราชประดิษฐฯ ซึ่งตรงกับวันมหาปวารนา ความว่า

"...แม้เมื่อกายของโยมกระสับกระส่ายอยู่
แต่จิตของโยมจักไม่กระสับกระส่ายไปตามกาย
โยมทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาอยู่อย่างนี้…"

แล้วทรงกำหนดอานาปานสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก
ประกอบด้วยบทภาวนาพุทโธกำกับว่า พุท-โธ ๆ ๆ ๆ……
แล้วพระสุรเสียงก็ค่อยแผ่วเบาลง เบาลง เบาลง……
จนได้ยินแต่เพียงคำว่า โธ โธ โธ……

แล้วเสด็จสวรรคตด้วยอาการอันสงบ ทรงจากไปด้วยธรรม ด้วยการมีสติสัมปชัญญะมั่นคง โดยมีธรรมะเป็นที่พึ่ง

พระราชกรณียกิจด้านวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคำนวณและพยากรณ์ว่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดปรากฏการณ์ สุริยุปราคามืดหมดดวง จะเห็นได้ชัดที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทรงพยากรณ์ล่วงหน้าถึง ๒ ปี โดยไม่มีหลักฐานการคำนวณจากประเทศตะวันตก และเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ อันเป็นวันสำคัญใน ประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนบรรดาผู้มาเข้าเฝ้าทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ต่างเฝ้ารอคำพยากรณ์จากการคำนวณทางดาราศาสตร์ ในตอนแรกไม่มีผู้ใดแลเห็น สุริยุปราคาตอนเริ่มจับ พระองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า คลาสเริ่มจับเวลา ๑๐.๐๔ น. รอจนถึง ๑๐.๑๖ น. คลาสเริ่มจับมากขึ้นทุกที ท้องฟ้าที่สว่างเริ่มมืดสลัวลง จนถึงเวลา ๑๑.๒๑ น. ท้องฟ้ามืดลงจนมองเห็นดวงดาว คลาสจับ เต็มดวงเมื่อเวลา ๑๑.๓๖ น. ๒๐ วินาที กินเวลานานถึง ๖ นาที ๔๕ วินาที ท้องฟ้ามืดจนเป็นเวลากลางคืน นับ เป็นสุริยุปราคาเต็มดวงตรงตามเวลาที่พระองค์ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ทุกประการ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคของวิทยาศาสตร์มาแต่บัดนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเพื่อพิสูจน์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนั้น ถือเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่และครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยพระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นผู้คำนวณด้วยพระองค์เองต่อ หน้าคณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และแขกเมืองชาวต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๕ เทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ ๑๘ สิงหาคม ของทุกปี เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
#เราคนไทยรักพระมหากษัตริย์

🏞️💛ประตูระบายน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้นแบบพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก บรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่พระบาทสมเด็จพระบรมช...
29/09/2026

🏞️💛ประตูระบายน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต้นแบบพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก บรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี #ไปทรงเปิดประตูระบายน้ำบางนราตอนบน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนรา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2533
--
#โครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนราอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
“การพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก การระบายน้ำ การบรรเทาปัญหาอุทกภัย และขจัดปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ลุ่มน้ำบางนรา”
--
แม่น้ำบางนราแยกจากแม่น้ำโก-ลกที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ไหลขึ้นทางทิศเหนือผ่านอำเภอเมืองนราธิวาสลงสู่อ่าวไทย พื้นที่โดยรอบเป็นภูเขาเตี้ย ๆ ป่าธรรมชาติ และสวนยาง มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มชายทะเลน้ำท่วมขัง แม่น้ำบางนรามีความเค็ม และกร่อยขึ้นอยู่กับสภาวะขึ้นลงของน้ำทะเล การประกอบอาชีพทางการเกษตรจึงไม่ได้ผลดี
--
จนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม 2523 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ บ้านกูแบสาลอ ตำบลกะลุวอ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ราษฎรได้กราบบังคมทูลพระกรุณาถึงความเดือดร้อนในเรื่องพื้นที่ทำการเกษตร แหล่งน้ำในการอุปโภคบริโภค เนื่องจากแม่น้ำบางนรามีการหนุนของน้ำทะเลจนเป็นน้ำกร่อย ในช่วงน้ำหลากน้ำจากลำน้ำสาขาไหลมารวมกันจนท่วมเข้าพื้นที่ การอยู่อาศัยและประกอบอาชีพล้วนมีความเดือดร้อน
--
กรมชลประทานจึงเริ่มดำเนินงานสนองพระราชดำริในระยะแรก เมื่อปี 2524 โดยขุดลอกคลองเพื่อช่วยระบายน้ำออกจากแม่น้ำบางนราลงสู่อ่าวไทย คือ คลองน้ำแบ่ง จากนั้นรัฐบาลของประเทศญี่ปุ่นได้ให้การช่วยเหลือแบบให้เปล่าในการศึกษา และก่อสร้างประตูระบายน้ำบางนราตอนบน – ตอนล่าง จนแล้วเสร็จในปี 2533 ซึ่งช่วยป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่ สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เค็ม ไม่เปรี้ยวทำการเกษตรได้ผลผลิตดี สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค บริโภคตลอดทั้งปี
--
#หนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับงานจัดการทรัพยากรน้ำ #ประตูระบายน้ำบางนรา #ลุ่มน้ำบางนรา #นราธิวาส #สันติสุขแดนใต้

บางครั้ง สิ่งที่ช่วยปกป้องบ้านเมืองจากน้ำท่วมอาจไม่ใช่เขื่อนขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกลแต่อาจเป็น “สะพาน” ที่ไม่ได้สร้าง...
29/09/2026

บางครั้ง สิ่งที่ช่วยปกป้องบ้านเมืองจากน้ำท่วม
อาจไม่ใช่เขื่อนขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้แต่ไกล

แต่อาจเป็น “สะพาน” ที่ไม่ได้สร้างไว้ให้รถวิ่ง
หากสร้างขึ้นเพื่อให้น้ำเดินทางข้ามถนนออกสู่ทะเล

นี่คือ “สะพานน้ำยกระดับ” ส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ
โครงการที่มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546

พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมิได้ทรงคำนึงเพียงพื้นที่สนามบินเท่านั้น แต่ยังทรงให้พิจารณาถึงพื้นที่โดยรอบและระบบระบายน้ำโดยรวมของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เพราะพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการจำนวนมากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ

เมื่อเมืองขยายตัว ถนน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้น พื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติก็ลดลง ขณะที่การระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น

จึงเกิดการพัฒนาระบบ “คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ” ขึ้น เพื่อรับน้ำจากคลองสำโรงแล้วเร่งระบายออกสู่อ่าวไทย

คลองระบายน้ำสายนี้มีความยาวประมาณ 10.12 กิโลเมตร

แต่ช่วงที่น่าสนใจที่สุด คือบริเวณปลายคลองใกล้ถนนสุขุมวิทสายเก่า

เพราะน้ำไม่สามารถไหลผ่านสิ่งกีดขวางสำคัญทั้งคลองชายทะเลและถนนสุขุมวิทได้โดยตรง

วิศวกรจึงต้อง “ยกน้ำขึ้น”

สถานีสูบน้ำขนาดใหญ่จะสูบน้ำขึ้นสู่อาคารสะพานน้ำยกระดับ แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านโครงสร้างคอนกรีตรูปตัวยู ข้ามสิ่งกีดขวาง ก่อนระบายต่อออกสู่อ่าวไทย

จึงเกิดภาพแปลกตาที่คนจำนวนมากเรียกว่า

“สะพานยกน้ำข้ามถนน”

ตัวสะพานน้ำมีท้องทางน้ำกว้างประมาณ 25 เมตร และระบบสถานีสูบน้ำติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 เครื่อง เครื่องละประมาณ 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

เมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง สามารถสูบระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นั่นหมายความว่า ทุกหนึ่งวินาที ระบบสามารถผลักน้ำปริมาตรเทียบเท่าน้ำประมาณหนึ่งแสนลิตรให้เดินทางต่อไปยังทะเลได้

และเมื่อถึงมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554
ระบบแห่งนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างชัดเจน

มีข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำระบุว่า ในช่วงวิกฤตดังกล่าว โครงการสามารถช่วยระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร

ไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น

แต่ยังมีบทบาทต่อพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ลุ่มต่ำโดยรอบจังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงช่วยลดระยะเวลาที่น้ำท่วมขังในพื้นที่เป้าหมาย

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ระบบนี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเวลาน้ำมาก

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง คลองระบายน้ำยังสามารถกักเก็บน้ำจืดไว้ใช้เพื่อการเกษตรและรักษาระบบนิเวศได้ประมาณ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร

จาก “น้ำที่ต้องรีบระบาย” ในฤดูฝน
จึงกลับกลายเป็น “น้ำที่มีคุณค่า” ในฤดูแล้ง

นี่คือสิ่งที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจมากกว่าเพียงโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่

เพราะเบื้องหลังของมันคือแนวคิดในการมองปัญหาน้ำทั้งระบบ

ไม่ใช่เพียงถามว่า
“จะทำอย่างไรให้น้ำตรงนี้ลดลง”

แต่ต้องมองต่อไปว่า

น้ำจะมาจากไหน
จะผ่านพื้นที่ใด
จะระบายออกอย่างไร
และเมื่อไม่มีน้ำท่วมแล้ว น้ำที่เหลือจะนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างไร

วันนี้ เมื่อฝนตกหนักและน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทางตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ

ยังมีระบบระบายน้ำแห่งนี้ทำหน้าที่เงียบ ๆ

สูบน้ำขึ้น
พาน้ำข้ามถนน
แล้วส่งต่อออกสู่อ่าวไทย

จากแนวพระราชดำริเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน
สู่โครงสร้างที่ยังคงทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำให้ประชาชนจนถึงวันนี้

บางโครงการอาจไม่ได้ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของมันในทุกวัน

แต่เมื่อวันที่ฝนตกหนักมาถึง
เราจึงเข้าใจว่า...

เหตุใดการคิดเรื่อง “น้ำ” ล่วงหน้าหลายสิบปี
จึงมีความหมายต่อชีวิตของผู้คนมากเพียงใด

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในคืนที่กรุงเทพฯ จมอยู่ใต้น้ำในหลวงรัชกาลที่ 9 กับการตามหาทางระบายน้ำด้วยพระองค์เองพ.ศ. 2526กรุงเทพมหานครเผชิญน้ำท่วมครั...
29/09/2026

ในคืนที่กรุงเทพฯ จมอยู่ใต้น้ำ

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับการตามหาทางระบายน้ำด้วยพระองค์เอง

พ.ศ. 2526

กรุงเทพมหานครเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บางกะปิ รามคำแหง ลาดพร้าว ไปจนถึงพื้นที่รอบนอก ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน การเดินทางยากลำบาก บ้านเรือนและพื้นที่ทำกินได้รับความเสียหาย

แต่ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยน้ำ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันไปคือการพยายามค้นหาว่า

“น้ำมาจากไหน และจะทำอย่างไรให้มันออกไปได้เร็วที่สุด”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มิได้ทรงติดตามสถานการณ์จากรายงานเพียงอย่างเดียว หากเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ประสบอุทกภัยและเส้นทางระบายน้ำด้วยพระองค์เองหลายครั้ง

มีบันทึกและคำบอกเล่าจากผู้ที่เคยตามเสด็จฯ ว่า ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526 พระองค์เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่น้ำท่วมหลายแห่ง ทั้งบริเวณบางกะปิ ลาดพร้าว และพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร

บางครั้งการตรวจพื้นที่ดำเนินไปจนดึก

พระองค์ทรงทอดพระเนตรประตูระบายน้ำ คูคลอง ตลอดจนเส้นทางที่น้ำควรจะไหลออกจากเมือง เพื่อหาว่าจุดใดกำลังกลายเป็นคอขวดของระบบ

เรื่องสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำท่วมตรงไหน”

แต่คือ “ทำไมน้ำจึงไม่ออก”

จากการทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง นำไปสู่พระราชดำริหลายประการ ตั้งแต่การเปิดทางน้ำ ขุดลอกคลอง ปรับปรุงท่อลอดถนน ใช้เครื่องสูบน้ำ ตลอดจนเร่งน้ำในคลองให้ไหลออกเร็วขึ้น

หนึ่งในแนวคิดที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง คือการนำกำลังของเครื่องยนต์เรือหางยาวมาใช้กับใบพัด เพื่อช่วย “ผลักน้ำ” เพิ่มความเร็วของกระแสน้ำในคลอง

แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2526 และกลายเป็นตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหาที่มิได้เริ่มต้นจากเครื่องจักรซับซ้อน แต่เริ่มจากการมองธรรมชาติของน้ำให้เข้าใจก่อนว่า หากน้ำไหลช้า ก็ต้องช่วยให้มันไหลเร็วขึ้น

พระราชกรณียกิจในครั้งนั้นมิได้สิ้นสุดลงเมื่อน้ำลด

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน กรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินหน้าพัฒนาระบบป้องกันน้ำหลากจากด้านเหนือและด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ

หนึ่งในนั้นคือแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออก ซึ่งทอดยาวจากบริเวณบางเขน ผ่านสายไหม หทัยราษฎร์ ร่มเกล้า กิ่งแก้ว ลงไปทางสมุทรปราการ รวมระยะทางประมาณ 72 กิโลเมตร และดำเนินการแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2528

เหตุการณ์อีกเรื่องหนึ่งในปี 2528 ถูกเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระทนต์องค์หนึ่งของพระองค์หักใกล้โพรงประสาท จำเป็นต้องถวายการรักษา และเมื่อทรงถามว่าจะใช้เวลานานเท่าใด ทันตแพทย์กราบบังคมทูลว่าอาจใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง

แต่ขณะนั้นกรุงเทพฯ กำลังประสบปัญหาน้ำท่วม

จึงมีเรื่องเล่าสืบมาว่า พระองค์มีพระราชดำรัสว่า

“ขอรอไว้ก่อนนะ ฉันทนได้ วันนี้ขอไปดูราษฎรและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมก่อน”

ไม่ว่าจะมองเหตุการณ์น้ำท่วม พ.ศ. 2526 ผ่านภาพของคันกั้นน้ำ คลองระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ หรือเครื่องผลักดันน้ำจากเรือหางยาว

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากหลักฐานหลายชุดคือ วิธีทรงงานมิได้หยุดอยู่ที่การถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”

แต่ทรงพยายามลงไปถึงคำถามที่ยากกว่า

“เหตุใดจึงเกิดขึ้น และจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำอีก”

หลายสิบปีผ่านไป เมืองเปลี่ยนไป ระบบระบายน้ำเปลี่ยนไป และปัญหาน้ำก็ซับซ้อนขึ้นมาก

แต่บทเรียนจากปี 2526 ยังคงมีความหมาย

เพราะการแก้ปัญหาน้ำอย่างแท้จริง
ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อน้ำเข้าบ้าน

หากเริ่มต้นจากการเข้าใจว่า
น้ำมาจากไหน
จะเก็บไว้ตรงไหน
และจะพามันออกไปทางใด. ต่อยอดบทความนี้ได้อีก

ที่อยู่

กองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่
Bangkok
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:00
อังคาร 08:30 - 16:00
พุธ 08:30 - 16:00
พฤหัสบดี 08:30 - 16:00
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624727291

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม:

ทางลัด

แชร์