Shutter We Gallery&Home

Shutter We Gallery&Home SHUTTER WE PHOTOGRAPHER
Photo for Life
ID:shutterwe

วิถีนักรบญี่ปุ่น จิตวิญญาณ ‘ซามูไรและนินจา’ และ ‘นิทรรศการบอนไซ’ •  สยามพารากอนจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น นำเสนอจิตวิญญ...
20/08/2026

วิถีนักรบญี่ปุ่น จิตวิญญาณ ‘ซามูไรและนินจา’ และ ‘นิทรรศการบอนไซ’

• สยามพารากอนจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น นำเสนอจิตวิญญาณซามูไรและนินจา พร้อมนิทรรศการบอนไซ ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569
• ชมการแสดงศิลปะการต่อสู้และวิถีดาบคาตานะจากสำนักดาบ SHIDENRYU TOKYO และการแสดงของนินจาอิงะต้นตำรับ
• จัดแสดงนิทรรศการบอนไซหาชมยาก โดยมีไฮไลต์เป็นต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซและต้นประธานที่มีอายุกว่า 500 ปี
• มีกิจกรรมเวิร์กชอปให้ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เช่น การดูแลบอนไซ การพับกระดาษโอริกามิ และการทำตุ๊กตาแมวกวัก

สยามพารากอน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น (SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026) ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง ซามูไรและนินจา และชวนชม นิทรรศการบอนไซ หาชมยากอายุกว่า 500 ปี ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569

มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น นำเสนอ AWAKEN THE SAMURAI การแสดงสุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของ ซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะแบบเต็มรูปแบบจาก ชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น

ชมการแสดง นินจาอิงะ ต้นกำเนิดแห่งศาสตร์นินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์

วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น.

ไฮไลต์พลังแห่งดาบ

• The Art of Samurai & Ninja เรื่องราวของสองนักรบในตำนาน

ชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ที่สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศแห่งตระกูลทากาโมริ (ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ผ่านผู้สืบทอดสายเลือด “ซามูไรคนสุดท้าย” พบเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง ซามูไร ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ นินจา ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น

สำนักดาบชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO)

• The Way of the Warrior สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน

วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00 - 20.00 น.

การแสดงจากสำนักดาบชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO)

• เวิร์กชอป Experience Japanese Craft ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เช่น ศิลปะการพับกระดาษ Origami, Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน, Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

นิทรรศการบอนไซ (A Living Legacy of Time Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter) หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ The Magnificent Seven 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลคชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปี ถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด

Kishu Shimpaku ต้นประธานอายุกว่า 500 ปี

ต้น Itoigawa Shimpaku อายุ 150 ปี

ต้น Kishu Shimpaku อายุกว่า 150 ปี

Bonsai Exhibition Tour ร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.)

ต้น Kishu Shimpaku อายุกว่า 70 ปี

ยังมี Bonsai Workshop เรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter

วันที่ 20 – 30 สิงหาคม 2569 ณ Living Hall ชั้น 3 เวลา 10.00 – 20.00 น.

Bonsai Lucky Draw พิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด

ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าและนิทรรศการบอนไซ ในงาน The Wondrous Japan Heritage 2026 ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามที่ FB: Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th

#มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น #ซามูไรและนินจา #นิทรรศการบอนไซ #สยามพารากอน

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1247875

สมาคมแต้จิ๋วฯ ชวนชมนิทรรศการภาพประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว ประกบหนังรอบพิเศษ “จดหมายรักถึงอาม่า” ให้ผู้ชมได้น้ำตามซึ...
10/08/2026

สมาคมแต้จิ๋วฯ ชวนชมนิทรรศการภาพประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว ประกบหนังรอบพิเศษ “จดหมายรักถึงอาม่า” ให้ผู้ชมได้น้ำตามซึมกันทั่งโรง

กลายเป็นอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีที่แฟนภาพยนตร์และสายเสพงานศิลป์ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมื่อ “สมชาย เวชากร” ประธานสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการ “เดวิด เลา” ช่างภาพชื่อดังระดับโลก ร่วมกันเนรมิตโรงภาพยนตร์ใจกลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำอันทรงคุณค่า ด้วยการจัด “นิทรรศการประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว” พร้อมจัดแสดงภาพถ่ายประวัติศาสตร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และคลิปวิดีโอหนังสั้นความยาว 10 นาที ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทาง ความรัก ความผูกพัน และคุณูปการของชาวจีนแต้จิ๋วที่เข้ามาปักหลักสร้างชีวิตในประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 200 ปี และการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษ “จดหมายรักถึงอาม่า” ควบคู่กันไป ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่นโดย สมชาย เวชากร ประธานสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทยเป็นผู้กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เหล่าบุคคลสำคัญระดับประเทศและผู้นำองค์กรระดับโลกทั้งฝั่งภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างคับคั่ง อาทิ ฯพณฯ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย, ดร.ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย–จีน และ ดร.กิตติ อิทธิภากร ประธานสหสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย ร่วมขึ้นกล่าวสุนทรพจน์และแสดงความยินดี รวมถึงการเปิดตัวบนเวทีของคณะผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ ทีมงาน และเหล่านักแสดงจากภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ที่มาร่วมสร้างสีสัน ก่อนปิดท้ายความประทับใจด้วยการถ่ายภาพหมู่ร่วมกันของคณะผู้บริหารประธานกิตติมศักดิ์ นายกสมาคมจีน 9 สมาคม และผู้แทนสมาคมต่างๆ เพื่อบันทึกภาพแห่งมิตรภาพและความภาคภูมิใจร่วมกัน

ไฮไลต์สำคัญ คือ ของนิทรรศการครั้งนี้ คือการจัดแสดงภาพถ่ายประวัติศาสตร์จำนวน 103 ภาพ ที่คัดสรรมาจากภาพถ่ายและเอกสารโบราณที่มีอายุนับร้อยปี นำมารวบรวมและจัดแสดงอย่างประณีต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซึมซับมุมมองและวิถีชีวิตของชาวแต้จิ๋วในอดีต ทั้งวัฒนธรรมการดื่มชา ร้านน้ำชาโบราณ ประเพณีอันงดงาม ตลอดจนวัฒนธรรมอาหารแต้จิ๋วรสเลิศที่หลอมรวมจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในปัจจุบัน ถือเป็นการเรียงร้อยช่วงเวลาประวัติศาสตร์และความซาบซึ้งใจของภาพยนตร์คุณภาพและภาพถ่ายอันทรงคุณค่าอย่างลงตัว และยังเป็นการร่วมตอกย้ำและเฉลิมฉลองสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น สมดังคำกล่าวที่ว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” อย่างแท้จริง

นอกจากภาพถ่ายอันทรงคุณค่าที่จัดแสดงในนิทรรศการในครั้งนี้แล้ว ยังมีการจัดฉายภาพยนตร์สั้นฉบับพิเศษความยาว 10 นาทีที่สร้างโดยคุณเดวิด เลา ที่บอกเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวจีนโพ้นทะเลและชาวจีนแต้จิ๋วที่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อกว่า 200 ปีก่อน แสดงให้เห็นถึงเส้นทางสู้ชีวิต ความขยันหมั่นเพียร การร่วมสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมของบรรพชนแต้จิ๋วในประเทศไทย รวมถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนจีนแต้จิ๋วกับราชวงศ์ในยุคสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชของไทยที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนานอีกด้วย

และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการฉายภาพยนตร์รอบพิเศษเรื่อง “จดหมายรักถึงอาม่า” เรื่องราวสุดอบอุ่นหัวใจแห่งปีที่บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวจีนแต้จิ๋ว ถ่ายทอดผ่านภาษา วัฒนธรรม และความทรงจำข้ามรุ่น โดยมีแก่นเรื่องสำคัญอย่าง “เฉียวพี” (โพยก๊วน) หรือหลักฐานจดหมายและใบส่งเงินเก่าแก่ของชาวจีนโพ้นทะเลเป็นตัวเชื่อมโยงความรัก ความกตัญญู และสายใยครอบครัวที่ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนความผูกพันก็ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลาเลย ดังคำกล่าวที่ว่า “江海有岸,团圆有盼” (ผืนน้ำยังมีฝั่ง การกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวย่อมมีความหวัง) นั่นถือเป็นการสอดผสานศิลปะทั้งสองแขนงทั้งภาพถ่ายและภาพยนตร์ ที่ต่างบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านหน้าประวัติศาสตร์ไทย-จีนได้อย่างลงตัว

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าชม “นิทรรศการประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแต้จิ๋ว” และการจัดแสดงภาพถ่ายอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้ ตั้งวันที่ 4 – 14 สิงหาคมนี้ ณ โรงภาพยนตร์ SF World Cinema ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000076761

“SEA THE CHANGE” นิทรรศการรักษ์ทะเลแห่งปี ชมฟรีถึง 12 ส.ค.มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ขอเชิญชวนประ...
07/08/2026

“SEA THE CHANGE” นิทรรศการรักษ์ทะเลแห่งปี ชมฟรีถึง 12 ส.ค.

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมออกเดินทางสู่โลกรักษ์ทะเล ผ่านงาน YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา มหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลครั้งใหญ่แห่งปี ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูทะเลไทย ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เข้าชมฟรี

กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้เข้าชมหลั่งไหลต่อเนื่อง
หลังเปิดงานเพียงไม่กี่วัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มีประชาชน นักเรียน นักศึกษา ครอบครัว นักท่องเที่ยว และผู้สนใจด้านสิ่งแวดล้อม เดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หลายโซนได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรงภาพยนตร์ Immersive 360°, โซนแมงกะพรุนเรืองแสง, จุดถ่ายภาพโลกใต้ทะเล และกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือเรียนรู้จริง

เสียงตอบรับจากผู้เข้าชมสะท้อนให้เห็นว่า งานนี้ไม่ใช่เพียงนิทรรศการ แต่เป็นประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเล และเห็นว่าการอนุรักษ์สามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

ดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเล ผ่านประสบการณ์ Immersive 360°
เริ่มต้นการเดินทางด้วย Immersive Experience 360 องศา ที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและเสียงรอบทิศทางสุดสมจริง พบฝูงสัตว์ทะเลและแมงกะพรุนยักษ์เรืองแสง ก่อนเข้าสู่เรื่องราวของวิกฤติทะเลไทย พร้อมเรียนรู้ว่าทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้

เปิดโลกเบื้องหลังการกอบกู้ทะเลไทย
ภายใน Exhibition Area ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้การทำงานของนักวิจัย นักอนุรักษ์ และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านนิทรรศการที่เข้าใจง่ายและสามารถทดลองได้จริง อาทิ
- การส่องไมโครพลาสติกด้วยตนเอง
- การฟื้นฟูแนวปะการัง
- ห้องฉุกเฉินช่วยสัตว์ทะเล
- เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเล
- พระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทะเลของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สนุกกับกว่า 30 กิจกรรม ตลอด 15 วัน
ผู้เข้าชมสามารถร่วมกิจกรรมและเวิร์กชอปมากกว่า 30 กิจกรรม ที่ออกแบบให้เหมาะกับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น
- เวิร์กชอปปลูกปะการัง
- การเตรียมตัวสำหรับการดำน้ำเชิงอนุรักษ์
- การลดขยะสู่ทะเล
- กิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว
- เวทีเสวนาจากนักวิจัย นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเล
- นิทรรศการเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์ทะเล

ชอปอย่างมีความหมาย สนับสนุนชุมชนและทะเลไทย
อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Community Market ที่รวบรวมสินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และสินค้าจากเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทั่วประเทศ ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกซื้อพร้อมร่วมสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และร่วมสร้างคุณค่าให้ทะเลไทยอย่างยั่งยืน

เพราะการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากทุกคน
ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก เยาวชน นักเรียน นักดำน้ำ ครอบครัว หรือผู้ที่ไม่เคยคิดว่าทะเลเกี่ยวข้องกับชีวิต งาน SEA THE CHANGE จะทำให้ทุกคนค้นพบว่า “ทุกการใช้ชีวิตของเราล้วนเชื่อมโยงกับมหาสมุทร” และทุกคนสามารถร่วมสร้างโลกทะเลใหม่ได้ด้วยสองมือของตัวเอง

ยังมีเวลา! เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวคุณเอง
ผู้ที่ยังไม่ได้มาเยี่ยมชม ยังสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์โลกใต้ทะเลแบบ Immersive 360° พร้อมกิจกรรมกว่า 30 รายการ ได้จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

📍 สถานที่: NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน
🗓 วันที่: 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 25698
🎟 เข้าชมฟรี
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน
https://forms.gle/2zkKCb7M94x7j2DX8

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000077234

Urban Collectibles กลับมาแล้วในธีม MOVING CITYUrban Collectibles โดย Mango Art Festival คือเทศกาลศิลปะที่โฟกัสด้านศิลปะใ...
05/08/2026

Urban Collectibles กลับมาแล้วในธีม MOVING CITY

Urban Collectibles โดย Mango Art Festival คือเทศกาลศิลปะที่โฟกัสด้านศิลปะในพื้นที่เมือง (Urban Art)
สถานที่: The StandardX, Bangkok Phra Arthit
วันที่: 7–9 สิงหาคม 2569 เวลา 13:00 - 21:00

Urban Collectibles โดย Mango Art Festival คือเทศกาลศิลปะที่โฟกัสด้านศิลปะในพื้นที่เมือง (Urban Art) จัดแสดงภายใน ห้องพักและส่วนต่างๆของโรงแรม ภายในงานจะมีการรวบรวมผลงานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ งานศิลปะต้นฉบับบนผืนผ้าใบ, งานดิจิตอล, งานปั้น และผลงานต่างๆ ที่ควรค่าแก่การสะสมโดยศิลปินทั้งจากไทย และต่างประเทศ

โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ห้า ณ โรงแรม StandardX, Bangkok Phra Arthit ในวันที่ 7 - 9 สิงหาคม 2026 มาในธีม MOVING CITY : เมืองไม่เคยหยุดนิ่ง... จังหวะชีวิตบนท้องถนนที่เต้นเร้า สายน้ำที่ไหลริน และแสงนีออนที่ไม่มีวันจางหาย แต่ท่ามกลาง ความวุ่นวายนี้ เราอยากให้ "ศิลปะ" สะกดให้คุณหยุดนิ่ง

Exhibition Theme
ในโลกที่หมุนไวเกินกว่าจะก้าวทัน (Hyper-velocity) เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ผู้คนและกาลเวลาที่ไหลผ่าน ไปอย่างรวดเร็วจนเราอาจเผลอลืม "ตัวตน" หรือ "ความหมาย" ของการดำรงอยู่... "Moving City" คือนิทรรศการที่ตั้งใจสร้าง "จุดหยุดนิ่ง" ท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวายเราเชื่อว่าศิลปะมีอำนาจในการ หยุดเวลา (Freeze-frame) เพื่อให้ผู้ชมได้กลับมา สำรวจรายละเอียดที่เคยมองข้าม ทบทวนความงดงามที่ซ่อนอยู่และตกตะกอนความหมายของชีวิต ในช่วงขณะที่สายตาได้ปะทะ กับผลงาน

Key Message
"ในโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ศิลปะจะหยุดเราไว้ เพื่อให้หัวใจเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่" แนวคิดของสถานที่จัดงาน: Living Gallery ที่ก้าวข้ามกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว เราขอเชิญคุณก้าวข้ามขีดจำกัดของห้องจัดแสดงสีขาวแบบเดิม (White Cube) เข้าสู่บรรยากาศ ที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยรสนิยมของ Luxury Guest Suite พื้นที่แห่งนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Living Gallery” เพื่อ เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกระหว่างงานศิลปะและพื้นที่การใช้ชีวิตจริง

การจัดแสดงในบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ช่วยให้เหล่านักสะสมก้าวข้ามจินตนาการและสัมผัส ได้ด้วยตาตนเอง ว่าภาพวาดระดับ Masterpiece, อาร์ตทอยไวนิลรุ่นสะสม หรือผลงานดีไซน์สุดล้ำ สามารถมอบลมหายใจและจิตวิญญาณให้กับ พื้นที่ส่วนตัวได้อย่างไร นี่ไม่ใช่เพียงแค่นิทรรศการศิลปะทั่วไป แต่คือ “ภาพจำลองของชีวิตที่ใช้ร่วมกับศิลปะ”ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ได้เห็นว่าศิลปะสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ที่เหนือระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แกลเลอรี่ อาร์ตสเปซ และแบรนด์ต่างๆ ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ได้แก่
Art Zone Asia / gallery. sort of. / Boo X Project
Texture Printing Thailand / Mobella / eufyMake / Ming Art Space
Street Star Gallery / Mr.Zen Art Studio / Art Bridge Chiang Rai / Dadsada Studio

ศิลปิน
JOAN CORNELLÀ / MUKLAY / Ping Hatta / NINJA•ROMAN•PARE•LOLAY La chambre de Kesvita / Jaemy C Studio / Little Man / Vayupad / Luck Maisalee Pang Torsuwan / Prem.artistic / Itsuko Kiyokawa / Supachet Bhunmakarn JIMMY AAJA / chis_pong / Juart Woraset / Deja Jueng / Piya Charoenmuang
Chookiat Likitpunyarut / Chanchai Boriboon / Cerukmahachan / papaiwasallday Mick Natthapol / Taweechob.design / Pnk.ff / Goodnight.XinqXinq / Saran Patchimasiri Pure Create / Fah Jitaree / Rizwan Baran Art / PalmJ's Palette / Ping Mantana JP Pemapsorn / Nisra Sobhanasiri / Supmanee Chaisansuk / Ar(t)chana And kazi Istela imam

แหล่งที่มาข่าว และภาพผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000074919

“ถนนไปสู่แหลมทอง” นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปีของ ไชยยศ ปิ่นประดับดังคำกล่าวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชื...
30/07/2026

“ถนนไปสู่แหลมทอง” นิทรรศการภาพถ่ายในรอบ 20 ปีของ ไชยยศ ปิ่นประดับ

ดังคำกล่าวของ มาร์แซล พรุสต์ (Marcel Proust) นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศสที่ว่า “การเดินทางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การไปยังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก แต่คือการมองโลกใบเดิมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป” อดีตช่างภาพและหนึ่งในผู้ก่อตั้งนิตยสาร Phuket Bulletin ผู้กลับมาจับกล้องถ่ายภาพอีกครั้งในรอบเกือบ 20 ปี สมาคมศิลป์ภูเก็จ (Phuket Art Association) ขอเชิญชวนทุกท่านออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์และพหุวัฒนธรรมใน “ถนนไปสู่แหลมทอง” (The Road to the Golden Peninsula) นิทรรศการภาพถ่ายโดย ไชยยศ ปิ่นประดับ

ศิลปินชวนผู้ชมออกเดินทางผ่านผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมุดบันทึก” การเดินทางจากปราณบุรีสู่ตากใบ สัมผัสวิถีชีวิต สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณแห่งแหลมทอง (Golden Chersonese) ชื่อที่นักเดินเรือชาวตะวันตกยุคโบราณเรียกคาบสมุทรมลายูและภาคใต้ของไทยมาตั้งแต่ยุคกรีก-โรมัน เรื่องเล่าผ่านเลนส์และมุมมองที่เปลี่ยนไปของชายผู้รักการถ่ายภาพที่หวนกลับมาจับกล้องฟิล์มอีกครั้งในวัยกว่า 70 ปี ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของภาคใต้-บ้านเกิดของเขา ผ่านความยิ่งใหญ่ของภูเขา ทะเล สถาปัตยกรรม ใบหน้าของผู้คน และเสน่ห์ของดินแดนพหุวัฒนธรรมในมิติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง จัดแสดงวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 บริเวณผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

จากถนนข้ามผ่านคาบสมุทร สู่จุดเริ่มต้นของ “ถนนไปสู่แหลมทอง”

ไชยยศ ปิ่นประดับ เป็นชาวภูเก็ตโดยกำเนิด เขาหลงใหลในการถ่ายภาพและกล้องฟิล์ม มากพอ ๆ กับความรักที่มีต่อปักษ์ใต้-บ้านเกิดของเขา หลังห่างหายจากการถ่ายรูปไปนานเกือบสองทศวรรษ กล้องฟิล์มสุดหวงที่เคยสะสมไว้ก็จำหน่ายจ่ายแจกไปจนหมด ก่อนที่สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก็พัดผ่านเข้ามาในชีวิต ไชยยศหวนนึกถึงการถ่ายภาพที่ร้างลามานานปี เขาตัดสินใจโทร. หาเพื่อนเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อจัดหากล้อง Hasselblad Xpan (กล้องฟิล์ม Rangefinder) แล้วเรื่องราวก็ลื่นไหลจากฟิล์ม 50 ม้วน สู่หนังสือและนิทรรศการภาพถ่ายในวัย 74 ปี

“ผมก็เหมือนมือสมัครเล่นทั่วไปที่ถ่ายรูปเพราะใจรัก ความที่บ้านเกิดอยู่ภาคใต้ก็เลยเลือกความสะดวกในการทำงานและความเข้าใจในพื้นที่ แต่ผมขายกล้องฟิล์มไปหมดแล้ว เลยต้องไหว้วานให้เพื่อนเก่าอย่างคุณบิ๊ก (ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืด ผู้ก่อตั้ง Min Black and White Darkroom) ที่อยู่กรุงเทพฯ จัดหาอุปกรณ์ถ่ายรูปมาให้ ทุกวันหยุดผมจะขับรถตระเวนถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจสภาพดินฟ้าอากาศ เริ่มต้นการทำงานจากปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ ที่หลายคนเรียกว่า “ประตูสู่ภาคใต้” ขับรถสำรวจบ้านเมืองไปเรื่อย ๆ แต่ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจมากกว่าที่คิด ทั้งธรรมชาติ บ้านเรือน สถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ และวัดวาอาราม ทุกครั้งที่ผมออกไปทำงานก็จะส่งม้วนฟิล์มกลับไปให้คุณบิ๊กล้างขยายและตรวจดูความเรียบร้อยที่กรุงเทพฯ ทำอยู่อย่างนั้นเกือบ 5 เดือน”

“ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงมีจุดเริ่มต้นจากการเดินทางข้ามคาบสมุทรจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทย ผ่านมุมมองของชายที่เห็นโลกมาแล้วหลายยุคสมัย ตึกเก่าที่คุ้นเคยแต่อาจไม่คุ้นตาสำหรับนักเดินทาง ตลอดหลายเดือนของการเดินทางเพียงลำพังไปกับรถคู่ใจ ทำให้เขาค้นพบความสวยงามของเทือกเขาที่ทอดตัวยาว เรื่องราวระหว่างการเดินทาง และความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในดินแดนภาคใต้ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้

ช่างภาพและกล้องฟิล์ม บนถนนสายใต้กว่า 150 วัน

ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ถึงมกราคม 2568 ไชยยศตระเวนลงพื้นที่ตลอดแนวคาบสมุทร ตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีที่ประจวบคีรีขันธ์ ไล่เรียงลงไปจนถึงเทือกเขาสันกาลาคีรีที่ชายแดนภาคใต้ โดยมี ‘ปัตตานี’ เป็นศูนย์กลางการทำงาน พร้อมได้รับความช่วยเหลือจาก ‘คุณโมนา ปัตตานี’ ในการเข้าถึงชุมชนท้องถิ่น เกือบทุกภาพในนิทรรศการนี้จึงไม่ได้เกิดจากการกดชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว หากแต่เป็นผลจากการเดินทางกลับไปยังสถานที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 2-3 ครั้ง เพื่อรอคอยจังหวะแสงและเวลาที่สมบูรณ์แบบที่สุด สะท้อนความอดทนและความพิถีพิถันแบบช่างภาพฟิล์มที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

“เราอาจคุ้นเคยกับทะเลจนหลงลืมความยิ่งใหญ่ของภูเขา ระหว่างทางผมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาขนาดใหญ่ บางลูกสูงใหญ่เสียดฟ้าให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม บางลูกโค้งมนอ่อนโยน ความที่ทิ้งการถ่ายภาพมานาน ผมเลยทำฟิล์มเสียหายไป 5 ม้วน พอทำความเข้าใจกับเครื่องมืออีกครั้ง การถ่ายภาพก็สมูทขึ้น

“หลายภาพมีคุณค่าต่อจิตใจของผมอย่างมาก ผมได้เห็นวัดวาอารามที่ในชีวิตไม่เคยไปเที่ยวชมมาก่อน ตั้งแต่ปลายนครศรีธรรมราชจรดสงขลา โดยเฉพาะรูปบนปกหนังสือคือ “กุฏิเจ้าอาวาส” วัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส เป็นศิลปะพื้นถิ่นที่ใกล้เคียงกับสกุลช่างสงขลาอย่างมาก คาดไม่ถึงเลยว่าศิลปะเก่าแก่ของช่างฝีมือชั้นสูงยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีในวัดวาอารามทางภาคใต้ แม้กระทั่งพลับพลาที่ประทับของรัชกาลที่ 4 หรือที่เรียกว่า “ศาลาพระวิหารแดง” บนเขาตังกวน จังหวัดสงขลา ก็เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปสีแดงที่สวยงามอย่างมาก”

นอกจากความยิ่งใหญ่ของแนวเทือกเขา อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของไชยยศมาตลอดการเดินทาง คือ สถาปัตยกรรม ซึ่งสำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้าง หากเป็นหลักฐานที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ภาพถ่ายหลายชิ้นจึงให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมากกว่ามุมมหาชน ไชยยศเลือกที่จะหันเลนส์ไปยังมุมธรรมดา ๆ ที่ชาวบ้านพบเห็นในชีวิตประจำวัน แต่กลับซ่อนรายละเอียด แสง เงา และเรื่องราวที่นักท่องเที่ยวอาจไม่เคยสังเกต ภาพถ่ายแต่ละใบจึงชวนให้ผู้ชมมองพื้นที่เดิมด้วยสายตาใหม่ และค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่ในความคุ้นชิน

Hasselblad Xpan ห้องมืด และงานฝีมือที่อยู่ข้างหลังภาพ

หัวใจสำคัญของนิทรรศการ คือการเลือกใช้ Hasselblad Xpan กล้องฟิล์มพาโนรามา Rangefinder สัญลักษณ์ของความคลาสสิกและทรงคุณค่า ที่ช่างภาพสายสตรีทและศิลปินทั่วโลกต่างตามหา ด้วยสามารถบันทึกภาพในสัดส่วนพาโนรามา (24×65 มิลลิเมตร) ทำให้ได้มุมมองที่กว้างขวางตระการตาและมีความลึกทางมิติภาพที่ระบบดิจิทัลยากจะเลียนแบบ ศิลปินใช้ฟิล์มกว่า 50 ม้วน ในการสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่าย 114 ภาพ เพื่อถ่ายทอดภูมิทัศน์และบรรยากาศของคาบสมุทรภาคใต้ผ่านภาษาของภาพฟิล์ม

“ผมคุยกับคุณบิ๊กไว้ว่า เราน่าจะอัดภาพสีไว้บ้างเพื่อสร้างคอนทราสต์กับภาพขาวดำ เพื่อเป็นจังหวะในการเล่าเรื่องด้วยภาพ และผมอยากให้ผู้ชมสัมผัสความสวยงามของ ‘แหลมทอง’ ชื่อดั้งเดิมของคาบสมุทรภาคใต้ที่หลายคนอาจหลงลืมไป และนำมาใช้เป็นชื่อนิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” ผมอยากให้ผู้คนรับรู้ถึงคุณค่าของภาคใต้ผ่านภาพถ่ายในมุมมองของสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่จำกัดแค่แลนด์มาร์ก โดยเฉพาะคนใต้ที่ย้ายรกรากไปอยู่กรุงเทพฯ ให้ลูกหลานหันกลับมามองรากเหง้าและเห็นคุณค่าของปักษ์ใต้บ้านเรา “

ด้วยเหตุนี้ทุกภาพในนิทรรศการจึงผ่านกระบวนการล้างและอัดขยายด้วยห้องมืด (Darkroom) มาตรฐานสากล โดย ศรีสุภัจจ์ เสถียรศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านห้องมืดและเพื่อนสนิทของไชยยศ ที่ร่วมเดินบนเส้นทางสายภาพถ่ายด้วยกันมากว่า 30 ปี ประสบการณ์ที่สั่งสมจากการทำงานร่วมกับช่างภาพมืออาชีพระดับนานาชาติ ถูกถ่ายทอดลงในทุกขั้นตอนของการสร้างภาพ ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นไม่เพียงสะท้อนความงามของสถานที่และผู้คน หากยังสะท้อนให้เห็นคุณค่าของงานคราฟต์ ความละเอียดอ่อน และมิตรภาพที่อยู่เบื้องหลังภาพถ่าย

นิทรรศการ “ถนนไปสู่แหลมทอง” จึงเปรียบเหมือนบทสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันของแหลมทอง ที่ไม่อาจหาได้จากกล้องดิจิทัล พร้อมเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2569 ผนังโค้งชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เวลา 10.00 – 20.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ผู้สนใจในศิลปวัฒนธรรมและความสวยงามของธรรมชาติในภาคใต้ สามารถเข้าร่วมชมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ผลงา...
23/07/2026

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569

ชวนชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ผลงานจากสถาบันอุดมศึกษา 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยมปี 2569 ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปนิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ชั้นปีสุดท้ายของปีการศึกษา 2568 จากสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะ 47 แห่งทั่วประเทศ รวม 177 ชิ้น มาจัดแสดงร่วมกันตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569

จากเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ ให้ได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงานศิลปกรรม นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม เป็นนิทรรศการที่หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีความภาคภูมิใจที่ได้ริเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เนื่องด้วยเป็นนิทรรศการที่มีผู้ชมรู้จัก และให้ความสนใจติดตามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสถาบันระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศมาโดยตลอด

สำหรับในปีนี้ มีสถาบันตอบรับเข้าร่วมแสดงรวม 47 แห่ง โดยคณาจารย์ของแต่ละสถาบันได้คัดเลือกผลงาน ของนักศึกษาระดับปริญญาโท สถาบันละ 2 คน และระดับปริญญาตรี สถาบันละ 3 คน ส่งผลงานมาร่วมแสดงคนละ 1 ชิ้น รวมผลงานที่จัดแสดง 177 ชิ้น ประกอบด้วยผลงานหลากหลายเทคนิค อาทิ ผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และงานจัดวาง

นิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม มิเพียงแต่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษา และเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิคทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการแนะนำนิสิต นักศึกษา ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชน และสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นศิลปินอาชีพในอนาคต

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการศิลปนิพนธ์ยอดเยี่ยม ปี 2569 ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนราชดำเนินกลาง โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน (ปิดวันพุธ) เวลา 10.00 – 19.00 น. เพื่อร่วมเสริมสร้างกำลังใจและสนับสนุนให้นิสิต นักศึกษา ได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกเผยแพร่แก่สาธารณชนต่อไป.

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์

คนรักศิลปะห้ามพลาด “Under the Same Sun” นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันโดย “อำนาจ วชิระสูตร”ชวนชมนิทรรศการ Under the Same Sun�โด...
20/07/2026

คนรักศิลปะห้ามพลาด “Under the Same Sun” นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันโดย “อำนาจ วชิระสูตร”

ชวนชมนิทรรศการ Under the Same Sun�โดยศิลปิน อำนาจ วชิระสูตร จัดขึ้นวันที่ระหว่างวันที่ 9 กรกฎาคม – 30 สิงหาคม 2569 ณ แกลเลอรี La Lanta ชั้น 2 River City Bangkok

ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบสำหรับคนเมือง การเงยหน้ามองท้องฟ้าและสูดหายใจได้เต็มปอดหรือได้ใช้เวลาขบคิดแล้วจินตนากรต่อ แทบจะเป็นเศษเสี้ยวเวลาที่มีอยู่น้อยนิดในแต่ละวัน ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ในวัยเด็ก ปัจจุบันกลับถูกเติมเต็มด้วยตึกสูง เส้นรถไฟฟ้าที่ขดวนเข้ามาแทนที่ฝูงนกที่กางปีกโผบินได้อย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูก ‘กำหนด’ ขึ้นมาโดยใครบางคนที่เราเลือกไม่ได้

Under the Same Sun นิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดของอำนาจ วชิระสูตร จิตรกรผู้ซึ่งผลงานเป็นที่คุ้นตาในแวดวงงานจิตรกรรมร่วมสมัยของไทย งานนี้จะพาผู้ชมไปสำรวจผลงานภาพวาดสีน้ำมันของศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานแบบอิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionist) ผ่านภาพวิวทิวทัศน์ในเชิงนามธรรมหรือแอ็บสแทร็ค (Abstract) และกึ่งนามธรรม (Semi-Abstract) ที่เนรมิตจากพื้นผิวของสีที่ดูแน่นิ่ง เงียบสงัดแต่กลับซ่อนเร้นบางอย่างไว้ได้อย่างคาดไม่ถึงและสื่อถึงอารมณ์ได้มากมาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมได้สัมผัสผลงานที่จะปรุงแต่งเรื่องราวบนผืนผ้าใบขึ้นมาใหม่ได้ด้วยตัวเอง

ทว่าสำหรับศิลปินแล้ว บนผืนผ้าใบคือโลกแห่งอุดมคติอันเป็นภาคต่อมาจากชุดผลงานก่อน ภาพเขียนอันเต็มไปด้วยสีสัน ธรรมชาติ และนกน้อยที่ดูไร้เดียงสาเข้ามาแต่งแต้มเรื่องราว แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สังคมในฐานะจิตรกรร่วมสมัย ภาพเขียนของศิลปินที่เงียบสงัดได้กลายสภาพเป็นเสียงให้เราได้ขบคิดและตั้งคำถาม ภายในนิทรรศการนี้ กำแพงสี่ด้านจะทะลายออกไปสู่ความคิดใหม่ไปพร้อมกับสีบนผืนผ้าใบในงานศิลปะ

เกี่ยวกับศิลปิน
อำนาจ วชิระสูตร เป็นศิลปินที่เชื่อว่าการวาดภาพเป็นเรื่องของจิตใจและสภาวะภายใน เขาสร้างสรรค์งานจิตรกรรมด้วยการใช้สีน้ำมันในรูปแบบกึ่งนามธรรม แต่มีมิติที่สะท้อนแสงเมื่อมองจากมุมต่าง ๆ ผลงานของเขาแสดงถึงโลกที่เหนือจริง เป็นการเชื่อมโยงระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก รวมถึงชีวิตและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความซับซ้อนของการรับรู้และอารมณ์ของมนุษย์

ศิลปินจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขาได้รับรางวัลมากมาย รวมถึงรางวัลชนะเลิศการประกวด Thailand Asean Art Award จากฟิลิปมอร์ริส (ปี 1996) และศิลปะร่วมสมัยของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปี 1997)

ผลงานของเขาจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่ม ณ แกลเลอรีชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ที่กรุงปารีสและกรุงมะนิลา อีกทั้งได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมประมูลมาอย่างต่อเนื่อง ติดตามชมผลงานทาง Instagram: amnaj.vashirasut

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000068041

Swanderland นิทรรศการศิลปะที่ชวนมองคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านโลกคู่ขนานของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’ศูนย์การค้าเอ...
15/07/2026

Swanderland นิทรรศการศิลปะที่ชวนมองคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านโลกคู่ขนานของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’

ศูนย์การค้าเอท ทองหล่อ (Eight Thonglor) ร่วมกับ CHACHA หรือ บุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย จัดแสดงนิทรรศการ Eight Thonglor presents Swanderland by CHACHA ถ่ายทอดเรื่องราวของอิสรภาพ ความหวัง และคุณค่าความเป็นมนุษย์ ผ่านผลงานจิตรกรรมแนว Modern Abstract ที่เชื่อมโยงโลกของ ‘นักบัลเลต์’ และ ‘ผู้ต้องขังหญิง’ สองบทบาทที่แตกต่าง แต่มีพันธนาการบางอย่างร่วมกันอย่างน่าประหลาด โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL ภายในงาน ผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อติดต่อซื้อผลงานได้โดยตรง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงาน ศูนย์การค้า Eight Thonglor จะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย (Autistic Thai Foundation) เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกในประเทศไทย

Swanderland เป็นชุดผลงานที่ CHACHA สร้างสรรค์ขึ้นจากการตั้งคำถามต่อคุณค่าความเป็นมนุษย์ และภาพจำที่สังคมมีต่อผู้คนในบทบาทที่แตกต่างกัน โดยนำเสนอผ่านผลงานจำนวน 35 ชิ้น ในรูปแบบจิตรกรรมแนว Modern Abstract ผสานเทคนิค Mixed Media ทั้งการพ่นสี การตัดแปะ และการใช้ลวดหนามจริงเป็นองค์ประกอบในงาน เพื่อสร้างพื้นที่แห่งจินตนาการที่เชื่อมโยงโลกสองใบที่ดูห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างความสง่างามของ ‘นักบัลเลต์’ และชีวิตจริงของ ‘ผู้ต้องขังหญิง’

คุณบุษปฤทธิ์ ชาลีมุ้ย หรือ CHACHA ศิลปินเจ้าของผลงาน กล่าวว่า “'นักบัลเลต์' และ 'ผู้ต้องขังหญิง' ต่างถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยพันธนาการที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานที่ เครื่องแบบ หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แม้สังคมจะมองคนทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ภายใต้แรงกดดันเหล่านั้นกลับสะท้อนให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยภาพนักบัลเลต์ไร้ใบหน้าเป็นการสื่อสารว่าใบหน้าไม่ใช่สิ่งที่กำหนดคุณค่าของคน เช่นเดียวกับลวดหนามสีทองที่ปรากฏในผลงาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและคุณค่าที่ไม่เคยหายไป แม้จะอยู่ภายใต้พันธนาการ เพราะจิตวิญญาณของมนุษย์ยังคงมีอิสระที่จะเติบโต เปลี่ยนแปลง และโบยบินได้เสมอ”

คุณชัยรัตน์ แสงทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองหล่อ เมเนจเม้นท์ กล่าวว่า “Eight Thonglor มีความตั้งใจที่จะเป็นมากกว่าพื้นที่ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสแรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ ๆ ผ่านงานศิลปะ การนำ ‘Swanderland’ มาจัดแสดงในครั้งนี้จึงเป็นการส่งต่อบทสนทนาว่าด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความหวัง และการมองข้ามอคติที่มีต่อผู้คนในสังคม นอกจากการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับผลงานของ CHACHA แล้ว Eight Thonglor ยังตั้งใจให้การจัดแสดงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายผลงานจะนำไปสมทบมูลนิธิออทิสติกไทย เพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้กับบุคคลออทิสติกในประเทศไทย”

นิทรรศการ Swanderland เปิดให้เข้าชมฟรี ระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า Eight Thonglor บริเวณชั้น G และร้าน 008 Bar ชั้น 11 MUU HOTEL โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code บริเวณชิ้นงานเพื่อสอบถามรายละเอียดและติดต่อซื้อผลงานได้ตลอดระยะเวลาการจัดแสดง

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000066318

ไอคอนสยาม จัด "NEO Land Festival 2026" รวมผลงาน NEO Art Toy จาก 33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทยไอ...
09/07/2026

ไอคอนสยาม จัด "NEO Land Festival 2026" รวมผลงาน NEO Art Toy จาก 33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทย

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะ "Global Hub of Art & Culture" ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน "NEO Land Festival 2026" นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก "ช้าง" สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง ตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม
ภายในงานรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทย ที่มีฝีมือทางศิลปะโดดเด่น ทั้ง Contemporary Thai Art, Pop Art, Doodle Art, Surrealism และศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ โดยศิลปินแต่ละคนได้ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว จนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว

“NEO” คือเฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง “การเกิดใหม่” สะท้อนการแปรเปลี่ยนของผลงานในทุกครั้งเมื่ออยู่ในมือของศิลปิน เพราะ NEO ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสิ่งใด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ ผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก NEO จึงมิใช่เพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ หากยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการและแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ซึ่งผลงานทุกชิ้นในนิทรรศการล้วนผ่านการรังสรรค์ด้วยมือของศิลปินโดยตรง ผ่านเทคนิคอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมีซึ่งกลายเป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุด

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ "Horse of Dawn" ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ "ม้าสีทอง" ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์
อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของเอื้องอัญญากรณ์ หมั่นพลศรี กับผลงาน Flash Space ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด สีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ

รวมถึงผลงานของ ณรงค์ชัย อุ่นใจ กับผลงาน Low Fat ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ “เปลือก” หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง “รากฐานร่วมกัน” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์

นอกจากนี้ยังมีผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ FLASH SPACE นำเสนอผ่านการวาดสไตล์ Doodle art เป็นการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด นำเสนอด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความสนุกสนานและความกล้าในการคิดนอกกรอบ DOODLE FLOW ที่ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art, Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer ที่บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ, TAMU's Land ที่สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด, Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์

รวมถึงอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Monster Parade, NEO 2050, Ruby Ganesha, NINJA Ganesha และ Night Dreaming ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของศิลปินแต่ละคน ผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

NEO Land Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงนิทรรศการอาร์ตทอย หากยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินทางผ่านความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินไทยหลากหลายรุ่น พร้อมสัมผัสความงดงามของศิลปะร่วมสมัยที่หลอมรวมวัฒนธรรม ความเชื่อ และจินตนาการไว้บนผลงานแต่ละชิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

ผู้สนใจสามารถเข้าชมงาน NEO Land Festival 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2569 ณ Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/business/detail/9690000066548

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Shutter We Gallery&Homeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Shutter We Gallery&Home:

ทางลัด

แชร์

ประเภท