มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม การขนส่งสาธารณะ (Public Transit)
รถโดยสารประจำทางสาย 57 รถไฟฟ้า MRTลงอิสรภาพ ทางออก 34

พระราชวังเดิมหรือพระราชวังกรุงธนบุรี เป็นพระราชวังแห่งเดียวที่สร้างขึ้นมาในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปีพ.ศ.2311

Phra Racha Wang Derm or Thonburi Palace is the only palace built by King Taksin the Great in 1768.

บันทึกลับ! คืนที่"ในหลวง ร.9" ทรงเจรจา วิญญาณเจ้าที่ เปิดทางสร้างเขื่อน!เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ที่ถ่ายทอดกันมา สะท้อนพระบาร...
10/01/2026

บันทึกลับ! คืนที่"ในหลวง ร.9" ทรงเจรจา วิญญาณเจ้าที่ เปิดทางสร้างเขื่อน!

เรื่องเล่าปาฏิหาริย์ที่ถ่ายทอดกันมา สะท้อนพระบารมีและพระปรีชาญาณของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีสาระสำคัญดังนี้

• อุปสรรคที่มองไม่เห็น: โครงการประตูระบายน้ำปากพนังติด ต้นไทรโบราณ เชื่อกันว่าแรงอาถรรพ์ เครื่องจักรเสีย คนงานฝันร้าย เกิดความหวาดหวั่น
• ทางออกของพระราชา: แทนการใช้อำนาจหรือทำลาย ทรงเลือก ความเมตตาและให้เกียรติ แนะให้ “เจรจาเจ้าที่”
• การทูตข้ามภพ: ทรงมอบ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ไปแจ้งเจตนาว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม พร้อมสร้าง ศาลชัยพัฒนา เป็นที่ประทับใหม่
• ผลลัพธ์ที่เล่าขาน: หลังการเจรจา เครื่องจักรกลับทำงาน โครงการเดินหน้า สำเร็จช่วยแก้ปัญหาน้ำให้ชาวบ้าน
• พระบารมี: มีเรื่องเล่าถึงบารมีเหนือสัตว์และผู้รู้ หลายท่านยกย่องพระองค์ว่าเป็น “พระในร่างฆราวาส”
• หัวใจของเรื่อง: อำนาจที่แท้จริงไม่ใช่การบังคับ แต่คือความเมตตา ให้เกียรติ และปล่อยวางทิฐิ อุปสรรคก็คลี่คลาย

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: พระบารมีเหมือน แสงอาทิตย์ ไม่ต้องขับไล่ความมืด แค่ส่องแสง ความมืดก็จางหายเอง

🚀🇹🇭 เตรียมตัวภูมิใจกันได้เลย! ประเทศไทยกำลังจะทะยานสู่ยุคอวกาศใหม่ ด้วย “ดาวเทียมฝีมือคนไทย” ดวงแรก THEOS-2A วันที่ 12 ม...
10/01/2026

🚀🇹🇭 เตรียมตัวภูมิใจกันได้เลย! ประเทศไทยกำลังจะทะยานสู่ยุคอวกาศใหม่ ด้วย “ดาวเทียมฝีมือคนไทย” ดวงแรก THEOS-2A
วันที่ 12 มกราคม 2569 นี้ ประเทศไทยของเรากำลังจะมี "ตาบนฟ้า" ดวงใหม่ ที่ชื่อว่า THEOS-2A (ธีออส สอง เอ) กำลังจะถูกส่งขึ้นจากฐานยิงจรวดที่ประเทศอินเดีย พุ่งทะยานสู่ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล... แค่คิดก็ขนลุกซู่!
หลายคนอาจจะสงสัยว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา?" หรือ "เสียเงินทำไปทำไม?" ลองมาฟังเรื่องราวสุดว้าวแบบบ้านๆ ที่จะทำให้คุณอินและภูมิใจไปกับก้าวสำคัญของชาติไทยเราในวันนี้ครับ
1. นี่คือดาวเทียม "เมดอินไทยแลนด์" เกือบเต็มตัว! ความสำเร็จที่จับต้องได้! 🇹🇭
ปกติเวลาเรามีดาวเทียม เรามักจะจ้างต่างชาติทำแบบเบ็ดเสร็จ ส่งมอบแล้วจบกันไป แต่เจ้า THEOS-2A ดวงนี้พิเศษกว่านั้นเยอะครับ เพราะนี่คือ "ครั้งแรกในประวัติศาสตร์" ที่วิศวกรไทยผู้เก่งกาจกว่า 20 คน จาก GISTDA ไม่ได้แค่เป็นผู้สังเกตการณ์ แต่ไป ร่วมออกแบบและประกอบเองกับมือ! พวกเขาใช้เวลากว่า 3 ปี อยู่ในศูนย์ประกอบดาวเทียม Airbus Defence and Space ที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส และหลังจากนั้น ยังมีชิ้นส่วนสำคัญบางส่วนถูกนำกลับมาประกอบและทดสอบใน "ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ" (AIT) ของเราเอง ที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ ศรีราชา จ.ชลบุรี นี่คือความภูมิใจที่บอกว่า "คนไทยไม่ได้แค่ใช้เป็น แต่สร้างเป็นแล้ว!" นี่คือการยกระดับขีดความสามารถของคนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอย่างแท้จริง!
2. ตาคมกริบ เห็นชัดระดับไหน? "ลุงธีออส" เห็นทุกความเคลื่อนไหว! 🛰️📸
ลองนึกภาพว่าดาวเทียมดวงนี้ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกถึง 621 กิโลเมตร หรือเกือบเท่ากับระยะทางกรุงเทพฯ ไปพิษณุโลก! แต่กล้องที่ติดไปนั้นคมชัดมาก ด้วย "กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงเชิงพื้นที่ (Panchromatic)" ที่สามารถมองเห็นวัตถุบนพื้นโลกได้ชัดเจนถึงขนาด 50 เซนติเมตร! นั่นหมายความว่า ลุงธีออสสามารถส่องลงมาเห็นรถยนต์แต่ละคัน หรือแม้กระทั่งเห็นแปลงผักชัดเจนทุกตารางนิ้ว!
แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือ มันสามารถ "ถ่ายวิดีโอจากอวกาศ" ได้ด้วย! อะไรที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างล่าง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟวิ่งผ่าน ท่าเรือที่เรือเข้าออก หรือแม้กระทั่งคนเดินเท้า ลุงธีออสของเราเห็นหมด! ข้อมูลภาพและวิดีโอเหล่านี้จะถูกส่งตรงถึงสถานีภาคพื้นดินในไทยแบบ Real-time เปรียบเสมือนเรามีดวงตาพันคู่ที่คอยสอดส่องดูแลประเทศตลอด 24 ชั่วโมง!
3. มีประโยชน์กับชาวบ้านยังไง? "ผู้ช่วยส่วนตัว" ที่อยู่คู่คนไทยทุกคน! ❤️👨‍👩‍👧‍👦
ดาวเทียมดวงนี้ไม่ใช่แค่เอาไว้โชว์เทคโนโลยีล้ำๆ แต่มันคือ "ผู้ช่วยส่วนตัว" ที่ชาญฉลาดที่สุด ของคนไทยทุกคน ตั้งแต่เกษตรกร นักผังเมือง ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ป้องกันภัย:
เกษตรกรแม่นยำยิ่งขึ้น: ไม่ต้องเดา! ลุงธีออสจะช่วยดูว่าข้าวในนาปีนี้ตรงไหนขาดน้ำ ตรงไหนปุ๋ยไม่พอ หรือโรคกำลังระบาดอยู่จุดไหน จะได้แก้ได้ทันท่วงที ลดความเสียหาย เพิ่มผลผลิต เป็นเศรษฐีใหม่กันถ้วนหน้า!
รับมือภัยพิบัติ (น้ำท่วม-น้ำแล้ง) ได้ทันการณ์: ใครที่อยู่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม หรือต้องเผชิญภัยแล้ง ดาวเทียมดวงนี้จะช่วยประเมินสถานการณ์น้ำล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ น้ำจะมาทางไหน ท่วมสูงแค่ไหน หรือแหล่งน้ำแห้งขอดแค่ไหน ช่วยให้วางแผนหนีภัยได้ทัน หรือบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด!
ปราบการรุกป่าและบุกรุกพื้นที่: ใครแอบไปเผาป่า หรือแอบไปถางป่าสงวน กล้องจากดาวเทียมจะคอยตรวจตราเหมือน "รปภ. บนฟ้า" ที่ไม่มีวันหลับ ทำให้เราสามารถปกป้องทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของชาติได้อย่างยั่งยืน!
ผังเมืองและที่ดินโปร่งใส: ช่วยให้การวางผังเมือง วางแผนระบบสาธารณูปโภค การจัดระเบียบถนน หรือแก้ปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านทำได้อย่างชัดเจน เที่ยงตรง ไม่ต้องไปนั่งเถียงกันด้วยเอกสารเก่าๆ อีกต่อไป!
4. ก้าวสำคัญสู่อนาคต: สร้างคน สร้างงาน สร้างชาติ! 🌟👩‍🔬
การส่ง THEOS-2A ขึ้นสู่อวกาศครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม หรือการได้เทคโนโลยีมาใช้ แต่มันคือ "การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย" อย่างแท้จริง!
สร้างงาน สร้างอาชีพ: นี่คือการสร้างโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ที่เป็นวิศวกร เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทย ให้มีที่ยืนในระดับโลก ได้ทำงานในสาขาที่รัก ได้พัฒนาขีดความสามารถด้านอวกาศของชาติ
ลดการพึ่งพิงต่างชาติ: ต่อไปเราอาจไม่ต้องจ้างซื้อข้อมูลดาวเทียมแพงๆ หรือพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติอีกต่อไป เพราะเรามี "สมบัติชาติ" ลอยอยู่บนฟ้าเองแล้ว ที่สำคัญคือข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน!
วันที่ 12 มกราคม 2569 นี้ ประมาณช่วงเกือบเที่ยง (11:47 น. ตามเวลาประเทศไทย) คือช่วงเวลาประวัติศาสตร์! เปิดทีวีหรือเข้าหน้าเพจ GISTDA เพื่อดูถ่ายทอดสดกันนะครับ มาส่งใจเชียร์ฝีมือคนไทยให้พุ่งทะยานไปสู่อวกาศด้วยกันครับ! มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจนี้ และจารึกชื่อประเทศไทยในแผนที่อวกาศโลกไปด้วยกัน! THEOS-2A คือความหวังและอนาคตของพวกเราทุกคน! 🇹🇭🚀✨

ขอบพระคุณข้อมูลดีและความภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ไม่น้อยหน้าใครใดในโลก

จาก คุณ
✍️ พีระชาติ อินตา

เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ในรัชกาลที่ 4เป็นธิดาของนายศัลวิไชย (ทองคำ ณ ราชสีมา) เป็นหลานปู่ของเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน ณ ร...
08/01/2026

เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ในรัชกาลที่ 4
เป็นธิดาของนายศัลวิไชย (ทองคำ ณ ราชสีมา)
เป็นหลานปู่ของเจ้าพระยานครราชสีมา (ทองอิน ณ ราชสีมา)
เป็นเหลนทวดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทาน
เจ้าจอมมารดาจวน (เจ้าหญิงจากเมืองนครศรีธรรมราช)
ขณะตั้งครรภ์สายพระโลหิตให้แก่เจ้าพระยานครราชสีมา
(ปิ่น ณ ราชสีมา) เพื่อเป็นความดีความชอบ
และด้วยพระเมตตาที่สูญเสียภรรยาในระหว่างสงคราม

เมื่อเจ้าจอมมารดาจวนคลอดบุตรชาย
ได้ชื่อว่า ทองอิน และได้เป็นบุตรบุญธรรม
ของเจ้าพระยานครราชสีมา (ปิ่น ณ ราชสีมา)

และนับว่าเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้าย
ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ จึงเป็นสายโลหิต
ชั้นเหลนทวดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ มีประสูติการ
พระราชโอรสธิดาในรัชกาลที่ 4 รวม 4 พระองค์ คือ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (ราชสกุลทองใหญ่)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (ราชสกุลทองแถม)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเจริญรุ่งราษี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร

เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ถึงแก่อนิจกรรม
ในสมัยรัชกาลที่ 6 วันที่ 8 กันยายน 2456
ที่วังกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ สิริอายุ 75 ปี

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข
เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
เสด็จฯ แทนพระองค์ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

ได้รับพระราชทาน ทุติยจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)
และเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2

๗ มกราคม วันพระยาพิชัยดาบหักวีรกรรม ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหักเมื่อวันแรมเจ็ดค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับวันที่ ๗ มกราค...
07/01/2026

๗ มกราคม วันพระยาพิชัยดาบหัก
วีรกรรม ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก
เมื่อวันแรมเจ็ดค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง ซึ่งตรงกับวันที่ ๗ มกราคม ๒๓๑๖ "พระยาพิชัย" ได้นำทหารออกต่อสู้กับกับกองทัพพม่า ซึ่งมี "โปสุพลา" เป็นแม่ทัพและปกป้องเมืองพิชัยและราชอาณาจักรไทย ศึกครั้งนี้ (พระยาพิชัย) จับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน ณ สมรภูมิบริเวณวัดเอกา จนเสียการทรงตัว ได้ใช้ดาบขวาพยุงตัวไว้ จนดาบข้างขวาหักเป็นสองท่อน และสามารถเอาชนะข้าศึกได้ จึงได้รับสมญานามว่า "พระยาพิชัยดาบหัก "
#กลุ่มรวมพลคนรักพระยาพิชัยดาบหัก

7 มกราคม 2408 วันสวรรคต 'กษัตริย์วังหน้า' พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระประชวรวัณโรค ปิดตำนานพระอัจฉริยภาพแห่ง...
07/01/2026

7 มกราคม 2408 วันสวรรคต 'กษัตริย์วังหน้า' พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระประชวรวัณโรค ปิดตำนานพระอัจฉริยภาพแห่งยุคนั้น

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบุตรลำดับที่ 50 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประสูติเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 ณ พระราชวังเดิม
หลังพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดีมอบหมายให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์เฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎ แต่พระมงกุฎตรัสให้เชิญสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี ขึ้นครองราชย์เพราะพระองค์ทรงมีพระชะตาแรงและทรงสามารถควบคุมกำลังทหารได้มาก
พระองค์ทรงบวรราชาภิเษกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม และได้รับพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธยในพระสุพรรณบัฏยาวว่า "พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศร์มหิศเรศรังสรรค์" ซึ่งมีความหมายถึงพระราชศักดิ์สูงสุด
หลังครองราชย์ได้ 15 ปี พระองค์ทรงพระประชวรด้วยวัณโรคและเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 สิริพระชนมพรรษา 58 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถในยุคสมัยนั้น

#พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว #ประวัติศาสตร์ไทย

06/01/2026

เราที่สองรองภูมินทร์นามปิ่นเกล้า"
พระมหากษัตริย์ไทยในพระราชวงศ์จักรีมี 11 พระองค์ 10 รัชกาล กล่าวคือ ในรัชกาลที่ 4 นั้นมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย มีสองแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ทรงปกครองแผ่นดินสองพระองค์ในเวลาเดียวกัน นั่นคือแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พระองค์สถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชา ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับพระองค์ จวบจนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ได้มีพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองเกิดขึ้นในแผ่นดินเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรัชกาลที่4 ทรงสถาปนาพระอนุชาร่วมพระชนนี คือ เจ้าฟ้าจุฑามณี เป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ทรงได้รับพระบวรราชาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
"สมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศ รังสรรค์ มหรรต วรรคโชไชย มโหฬารคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บวรจักรพรรดิราช บวรนาถบพิตร พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว"
แต่โดยเหตุที่สมเด็จพระเอกาทศรถครั้งกรุงศรีอยุธยานั้น พระองค์ได้ครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงได้ทราบพระราชประวัติของสมเด็จพระเอกาทศรถกันทั่วไป แต่ส่วนพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเสด็จสวรรคตเสียก่อน เมื่อยังไม่สิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินสืบต่อมา พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นกษัตริย์วังหน้านั้น จึงเป็นที่ทราบกันน้อยมาก เพราะแม้พระราชประวัติของพระองค์จะเป็นเพชรเม็ดงามเลิศก็ตามจริง แต่ก็ได้ฝังจมอยู่ในประราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดกาลสมัย
เมื่อล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 ขึ้นครองแผ่นดิน และทรงสถาปนาพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์อีกพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นก็ทรงระมัดระวังไม่เข้าไปก้าวก่ายในการบริหารราชการแผ่นดินของพระเชษฐาธิราช ด้วยพระองค์ทรงตระหนักอยู่เสมอว่า "เราที่สองรองภูมินทร์นามปิ่นเกล้า" พระองค์จึงให้ความสนพระทัยแต่ในกิจการทหาร การต่อเรือกลไฟ การช่างต่างๆ
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทรงรอบรู้งานใน ด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น งานด้านกองทัพบก กองทัพเรือ ด้านต่างประเทศ วิชาช่างจักรกล และวิชาการปืนใหญ่ ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ถึงขั้นทรงแปลตำราปืนใหญ่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย
มีรายละเอีดต่างๆในหลายแง่มุมถึงเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระอนุชาร่วมพระราชชชนนีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สอง ตามเหตุผลของพระองค์เองที่ว่า ดวงพระชะตาของสมเด็จพระอนุชานั้นแรงถึงขนาดจะต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงควรสถาปนาสมเด็จพระอนุชาขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกับพระองค์เสียเลย
แต่ทว่าด้วยเหตุผลนี้หลายคนที่เป็นผู้รู้วิเคราะห์ว่า ทั้งหมดเป็นกุศโลบาย เพราะการที่พระองค์สถาปนาพระอนุชาให้เป็นพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับพระองค์ ก็เพื่อป้องกันปัญหามิให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้นในทางการเมือง เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงทราบดีว่า พระอนุชานั้นมีผู้คนนิยมยกย่องเป็นอันมาก มีผู้นับถืออย่างกว้างขวาง และทรงมีกำลังทหารอยู่ในบังคับบัญชาเป็นอันมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสถาปนาพระอนุชาให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์เสียเลย ก็จะสมปรารถนาของทุกฝ่าย และปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดตามมา

ก่อนอื่นเลยนะ ฟัง GU นะเฃมนคนอีสานคือคนไทยจ๊ะ ไม่ใช่ลาว  #ผ้าทอกับสถานะทางสังคมของชาวอยุธยาในคำให้การขุนหลวงวัดประดูทรงธ...
03/01/2026

ก่อนอื่นเลยนะ ฟัง GU นะเฃมนคนอีสานคือคนไทยจ๊ะ ไม่ใช่ลาว #ผ้าทอกับสถานะทางสังคมของชาวอยุธยา
ในคำให้การขุนหลวงวัดประดูทรงธรรมระบุว่า กรุงศรีอยุธยามีตลาดขายผ้าต่างๆ หลายแห่ง

….ย่านท่าทรายมีร้านขายผ้าปักเชิงปูม
ผ้าลายกรุษราชยำมะวาด
สมปักเชิง สมปักล่องจวน สมปักริ้ว
แลผ้ากราบใหญ่น้อย….

ชาวอยุธยายังรู้จักการเย็บเสื้อหลายแบบ เช่น เสื้อจีบเอว เสื้อสวมหัว เสื้อ ผ่าหน้าที่เรียกสมัยนั้นว่าเสื้อฉีกอก รู้จักการเย็บกางเกงและนิยมนุ่งกางเกง ซึ่งน่าจะเป็นการรับวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาใช้

ชาวอยุธยา ทอผ้าเพื่อใช้เองและเป็นสินค้าสำคัญ มีทั้งผ้าพื้นเมืองที่ทอจากฝ้ายและไหมย้อมสีธรรมชาติ เช่น ผ้าลายดอกโสน (เอกลักษณ์จังหวัด) และ ผ้าไหมยกทอง (ศิลป์แผ่นดิน) รวมถึงผ้าทอที่นำเข้าจากต่างประเทศ (อินเดีย, เปอร์เซีย) เป็นที่นิยมมาก โดยผ้าสมัยอยุธยาเป็นเครื่องบ่งบอกฐานะ และมีอิทธิพลต่อการแต่งกายไทยในยุคหลัง.

ลักษณะผ้าและการทอสมัยอยุธยา:
วัสดุและเทคนิค: ทอจากฝ้ายและไหม ใช้การจก (ยกดอก) ทำเป็นลวดลาย เช่น ลายดอกจัน ลายมะเขือผ่าโผง.

สี: ใช้สีธรรมชาติจากพืช เช่น คราม (น้ำเงิน), มะเกลือ (ดำ), ครั่ง (แดง), คำแสด (แดงส้ม).
ลวดลายและเอกลักษณ์:
ผ้าลายดอกโสน: ลายประจำจังหวัดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกโสน (ดอกไม้พื้นถิ่น).
ผ้าไหมยกทอง: ศิลปะการทอที่สูงค่า โดยช่างทอในปัจจุบันสืบสานจากภูมิปัญญาดั้งเดิม.
ผ้าลายอย่าง: ผ้าพิมพ์ลายจากอินเดีย (คุชราต) ที่นำมาใช้กันแพร่หลาย ทั้งในราชสำนักและสามัญชน.
การใช้งาน: ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ประดับบ้านเรือน ตกแต่งพาหนะ และใช้ในพิธีกรรมต่างๆ.
ความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม:
สินค้าส่งออก: อยุธยาเป็นศูนย์กลางค้าผ้า แลกเปลี่ยนกับต่างชาติ (จีน, อินเดีย, ยุโรป) ส่งออกผ้าพื้นเมืองและผ้าต่างประเทศ.

เครื่องแสดงฐานะ: ผ้ามีราคาและชนิดต่างกันตามฐานะ ทำให้รู้ว่าใครรวยใครจน แม้จะแต่งกายคล้ายกัน.
ความเชื่อ: มีความเชื่อเรื่องสีผ้าตามวันเกิด (เทวดาสัปตเคราะห์) และฤกษ์ในการตัดเย็บผ้าใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล.

การสืบทอด:
ภูมิปัญญาการทอผ้ายังคงอยู่ โดยกลุ่มชาวบ้านในอยุธยา (เช่น บ้านบึงกระสังข์) และกลุ่มศิลปาชีพ ยังคงสืบทอดการทอผ้าไหม ยกทอง ผ้าพื้นเมือง เพื่อสร้างรายได้และรักษาเอกลักษณ์ของจังหวัดจนถึงปัจจุบัน.

First of all, listen to me. Khmer. The People from Isan region are Thai, not Lao. and Social Status in Ayutthaya Society

According to The Testimony of Khun Luang Wat Pradu Song Tham, the Kingdom of Ayutthaya had many markets selling various kinds of textiles.

…In the Tha Sai quarter, there were shops selling embroidered cloth with patterned borders,
royal-patterned fabrics (krutsaratcha yamawat),
embroidered border cloths, embroidered longitudinal cloths, striped embroidered cloths,
as well as large and small ceremonial fabrics…

The people of Ayutthaya were familiar with sewing garments in many styles, such as fitted waist-bloused garments, pullover shirts, and front-opening shirts, which at the time were called “suea chik-ok” (split-front shirts). They also knew how to sew trousers and commonly wore them, which was likely the result of adopting foreign cultural influences.

Ayutthaya people wove textiles both for personal use and as important trade goods. These included local fabrics woven from cotton and silk dyed with natural colors, such as Dok Sano patterned cloth (a provincial identity) and gold brocade silk (yok thong, regarded as a national craft). In addition, imported textiles from abroad (India and Persia) were highly popular. Textiles in the Ayutthaya period served as indicators of social status and strongly influenced Thai dress in later eras.

Characteristics of Textiles and Weaving in the Ayutthaya Period

Materials and Techniques:
Woven from cotton and silk, using supplementary weft or brocade techniques (jok or yok dok) to create patterns such as star motifs (dok chan) and split-eggplant motifs (makhuea pha phong).

Colors:
Natural dyes derived from plants, such as indigo (blue), ebony fruit (maklua, black), lac (khrang, red), and sappanwood (kham saet, reddish orange).

Patterns and Distinctive Features
• Dok Sano Patterned Cloth: A provincial signature pattern inspired by the sano flower, a local plant.
• Gold Brocade Silk (Phra Yok Thong): A highly valued weaving art, with modern weavers continuing the craft based on traditional wisdom.
• Patterned Printed Cloth (Pha Lai Yang): Printed textiles imported from India (Gujarat), widely used by both the royal court and commoners.

Uses

Textiles were used for clothing, home decoration, vehicle adornment, and in various rituals and ceremonies.

Economic and Social Significance

Export Goods:
Ayutthaya was a major textile trading hub, exchanging goods with foreign nations such as China, India, and Europe, exporting both local textiles and imported fabrics.

Markers of Social Status:
Different types and values of cloth reflected social rank, making it possible to distinguish wealth and poverty even when styles of dress appeared similar.

Beliefs:
There were beliefs regarding auspicious fabric colors based on one’s day of birth (the seven planetary deities) and auspicious timing for cutting and sewing new garments to bring good fortune.

Transmission and Continuity

Traditional textile knowledge has been preserved by local weaving groups in Ayutthaya (such as Ban Bueng Krasang) and by royal handicraft foundations. These groups continue to produce silk, gold brocade, and local textiles, generating income while preserving the province’s cultural identity up to the present day.

02/01/2026

🌟 ปรากฏการณ์ “พลังบวก” ท่วมโซเชียล
คนรุ่นใหม่แห่ขอโทษ–แสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง ร.10

โลกออนไลน์กำลังพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังคลิป พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ถูกเผยแพร่ออกมา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคอมเมนต์นับพัน ที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง น้ำตา และการ “เปิดใจ” ของเยาวชนไทยจำนวนมาก

🌱 การตื่นรู้ของคนรุ่นใหม่

มีเยาวชนจำนวนไม่น้อยออกมายอมรับตรงไปตรงมาว่า
ที่ผ่านมาเคยหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน หรือฟังเสียงคนอื่นมากเกินไป
แต่เมื่อได้ เปิดใจฟังพระราชดำรัส และมองดูสิ่งที่พระองค์ทรงทำอย่างต่อเนื่อง
ความโกรธ ความอคติ และความสับสนในใจก็ค่อย ๆ มลาย
แทนที่ด้วยความเข้าใจ ความรัก และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

🤍 ศูนย์รวมใจของคนทุกศาสนา ทุกพื้นที่

กระแสนี้ไม่ได้เกิดแค่ในกลุ่มเยาวชนเท่านั้น
แต่ยังมีพี่น้อง ชาวมุสลิมไทย ที่เปรียบพระมหากษัตริย์ว่า
“พ่อของบ้าน” ผู้รักลูกทุกคนอย่างเท่าเทียม

รวมถึงเสียงจากประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน
ที่เคยได้รับพระราชทาน ทุนการศึกษาโดยไม่ต้องใช้คืน
หรือความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในยามเกิดภัยพิบัติ
ยืนยันตรงกันว่า… พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

✨ พลังของการ “ปิดทองหลังพระ”

สิ่งที่ทำให้หัวใจคนไทยจำนวนมากกลับมา คือ
การทรงงานอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่แก้ตัว ไม่ตอบโต้คำกล่าวร้าย
แต่ปล่อยให้การกระทำ ความดี และความเมตตา เป็นคำตอบ

ความจริงอาจไม่ดัง…
แต่ไม่เคยหายไป

🇹🇭 พลังนี้คือ Soft Power ของชาติ

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น พลังบวกที่สำคัญของประเทศ
ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแตกแยก
การที่คนไทยกลับมามองเห็นคุณค่าร่วมกัน
คือรากฐานของความมั่นคง และอนาคตของลูกหลานไทย

🌤 อุปมาให้เห็นภาพ
เหตุการณ์นี้เปรียบเหมือน
“เมฆหมอกที่เคยบังแสงอาทิตย์ไว้ชั่วคราว”
เมื่อสายลมแห่งความจริงพัดผ่าน
แสงนั้นก็กลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม
เพราะแท้จริงแล้ว… ไม่เคยหายไปไหน

💬 เงินอาจซื้อนักการเมืองได้
แต่ ซื้อพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่มีความพยายามบ่อนเซาะอยู่เสมอ
และนี่คือเหตุผลที่ คนไทยต้องช่วยกันดูแล รักษา และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

แนวคิดหลักเกี่ยวกับ "ความจริง" และ "ความดี" (ร.10)
ความจริงคือรากฐาน: "ถ้าคนแน่จริง เขาเชื่อความจริง เขาทำตามความจริง เขาไม่ได้เชื่อข่าวลือ ข่าวลวง".
มีสติและปัญญา: ให้มีสติสมบูรณ์ มีปัญญาแจ่มใส คิดวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ได้ไม่ผิดพลาด เพื่อไม่ให้หลงผิด.
การทำงานเพื่อชาติ: ให้ทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วงด้วยความจริงใจ และมีเมตตาต่อกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ.
เรียนรู้จากอดีต: ให้เรียนรู้และเข้าใจบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในปัจจุบันและอนาคต.
ความดีต้องทำตลอดเวลา: การจะเป็นคนดีต้องประพฤติตนปฏิบัติงานทุกอย่างโดยยึดมั่นในความดีและความถูกต้องเสมอไป.
ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน: ทำด้วยจิตสำนึก จิตอาสา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและส่วนรวม.

❤️🇹🇭

01/01/2026

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2538
(วันเสาร์ ที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2537)

“…ข้าพเจ้าใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายพยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อให้สามารถประกอบกิจการงานอันเป็นสัมมาชีพได้เต็มกำลัง ทั้งพยายามระมัดระวังรักษาจิตใจของตนให้หนักแน่น เพื่อให้มีสติสมบูรณ์ มีปัญญาแจ่มใส สามารถขบคิดวินิจฉัยเรื่องราวต่าง ๆ ได้ไม่ผิดพลาด ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วง ด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยความจริงใจพร้อมใจ และความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ผลการปฏิบัติของแต่ละคนแต่ละฝ่าย จักได้ประกอบและส่งเสริมกันขึ้นเป็นประโยชน์ เป็นความมั่นคงวัฒนาของประเทศชาติ…”

ผบ.ทร. อำนวยพรและให้กำลังใจทหารในแนวหน้าเนื่องในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2569 ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังกำลังพลทุกนาย...
31/12/2025

ผบ.ทร. อำนวยพรและให้กำลังใจทหารในแนวหน้า

เนื่องในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2569 ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังกำลังพลทุกนาย ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางบกและทางทะเล

ในขณะที่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว ยังมีท่านอีกหลายชีวิตที่ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ตามแนวชายแดน บนยอดเขาสูง หรือในท้องทะเลอันห่างไกล ภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเหล่านี้ คือความเสียสละอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรติ

ในนามของกองทัพเรือ ขอขอบคุณในความอดทน ความกล้าหาญ
และความเสียสละที่กำลังพลทุกนายมีต่อแผ่นดินไทย กำลังพลทุกยศทุกตำแหน่งในแนวหน้า คือความภาคภูมิใจของกองทัพเรือ
และของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่นี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงเดชะพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดคุ้มครองปกป้องรักษากำลังพลทุกนาย ให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย มีสุขภาพแข็งแรงและประสบความสำเร็จในทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

ขอขอบคุณ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเสมอ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์
ผู้บัญชาการทหารเรือ
30 ธันวาคม 2568

มหาราชที่ทรงอุทิศเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อกอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ ให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นข้าทาสใครหากประเทศเร...
27/12/2025

มหาราชที่ทรงอุทิศเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อกอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ ให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นข้าทาสใคร

หากประเทศเราไม่มีมหาราชพระองค์นี้ ประเทศพม่าอาจมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่านี้ และเราอาจกลายเป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อยในประเทศพม่าเหมือนมอญ กระเหรี่ยง อาระกันหรือโรฮิงญา ไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้

แต่กระนั้น มหาราชพระองค์นี้ ก็มิเคยทรงคิดว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมุ่งหวังเพียงแต่จะกอบกู้แผ่นดิน สร้างความปรองดองเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ มากกว่าจะหวังเป็นพระมหากษัตริย์

เอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับกล่าวตรงกันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะกอบกู้บ้านเมืองจากการรุกรานของพม่า มิได้ทรงหวังจะเป็นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด

การที่พระองค์ท่านปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ด้วยความจำเป็นในยามที่บ้านเมืองแตกฉานซ่านเซ็น และจำเป็นต้องสร้างศูนย์รวมเพื่อรวบรวมกองกำลังไว้กู้ชาติบ้านเมือง

ด้วยเหตุนี้เมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชวังของพระองค์เองจึงทรงสร้างให้มีขนาดเล็กและแตกต่างจากพระราชวังของพระมหากษัตริย์ทั่วไป ทั้งทรงมีพระจริยวัตรเรียบง่าย และทรงประกอบพระราชกรณียกิจผิดแปลกไปจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ความจริงข้อนี้แม้ในจดหมายเหตุและจดหมายต่างๆ ของบาทหลวงสมัยนั้น เช่น จดหมายของมองเซนเยอร์ เลอบอง ที่มีถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ ก็บันทึกไว้ว่า

“บรรดาคนทั้งหลายเรียกพระเจ้าตากว่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระเจ้าตากเองว่าเป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น พระเจ้าตากหาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อนๆ ไม่”

ใน “จดหมายเหตุของหมานชู” ที่ เฉลิม ยงบุญเกิด แปลลงในบทความเรื่อง “เมืองไทยในจดหมายเหตุจีน” ตีพิมพ์ในวารสารศิลปากร ปีที่ 7 เล่มที่ 2 กรกฎาคม 2506 ก็กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า พระองค์ท่านทรง

“ปกครองราษฎรด้วยความเอาอกเอาใจ และปรองดองกัน ประเทศก็นับวันยิ่งร่ำรวยมั่งคั่ง”

การที่ทรงปกครองโดยคำนึงถึงจิตใจราษฎร และเห็นความสำคัญของการปรองดองนี้ เป็นเหตุผลอันหนักแน่นประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ท่านไม่ทรงปรารถนาให้พระองค์เองกลายเป็นอุปสรรคแห่งความปรองดองของคนในชาติ

พระองค์ทรงมีความรักอันล้นเปี่ยมต่อประเทศชาติ และเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ทรงเสียสละอย่างยากที่จะหาผู้ใดกระทำได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายและการบุกเข้ายึดพระราชวังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงตัดสินพระทัยที่จะลงจากราชบัลลังก์เพื่อไม่ให้บ้านเมืองที่พระองค์ทรงกอบกู้ขึ้นมาต้องแตกแยกไปมากกว่านี้ ทรงตัดสินพระทัยยอมเสียสละ ลี้ภัยออกจากกรุงธนบุรี เพื่อระงับความแตกแยก ไม่ให้บ้านเมืองต้องเสียหาย และคนไทยต้องมารบราฆ่าฟันกันเองในคราวที่พระยาสรรค์ก่อกบฏยกทัพกลับมาล้อมกรุงธนบุรี

ความจริงข้อนี้ ใน “จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี” หรือ เจ้าครอกวัดโพ พระกนิษฐาต่างพระชนนีในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 ซึ่งนับเป็นมรดกสําคัญดุจเพชรยอดมงกุฎทางประวัติศาสตร์ไทย ดังที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “เป็นบันทึกพรหมจารี ไม่มีแมลงด้วงเจาะไช” คือ ถ่ายทอดอย่างง่ายไม่ปรุงเปลี่ยน ก็มีข้อความที่ยืนยันถึงความเสียสละเพื่อประเทศชาติครั้งนี้ของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี โดยในจดหมายเหตุความทรงจำฯ บรรยายเหตุการณ์เมื่อคราวพระยาสรรค์ยกทัพกลับมาล้อมกรุงธนบุรีว่า

พอรุ่งสว่างเมื่อพระองค์ท่านทรงเห็นหน้าว่าเป็นคนไทย และทรงทราบว่าพระยาสรรค์มาปล้นตีเมือง ขณะพระยาธิเบศร์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ จะลากปืนขึ้นป้อมต่อสู้ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งห้ามว่า

“สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย”

จากนั้น ทรงลี้ภัยทางเรือออกจากกรุงธนบุรี ไปพำนักบำเพ็ญศีลที่เขาขุนพนม นครศรีธรรมราช กระทั่งเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2356 โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ทรงลี้ภัยไปอยู่นครศรีธรรมราช พระองค์ท่านมิได้กระทำการใดอันเป็นอุปสรรคปัญหาต่อการปกครองบ้านเมืองของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ หรือกระทำการใดอันส่อให้เห็นได้ว่าทรงต้องการกลับมาครองอำนาจแต่อย่างใด

ที่นำเรื่องนี้มาเล่า เพราะนอกจากจะให้คนไทยทั้งชาติ เพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแล้ว ยังอยากให้เรื่องราวที่เล่าเกี่ยวกับความรัก ความเสียสละเพื่อให้เกิดความปรองดองเป็นปึกแผ่นของคนในชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นคติเตือนใจคนในชาติทั้งหลาย ไม่ว่าจะกลุ่มไหน ฝ่ายไหน หรือขั้วไหน ที่กำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ในเวลานี้ หากรักชาติจริง ลองสำรวจดูว่าขณะนี้ ตนได้ทำอะไรใกล้เคียงกับที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกระทำมาแล้วบ้าง

มหาราชผู้ทรงอุทิศเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อกอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ ไม่ใช่กอบโกยโกงกินผลประโยชน์ของแผ่นดินไทย

มหาราชผู้ทรงกอบกู้ชาติบ้านเมืองจากการรุกรานของต่างชาติ แม้คนทั้งหลายจะเรียกว่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่ก็ไม่คิดจะสืบทอดอำนาจ ทรงเรียกพระองค์เองป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น

มหาราชผู้ไม่ทรงปรารถนาให้พระองค์เองกลายเป็นอุปสรรคแห่งความปรองดองของคนในชาติ ทรงลงจากอำนาจเพื่อไม่ให้บ้านเมืองต้องแตกแยก ไม่ใช่ดื้อรั้นหวังเป็นใหญ่ คิดแต่จะแย่งชิงอำนาจมาเป็นของตนโดยไม่สนใจว่าภายในชาติจะแตกแยกร้าวฉานกันเพียงไร

คนที่คิดแต่จะเป็นใหญ่ ไม่ซื่อตรงต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน ขั้วไหน เรื่องไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เมื่อฤดูกาลบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป ยังไม่น่ากลัวเท่า เรื่องจะสู้หน้าและจะชดใช้กรรมให้บรรพชน และบุรพมหากษัตริย์ที่ทรงกอบกู้ชาติบ้านเมืองอย่างไรเมื่อวายชนม์ไปแล้ว

การสร้างชาติลำบากการทำลายชาติง่าย

ในฐานะ Admin หรือ แอดมิน เพจ FB มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้การสนับสนุน ประชาสัมพันธ์สื่อออนไลน์ ในภาครัฐและเอกชน และประชาชน ให้การสนับสนุน บริจาคทรัพย์เพื่อบำรุงโบราณสถานภายในพระราชวังเดิม ให้การสนับสนุนทางมูลนิธิฯ จะนำมาบูรณะ ท้องพระโรง โบราณสถานภายในพระราชวังเดิม สร้างขึ้นในสมัยธนบุรี มีอายุ 258ปี

เนื่องจากพระราชวังเดิมมีความสำคัญดังกล่าวข้างต้น จึงมีการสำรวจสภาพทั่วไปของโบราณสถานต่างๆ ในพระราชวังเดิมในปัจจุบัน พ.ศ.2568พบอาคารท้องพระโรง อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมเป็นอย่างมากซึ่งเป็นผลจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา และพบ ปลวก กัดกินโครงสร้าง หลังคา และในส่วนต่าง ๆ ของอาคาร มีคางคาวทำรัง สร้างความเสียหาย เป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ให้โบราณสถานแห่งนี้คงสภาพที่ดีต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำการบูรณะอย่างรีบด่วน คาดว่าจะ บูรณะ ปี 2569จึงได้คิดจัดโครงการบูรณะโบราณสถานในพระราชวังเดิมขึ้น

จึงต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพื่อให้อาคารต่าง ๆ มีความแข็งแรง และให้คงสภาพที่เคยเป็นในอดีตมากที่สุด ทำให้มูลนิธิฯ มีความจำเป็นที่จะต้องหางบประมาณเพิ่มเติม จึงใคร่ขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคได้

ที่​​ บัญชี มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เพื่อดำเนินงานธนาคารทหารไทยธนชาต
115 - 2 -07831-5 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม โทรฯ 02 472 7291 -02 4754117

รวมบริจาคปันบุญ-มูลนิธิฯพระราชวังเดิม
https://www.punboon.org/foundation/projects/donate?foundation_id=00980&project_id=00980001

มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กราบขอบพระคุณท่านที่รวมบริจาคปัจจัยบูรณะท้องพระโรง โบราณสถานภายในพระราชวังเดิม ณ โอกาสนี้ ที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน

มหาราชกู้แผ่นดิน ขอบารมีสมเด็จ พระเจ้าตากสิน ปกป้องคุ้มภัย ชนะศึก ไพรีพินาศ อริราชศัตรูพ่าย ขอให้ชนะ ขอให้ก้าวหน้า ขอให้เจริญ ขอให้มีเงินมีสุขภาพดี ขอบารมีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คุ้มครอง ปกป้อง ภัย ให้ท่าน มีโชค มีชัย ตลอดไปเทอญ

ที่อยู่

กองบัญชาการกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่
Bangkok
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:00
อังคาร 08:30 - 16:00
พุธ 08:30 - 16:00
พฤหัสบดี 08:30 - 16:00
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6624727291

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิมผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม:

แชร์