Shutter We Gallery&Home

Shutter We Gallery&Home SHUTTER WE PHOTOGRAPHER
Photo for Life
ID:shutterwe

วธ. เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569”กระทรวงวัฒนธรรม เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจา...
22/06/2026

วธ. เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569”

กระทรวงวัฒนธรรม เปิด “เทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569” (New Gen Connected Art Fest #4 2026) ชูแนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ชวนค้นหาความหวังผ่านงานศิลปะร่วมสมัย สร้างพื้นที่เรียนรู้และศักยภาพศิลปินรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ต่อยอดเมืองเก่าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดงานเทศกาลศิลปะสงขลา เชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่น ครั้งที่ 4 ปี 2569 (New Gen Connected Art Fest #4 2026) โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม: เมืองเก่าสงขลา (Culture Smart City: Songkhla Old Town) โดยมี นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายธีรพจน์ จรูญศรี ผู้ก่อตั้งหอศิลป์สงขลาเเละประธานมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า นายอำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ศิลปินเเห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2563 นางศศิเพ็ญ ละม้ายพันธุ์ วัฒนธรรมจังหวัดสงขลา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภัณฑารักษ์ ศิลปิน คณาจารย์สถาบันการศึกษา นิสิต นักศึกษา แขกผู้มีเกียรติ เเละสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ หอศิลป์สงขลา ถนนกำแพงเพชร จังหวัดสงขลา

นางเสริมกิจ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ความสำคัญกับการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการสนับสนุนพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยจังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างพลังทางสังคม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เทศกาลศิลปะสงขลากลายเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ทุนทางวัฒนธรรมในการพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นางเสริมกิจ กล่าวอีกว่า มูลนิธิสงขลาเมืองเก่า และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมกันผลักดันและส่งเสริมงานวัฒนธรรมเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลา ผ่านการพัฒนาเมืองต้นแบบด้านศิลปวัฒนธรรม (Culture Smart City) และการจัดเทศกาลศิลปะสงขลา “New Gen Connected Art Fest” อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 จนสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญของการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับปีพ.ศ. 2569 เทศกาลจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bloom in Uncertainty : เมื่อชีวิตยังผลิบาน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนในหลากหลายมิติ ศิลปะและวัฒนธรรมยังคงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างความเข้าใจในความแตกต่าง และเป็นพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยให้สังคมมองเห็นความหวังและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายในปัจจุบัน

โดยคณะภัณฑารักษ์ของเทศกาล ได้ร่วมกันตั้งคำถามว่า เมื่อโลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน คนรุ่นใหม่กำลังมองอนาคตอย่างไร และศิลปะจะช่วยให้เราเข้าใจความหวัง ความกังวล และความหมายของชีวิตในยุคสมัยนี้ได้อย่างไร เทศกาลศิลปะครั้งนี้จึงมุ่งใช้ศิลปะและวัฒนธรรมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการตั้งคำถามต่ออนาคต เพื่อสะท้อนศักยภาพของมนุษย์ในการปรับตัว เติบโต และผลิบานท่ามกลางความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ เทศกาลยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและเปิดพื้นที่แก่ศิลปินรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ โดยคัดเลือกผลงานจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อร่วมถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมแสดงศักยภาพบนเวทีสาธารณะ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการกระจายโอกาสทางวัฒนธรรม และการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของคนรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผลงานที่นำมาจัดแสดงล้วนสะท้อนความคิด ความฝัน ความกังวล การค้นหาความหมายของการดำรงอยู่ และมุมมองต่อโลกของคนรุ่นใหม่ในบริบทที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาค ทำให้เทศกาลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัย แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และประสบการณ์ร่วมของสังคมไทยในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง ผ่านพื้นที่จัดแสดงในย่านเมืองเก่าสงขลา โดยเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 16 สิงหาคม 2569

“ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา เทศกาลศิลปะสงขลาได้เติบโตขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายศิลปิน จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าสงขลาให้เป็นพื้นที่แห่งศิลปวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาเมืองบนฐานทุนทางวัฒนธรรม ขอชื่นชมมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า โรงพยาบาลศิครินทร์ คณะภัณฑารักษ์ ศิลปินทุกท่าน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนเทศกาลศิลปะสงขลาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเเละเข้มเเข็ง หวังว่าเทศกาลแห่งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เห็นถึงพลังของศิลปะและวัฒนธรรมในการพัฒนาเมือง สังคม และชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

แหล่งที่มาข่าวอละภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000056703

SRI PANWA X JITTI ROBOT นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย สำรวจพื้นที่ระหว่างผู้คน ความรู้สึก และจินตนาการศรีพันวา ภูเก็ต จัดนิทรรศ...
16/06/2026

SRI PANWA X JITTI ROBOT นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย สำรวจพื้นที่ระหว่างผู้คน ความรู้สึก และจินตนาการ

ศรีพันวา ภูเก็ต จัดนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “SPACE BETWEEN US” คอลแลปส์สุดพิเศษกับ หนุ่ม – จิตติ จำเนียรไว ศิลปินป๊อปอาร์ตแถวหน้าของไทย เจ้าของคาแรกเตอร์ "ROBOT" หรือหุ่นยนต์หน้าตาซื่อๆ ที่มักเล่าเรื่องราวความรู้สึกของมนุษย์ผ่านมุมมองที่อบอุ่นและน่ารัก ลายเซ็นของเขาคือการใช้สีสันสดใส ภาพความฝัน และการส่งพลังบวก

โดยนิทรรศการ “SPACE BETWEEN US” นำเสนอผลงานที่สะท้อนการสำรวจ “พื้นที่ว่าง” ในมิติทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ผ่านภาษาทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ของ JITTI ROBOT พื้นที่ภายในศรีพันวาถูกปรับให้กลายเป็นสเปซจัดแสดงงานศิลปะ เพื่อให้ทุกคนได้ก้าวออกจากความวุ่นวายของโลกภายนอก แล้วเข้ามานั่งปล่อยใจไปกับลายเส้นและสีสันตรงหน้า ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ที่ชวนให้รู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย และพร้อมเปิดรับพลังงานดีๆ กลับไปอีกครั้ง

พิมพ์ปวีณ สุนทรธรรมรัต ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ กล่าวว่า นิทรรศการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นพื้นที่สำหรับการรับรู้และเชื่อมโยงกับความรู้สึกของตนเอง ผ่านผลงานที่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับความคิด ความฝัน และจินตนาการ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นส่วนตัว ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสผลงานศิลปะร่วมสมัยควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันงดงามของทะเลอันดามัน สะท้อนการบรรจบกันระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของศรีพันวา ภูเก็ต

นิทรรศการ SPACE BETWEEN US: SRI PANWA X JITTI ROBOT จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน - 18 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/celebonline/detail/9690000056707

ค้นหาความหมายนัย ‘กำเนิดแห่งสายน้ำ’ ผ่านนิทรรศการ River Birth โดย ‘ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล’ดอกไม้งามเบ่งบานท่ามกลางซากถ่านท...
11/06/2026

ค้นหาความหมายนัย ‘กำเนิดแห่งสายน้ำ’ ผ่านนิทรรศการ River Birth โดย ‘ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล’

ดอกไม้งามเบ่งบานท่ามกลางซากถ่านที่ถูกเผาไหม้จนมอดดับ

ภูเขาที่กลายสภาพเป็นแอ่งรับน้ำ มอบความหมายให้สรรพชีวิต

ภูเขาสีเงินที่มีมอสเขียวชอุ่มอยู่ภายใน สร้างความ Contrast ระหว่างโลกภายนอกที่ดูโมเดิร์นกับโลกภายในที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งธรรมชาติ

แม่น้ำในอุโมงค์สีดำที่ทอดยาวและส่องสะท้อนไปยังมอสทรงกลมที่จัดวางไว้ ณ บริเวณที่แสงสว่างตกกระทบ
ก่อให้เกิดความสงบล้ำลึกในใจ

นิทรรศการ River > Birth โดย 'ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล' ยังมีอะไรอีกมากมายที่รอให้ค้นพบ ค้นหา และซึมซับไปกับประสบการณ์ Immersive ในศิลปะหลากแขนงที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นอย่างตั้งใจ

‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัมภาษณ์พิเศษ ‘ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล’ ถึงความเป็นมา กระบวนการสร้างงาน แนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง River > Birth ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและปัญหาไฟป่าได้อย่างน่าสนใจ

กำเนิดแห่งสายน้ำ

เมื่อขอให้ช่วยเล่าถึงความเป็นมาของนิทรรศการ River > Birth
ธีรศักดิ์เล่าย้อนให้ฟังว่า “ผมมาด้วยบริบทของพื้นที่โล่งๆ เลย ไม่ได้มาด้วยการPlan อะไรเลย มาเห็นพื้นที่ เห็นว่า 10 10 Art Space และโรงแรม Standard X อยู่ด้วยกันที่ท่าพระอาทิตย์ เป็นพื้นที่ติดแม่น้ำ ผมมาด้วยโจทย์แบบนี้เลย คือเป็น Art Space ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำ ผมก็เลยได้ไอเดียว่า ‘ต้องทำเกี่ยวกับแม่น้ำ’ ตรงๆ แบบนี้เลยครับ ก็เลยใช้ชื่อว่า River > Birth การกำเนิดของสายน้ำ หรือกำเนิดของแม่น้ำนั่นเองครับ”

นิทรรศการนี้ เกิดจากการที่ธีรศักดิ์ได้รับเชิญจากทาง 10 10 Art Space ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โรงแรม Standard X
“เราคุยกันหลายเดือนแล้วครับ เนื่องจากทาง 10 10 Art Space ได้ไปดูงานผมที่เขาใหญ่ที่เบิกบานบุรี เป็น Art Space ที่เขาใหญ่ที่ผมทำมา 20 ปีแล้ว ซึ่งเจ้าของ 10 10 Art Space และโรงแรม Standard X ก็ไปดูแล้วชอบชิ้นงาน บอกว่าอยากให้ไปจัดแสดง ก็เชิญมา ผมก็รับปาก แล้วลองมาดูพื้นที่ พบว่าปกติ งานที่นี่จะเป็นงานสวยๆ ที่ติดตามกำแพง แต่เมื่อผมได้มาทำ ผมก็อยากทำเป็น Immersive เป็นประสบการณ์ตรงที่รับรู้ได้ตรงๆ และ Link กับพื้นที่คือแม่น้ำ”

บางส่วนจาก RE>BIRTH

ธีรศักดิ์ เล่าย้อนโดยเชื่อมโยงไปกับนิทรรศการก่อนหน้า ที่มีชื่อว่า RE>BIRTH จัดแสดงที่ร้าน TAY SONGWAT เมื่อปี 2568 และยังคงมีจัดแสดงบางส่วนอยู่ที่ชั้น 3 ของร้านเท ทรงวาด ถึงปัจจุบัน

“ที่เท ทรงวาด เป็นเรื่องการเกิดใหม่ ซึ่งประสบการณ์ตรงของผมคือเรื่องไฟป่า
เวลาเดินขึ้นไปบนที่ชั้น 3 ของร้านเท จะร้อนมากๆ เป็นห้องที่แสงเข้ามาแรงๆ ตอนนั้นผมก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาเลยว่าต้องทำเรื่องไฟป่า มีถ่าน มีเรื่องราวของไฟป่า แต่เราไม่ได้พูดเพื่อเบลมใคร ว่าไฟป่าคืออะไร เกิดจากใคร แต่พูดว่า ถ้าเรายังมีความรักและความหวังก็ยังมีการเกิดใหม่เกิดขึ้น เป็นที่มาของดอกไม้สีชมพูที่งอกขึ้นมาท่ามกลางไฟป่า ท่ามกลางสิ่งที่พังทลายไปแล้ว”

ธีรศักดิ์เล่าว่า หนึ่งในแรงบันดาลใจที่ทำให้สนใจประเด็นไฟป่า คือการที่ได้เห็นปัญหาในพื้นที่จริง คือที่วัดป่าสุคะโต ของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ จังหวัดชัยภูมิ มีไฟไหม้ป่าอยู่เรื่อยๆ ไหม้ครั้งนึงก็หลายพันไร่ โดยธีรศักดิ์ไปร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับพระอาจารย์ไพศาลด้วย เขาร่วมกิจกรรมนี้มา 7-8 ปี แล้ว

“นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้ทำเรื่องไฟป่า เพราะได้ไปเห็นพื้นที่นั้นครับ ตอนเปิดนิทรรศการ RE>BIRTH ปีที่แล้ว ก็เชิญพระอาจารย์ไพศาลมาด้วย”

ส่วนภูเขาที่เคยจัดแสดงที่ร้านเท ในตอนนั้นมีไม้ที่ไหม้ไฟอยู่ในภูเขา มีสัตว์ที่ทำจากเซรามิค และเป็นสีสะท้อนแสง ฝังอยู่ในภูเขาลูกนั้น เมื่อใช้ไฟ UV ส่องก็จะเห็นสัตว์ต่างๆ และที่พื้นก็มีการพังทลายและการเกิดใหม่

"เมื่อเดินขึ้นไปที่ชั้น 3 จะเห็นบ่อถ่านที่แสดงถึงการพังทลายและการเกิดใหม่ เมื่อคุยกันแล้วกับทาง 10 10 Art Space ก็ขยายไอเดียมาจัดแสดงต่อที่นี่ครับ นอกจากนั้น Topic เรื่องไฟป่าไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ไทย เกิดขึ้นทั่วโลกด้วย”

นำชม River > Birth

ธีรศักดิ์บอกล่าถึงส่วนต่างๆ ของนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจ เริ่มที่ส่วนแรก

“ส่วนแรกที่เราเห็นเมื่อเปิดประตู Art Space เข้ามา ก็จะเห็นบ่อถ่านแห่งการพังทลาย ไฟไหม้ป่า และการเกิดใหม่ คือมีดอกไม้สีชมพู ดอกไม้ชื่อ ‘ดอกมัม’ ก็ link กับคำว่า ‘แม่’ พ้องกับ ‘แม่น้ำ’ ผมไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วดอกไม้นี้ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร แต่ไทยเรียกดอกมัม คำว่า ‘แม่’ link กับ ‘แม่น้ำ’ คือแม่แห่งสายน้ำ แล้วแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นแม่น้ำโบราณด้วย”

ภูเขาสีเงิน

ธีรศักดิ์เล่าว่า “ที่มาของภูเขาลูกนี้คือ เมื่อนิทรรศการ RE>BIRTH ที่ร้านเท ทรงวาด จบไป เหลือแค่ที่จัดแสดงไว้ที่ชั้น 3 ผมจึงย้ายภูเขาลูกนั้นมาจับหงายและเปลี่ยนบริบท ใส่น้ำเข้าไป มีฟืน เหมือนไฟป่าที่พังทลายไปแล้ว เมื่อเกิดไฟป่า ไอน้ำระเหยขึ้นไป ร้อนมากๆ ก็เกิดเป็นฝนตกลงมา ผมก็แปลงให้ภูเขาลูกนี้มารับน้ำฝน เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำ สิ่งที่พังทลายไปแล้ว ก็อาจทำให้มีบริบทใหม่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนคำที่ว่า No Mud, No Lotus” (หมายเหตุ : No Mud, No Lotus-หากไร้โคลนตม ก็ไร้ดอกบัว เป็นคำสอนของพระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์)

“นิทรรศการ River > Birth พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง การ Transform เหมือนสสารที่มันเปลี่ยนรูปร่างไป ไปสู่อีกอิริยาบถนึง แต่ไม่ได้บอกว่ามันมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอย่างไร ผมก็เลยเริ่มต้นที่จุดสิ้นสุด แล้วค่อยขยายไปที่จุดเริ่มต้น แล้วบางทีมันก็อาจจะย้อนกลับมาที่จุดสิ้นสุดอีกก็ได้”

“มีบริบทคือถ่านที่ไฟไหม้ มีน้ำ มีภูเขามอส เป็นมอสจริงๆ นะครับ ตอนที่มาจัดแสดงช่วงแรกๆ ก็ยังมีแมลงเดินอยู่ในภูเขา เพื่อให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์จริงๆ

แล้วบ่อน้ำที่อยู่ในอุโมงค์มืดๆ นั้น เป็นบ่อน้ำยาวๆ ในบ่อน้ำก็จะมีถ่านที่ไฟไหม้ไปแล้ว แล้วก็มีการงอกใหม่ของดอกไม้แล้วก็มอส ปลายทางก็คือ เหมือนภาษาอังกฤษที่เขาบอกว่า ‘light at the end of the tunnel’ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”

“บริเวณนั้น บ่อน้ำนั้น Point ไปที่ตำแหน่งของแม่น้ำเจ้าพระยาจริงๆ เมื่อเราเดินเลยไปก็จะเดินไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ปลายทางจะมีมอสทรงกลมใหญ่ๆ เป็น Immersive คือ เข้าไปดมได้จริงๆ ก็จะได้กลิ่นมอส”

องค์ประกอบที่หลอมรวม

นอกจากบ่อถ่าน ภูเขาสีเงิน ภูเขามอส แม่น้ำในอุโมงค์สีดำ มอสทรงกลมที่จัดวางไว้อย่างโดดเด่นแล้ว นิทรรศการนี้ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย

อาทิงาน Wood cut รูปผึ้ง มีบางตัวใส่ Motor เข้าไป ทำให้ขยับได้

“งานนี้มีพูดถึงเรื่องผึ้งด้วย เป็นงาน Wood cut ผมได้ไม้มาเต็มขนาดเกือบเมตร ก็เอามาขูดเป็น Wood cut แล้วก็เอาหมึกลง พิมพ์ และมีอีก 4 ชิ้นที่จัดแสดงอยู่ด้านนอก ใช้วิธี Re-cycle, Re-use, Re-design มีการตัดบล็อค Wood cut ออกแล้วนำมาทำปีก ใส่มอเตอร์เข้าไปให้ขยับได้”

“เรื่องของผึ้ง มีคนกล่าวไว้ว่า ถ้าผึ้งสูญพันธุ์วันนี้ อีก 4 ปี มนุษย์ตายหมด เพราะผึ้งคอยผสมเกสรดอกไม้ ถ้าไม่มีผึ้งก็ไม่มีต้นไม้ ดอกไม้”

“ส่วนที่ชั้นบนของ Art Space เป็น Video Art พูดถึงกำเนิดของสายน้ำ มีนกกระยางบินอยู่ เหมือนที่เราเห็นนกกระยางเกาะอยู่บนกอพืชน้ำอย่างผักตบชวา แล้วก็ล่องไปเหมือนแพ คอยกินปลา ผมใส่ Vector เข้าไป ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น AI เป็น Cyber นิดๆ”

นอกจากนี้ ที่อุโมงค์ มีแขวนไฟฉายไว้ เป็นไฟฉายคล้ายๆ Black Light หรือหลอด UV เหมือนเป็นแสงอาทิตย์ เปรียบเทียบคือเมื่อเราเห็นแสงแดดเป็นแสงสีขาว เราคิดว่าไม่มีอะไร แต่จริงๆ แล้วซ่อนทั้ง 7 สีไว้ในแสงเหล่านั้นที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

“อุโมงค์นั้นมีผลงานชื่อ Spectrum 10 กว่าชิ้น เรียงกันอยู่ เมื่อใช้ไฟ UV ส่องก็จะเห็นสีเด้งออกมา เป็นงาน Mixed Media
ทุกอย่างที่กล่าวมานี้คือ River > Birth เน้นให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ตรง ทั้ง แสง สี เสียง Light and Sound ให้รู้สึกจริงๆ เป็น Immersive”

ถามถึงกระบวนการสร้างงานนิทรรศการครั้งนี้
ธีรศักดิ์ตอบว่า มีงานบางส่วนที่ทำมาอยู่แล้วดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งเหมาะที่จะนำมาจัดแสดง นำมาประกอบร่างเป็นนิทรรศการนี้ เช่น ภูเขานี้ก็เคยทำใน Re > Birth เล่าเรื่องไฟป่าที่ร้านเท ทรงวาด ส่วนภูเขามอสก็เคยนำไปจัดแสดงที่เชียงใหม่
เมื่อจัดแสดงเป็นนิทรรศการ River > Birth ก็นำภูเขาทั้งสองลูกนี้ มาอยู่ด้วยกัน

ส่วนที่ต้องเริ่มใหม่คือดอกไม้และมอส
มีการเตรียมมอสมาจากพื้นที่ของเบิกบานบุรี Art Space ของธีรศักดิ์ที่เขาใหญ่ โดยยกมาทั้งลูกที่มีมอสอยู่แล้ว ในบริเวณที่จัดภูเขามอสจะเห็นว่าที่พื้น มีเส้นไฟวิ่งยาวๆ นั้น นอกจากส่งให้เห็นมอสในภูเขาแล้ว ไฟนี้ช่วยให้มอสสังเคราะห์แสงด้วยเพื่อให้เค้ามีชีวิตอยู่ได้ และต้องมีการให้น้ำกับมอสเรื่อยๆ

“ส่วนบ่อน้ำยาวๆ ที่มีปลายแหลมเหมือนลูกศร ส่วนนี้ทำใหม่ ทรงมอสกลมๆ นั้นก็ทำขึ้นใหม่เพื่องานนี้เช่นกัน, VDO Art ก็เป็นงานที่ทำขึ้นใหม่ครับ”

Yosemite : แรงบันดาลใจแห่ง ‘ภูเขาสีเงิน’

ไม่อาจปฏิเสธว่าภูเขาสีเงินที่มีมอสอยู่ภายใน เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการนี้ ที่ผู้ชมมักพาตัวเองเข้าไปอยู่ภายใน สัมผัสกับความเงียบสงบและสัมผัสธรรมชาติอันแท้จริงที่ซ่อนไว้ในภูเขาจำลองลูกนี้

ธีรศักด์เล่าว่า “แรงบันดาลใจของภูเขาสีเงิน ตอนแรกที่ทำ ผมนึกถึงช่วงทำงานโฆษณาที่ทำให้ผมเดินทางบ่อย และผมเคยเรียนอยู่ที่ San Francisco ซึ่งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติ Yosemite (Yosemite National Park) ผมได้แรงบันดาลใจจากที่นั่น เมื่อได้เห็นทะเลสาบกว้างๆ มีภูเขาอยู่ แล้วเมื่อภูเขาสะท้อนน้ำ มันเป็นความงาม เป็นสีเงินในความรู้สึกของผม มีจุดที่เป็นภูเขาสะท้อนในน้ำ แล้วผมก็นำมาทำเป็นเส้น Vector ที่สะท้อนถึงยุคนี้ เป็นความ Cyber นิดๆ เป็นโมเดิร์น”

“ภูเขาทำจากสแตนเลส มีสองลูก ผมทำลูกหงายขึ้นมาก่อน ทดลองทำดูแล้วค่อยทำอีกลูกนึง เมื่อเริ่มทำก็สร้างขึ้นจากเส้น Vector ก่อน ทำเป็นโมเดลเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายใหญ่”

“เพื่อให้ Contrast กัน เมื่อมองจากข้างนอกเป็นโมเดิร์น แต่เมื่อเข้าไปข้างในจะพบว่าเป็นมอสจริงๆ มีแขกหลายท่านเข้าไป บางท่านเข้าไปก็ร้องไห้ คง Touch อะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขาร้องไห้ เขาคงสัมผัสได้ถึงพลังจากธรรมชาติ
ส่วนภูเขาที่จัดแสดงที่ร้านเท ก็มีเรื่อง Touch มีบางท่านไปนั่งทำสมาธิอยู่ชั่วโมงนึง เมื่อถาม เค้าก็ตอบว่า คุณแม่เค้าเสีย เค้ามองว่าทั้งหมดคือความสูญเสียของเค้า แม่เค้าเพิ่งเสียไป แล้วก็มีดอกไม้งอกขึ้นมา ก็ Heal ใจเค้า”

"งาน River > Birth นี้ก็มีผู้ชมอีกท่าน เมื่อเห็นเรา เค้าก็เข้ามาจับมือด้วยอาการสั่นเทา เค้าบอกว่างานนี้ช่วยHeal ใจเค้ามากๆ แล้วก็ถ่ายรูปเข้าไปอยู่ใน Screen Saver ของโทรศัพท์เค้า”

“ผมว่าไม่เลวเลยที่งานอาร์ตมีแรงปะทะอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เคลื่อนเข้าไปอยู่ในใจเค้าได้ ดีใจที่ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เป็น Fine Art ที่เปิดกว้าง ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิด”

ประสบการณ์ ZEN : ZEN คืออะไร

ในฐานะผู้ชมอีกคนหนึ่ง อดถามไม่ได้ว่า บริเวณที่เป็นอุโมงค์สีดำ มีบ่อน้ำชี้ไปที่มอสทรงกลม สัมผัสได้ถึงความสงบ และความเป็น ZEN ส่วนตัวคุณสนใจ ZEN ไหม

ธีรศักดิ์กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า “มีผู้กล่าวไว้ว่า ผู้รู้ ZEN นั้น แท้แล้วคือผู้ไม่รู้” (หัวเราะ) “ผมก็เลยคิดว่าผมไม่น่าจะเป็นผู้รู้เรื่อง ZEN ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่ถ้าจะตีความในแง่ของความเรียบง่าย กับการอยู่กับปัจจุบันขณะ อะไรที่ไม่ใช่ก็เอาออกไป ให้รับรู้ได้ถึงประสบการณ์ตรง อยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เปิดกว้างและยอมรับกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ผมก็คิดว่างานตรงนี้ก็น่าจะตอบได้ในจุดนั้น ทั้งที่ผมก็ไม่ได้เข้าใจ ZEN อย่างแท้จริง ผมก็เลยคิดว่า ถ้าเป็นบริบทนั้นและเป็นในแง่ของธรรมชาติด้วย ก็ทำหน้าที่ในหน่วยของความรู้สึกร่วมแบบนั้น”

“บริเวณบ่อน้ำที่ชี้ไปยังมอสทรงกลม คือการดับสูญสู่การกำเนิดใหม่ ทุกๆ อย่างไม่ว่า ดอกไม้ มอส ก็เป็นธรรมชาติจริงๆ เห็นการเกิด-ดับ แล้วก็อะไรที่ไม่ใช่ก็ไม่ใส่ลงไป ใส่เฉพาะที่ต้องตีความจริงๆ ลงไป ผมทำหน้าที่ตรงนั้น ในฐานะผู้ที่ไม่รู้จักเซนอย่างผม”

“บริเวณที่น้ำสะท้อนเงามอส คือการสะท้อนซึ่งกันและกัน มอสเป็นปราการธรรมชาติ มอสอยู่บนโลกนี้มา 400 กว่าล้านปีแล้ว นักวิทยาศาสตร์พบว่ามอสน่าจะมาจากสาหร่ายทะเล เมื่อน้ำท่วมโลก เค้าก็อยู่อย่างนั้น อยู่ก่อนไดโนเสาร์ อยู่ก่อนหลายสิ่งในโลกนี้ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่เราอาจมองข้าม แต่มีความงามซ่อนอยู่”

อดีตครีเอทีฟ สู่ผู้สร้างงานศิลปะ

ธีรศักดิ์เป็นอดีต Worldwide Chairman และ Chief Creative ของ Creative Juice
เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคม B.A.D. Awards และเป็นประธานการตัดสิน ADMAN Awards ทั้งเป็นกรรมการตัดสินรางวัลอีกหลายเวที

ตลอดระยะเวลามากกว่า 30 ปีในวงการ เขาคว้ามาแล้วทุกรางวัลในการประกวดโฆษณาระดับโลก อาทิ CANNES LIONS, CLIO, D&AD, ONE SHOW DESIGN, Grand Prix Spikes, Grand Prix AdFest

“ปัจจุบัน ผมออกจากวงการครีเอทีฟแล้ว
ผมเข้าวงการตั้งแต่ตอนเรียนนิเทศศาสตร์ ปี 1 เริ่มจากไปฝึกงานตอนอายุ 17 ปี แล้วทำงานเรื่อยมา ทำงานโฆษณาจนกระทั่งเรียนจบปี 4 แล้วก็ทำงานอีกปีนึง จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา เรียนปริญญาโท ตอนเรียนปริญญาโทปีแรก ก็ไปสมัครงาน ได้ทำงานกับฝรั่ง ทำงานกับ Copy writer อเมริกัน ได้รางวัลประมาณนึง อยู่อเมริกาสักช่วงนึงแล้วก็กลับมาที่ไทย มาทำอีก 2-3 ที่ แล้วมาที่ Creative Juice”

กระทั่งเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว เขาก่อตั้ง ‘เบิกบานบุรี’ พื้นที่เรียนรู้ธรรมชาติและ Art Space ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ทำควบคู่ไปกับงานโฆษณาในขณะนั้น

อดถามไม่ได้ว่า ทั้งการเป็นครีเอทีฟและการทำเบิกบานบุรี ส่งผลต่อการสร้างงานศิลปะของคุณอย่างไร

ธีรศักดิ์ตอบว่า เนื่องจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นประตูสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดน 3 มงกุฎ (หมายเหตุ : UNESCO Triple Heritage City เนื่องจากมีพื้นที่อนุรักษ์ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (ส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่)-มรดกโลก, พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช, และมีอุทยานธรณีโลกคือ Khorat Geopark)

“ที่เขาใหญ่ บริเวณโดยรอบเป็น UNESCO Sites เป็นประสบการณ์ตรงในการที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ทำให้เราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ส่งผลต่องานอาร์ตและงานโฆษณา ผลงานหลายชิ้นที่ได้รางวัลจากเมืองนอกก็มีที่มาจากธรรมชาติ
ผมอาจจะเข้มข้นในเรื่องนี้โดยตรง ผมมักจะทำเกี่ยวกับเรื่องสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ความพังทลายของธรรมชาติ ทำวนไปวนมาแบบนี้แหละครับ”

“งานนิทรรศการศิลปะธีมแรกที่ทำ ผมทำเรื่อง LIFE ทำที่เบิกบานบุรีเขาใหญ่ ทำร่วมกับศิลปินหลายๆ ท่าน
เริ่มจากงานกลุ่ม แล้วเป็นงานเดี่ยว หลักๆ คือนิทรรศการครั้งที่ 1 ชื่อ Nature Speak ธรรมชาติพูด
ต่อมาคือ Re > Birth การเกิดใหม่ กระทั่งมานิทรรศการนี้ River > Birth การกำเนิดของแม่น้ำ เป็นนิทรรศการหลักครั้งที่ 3 แต่อาจจะเป็นนิทรรศการย่อยครั้งที่ 5 หรือ 6 แล้วครับ มีส่วนที่เคยถูกจัดแสดงย่อยมาก่อน อย่างภูเขานี้ก็เหมือนยานอวกาศ บินไปบินมา (หัวเราะ)”

ธีรศักดิ์ยืนยันว่า งานชิ้นต่อไปก็จะยังคงเกี่ยวกับธรรมชาติเช่นที่เคยทำมาเสมอ

นิทรรศการครั้งต่อไปของเขาคนนี้จะเป็นการเล่าเรื่อง หรือสื่อออกมาในรูปแบบใด ผู้ชมคงต้องติดตาม
ขณะที่ River > Birth ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่นี้ ยังคงรอคอยให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสและตีความในแบบของตนเองได้อย่างเปิดกว้างและอิสรเสรี
……
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล

ผู้สนใจผลงานของ ธีรศักดิ์ ติดตามได้ที่
FB : Thirasak Tanapatanakul
IG :

เอื้อเฟื้อสถานที่ 10 10 Art Space
นิทรรศการ River > Birth จัดแสดงที่ 10 10 Art Space เดิมกำหนดจัดแสดงถึงวันที่ 24 มิถุนายน ต่อมามีการขยายเวลาออกไปถึงช่วงปลายเดือนกรกฎาคม
ติดตามข้อมูลที่ FB : 10 10 Art Space

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000051806

ชวนท่องโลก “น้องดื้อ” ในนิทรรศการ give.me.museums ณ เซ็นทรัลชิดลม ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ห้างเซ็นทรัลชิดลม ร่วมกับ give.m...
25/05/2026

ชวนท่องโลก “น้องดื้อ” ในนิทรรศการ give.me.museums ณ เซ็นทรัลชิดลม ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

ห้างเซ็นทรัลชิดลม ร่วมกับ give.me.museums จัดนิทรรศการ “artnything else?” ชวนคุณตั้งคำถามว่าอะไรคือศิลปะผ่านโลกของ “น้องดื้อ” พร้อมสัมผัสประสบการณ์ Immersive Art ครั้งแรก วันนี้ – 30 พ.ค. 69

เซ็นทรัลชิดลม ร่วมกับ give.me.museums แบรนด์ศิลปะที่มุ่งเน้นการทำให้ศิลปะเป็นเรื่องใกล้ตัว ขอเชิญทุกท่านมาร่วมเปิดมุมมองใหม่ในนิทรรศการ “give.me.museums exhibition: artnything else?” พื้นที่สร้างสรรค์ที่ชวนตั้งคำถามว่า “อะไรบ้างที่เป็นศิลปะได้อีก?” โดยนำเสนอผ่านโลกของ “น้องดื้อ” ตัวแทนของจินตนาการที่ไร้กรอบและเต็มไปด้วยความสงสัยแบบเด็ก ๆ เพื่อเปลี่ยนสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นความเป็นไปได้ใหม่ทางศิลปะ

สำรวจจินตนาการผ่าน 8 ไฮไลต์สำคัญ

นิทรรศการครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถ “เล่น” และเข้าถึงศิลปะได้อย่างง่ายดาย โดยมีโซนที่น่าสนใจดังนี้

1. The Great Artventure Begins: พบกับประติมากรรม (Sculpture) “น้องดื้อ” และ “ซัมเมอร์” ที่พร้อมต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกที่ศิลปะเป็นอะไรก็ได้

2. Artnything Wall: โซนที่รวบรวมสิ่งของรอบตัวมาจัดแสดงเพื่อพิสูจน์ว่าศิลปะไม่มีข้อจำกัด

3. Little Moody Room: ห้องนอนของน้องดื้อที่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ ภายในมีบอลลูนน้องดื้อขนาดใหญ่และวิวธรรมชาติที่ช่วยพักกายพักใจ

4. Take a Walk into Painting (Immersive Room): สัมผัสงาน Immersive
Art ครั้งแรกของแบรนด์ ที่จะพาคุณก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดและสัมผัสรายละเอียดของสีสันในมิติใหม่

5. Flower Playground: สวนดอกไม้นุ่มนิ่มที่เปิดให้สัมผัสและเล่นได้อย่างอิสระ สื่อถึงความฝันและจินตนาการที่ไร้ขอบเขต

6. Choco/Museum/Project: คาเฟ่พิเศษที่ Collaboration กับร้าน choco.project ในคอนเซปต์ “ศิลปะที่กินได้” ท่ามกลางบรรยากาศมิวเซียมคลาสสิก

7. Museum Studio: พื้นที่จำลองสตูดิโอของศิลปิน ให้ผู้เข้าชมได้สวมบทบาทเป็นผู้สร้างสรรค์ พร้อมตู้ถ่ายรูป (Photo Booth) ลายพิเศษ

8. More Than a Palette: โซนที่จัดแสดงจานสีที่ใช้จริงในการสร้างสรรค์งานทั้งหมด เพื่อให้เห็นความงามของสีสันก่อนจะมาเป็นผลงานศิลปะ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ชวนทุกคนมาปล่อยจินตนาการผ่านคำถามที่ว่า “ถ้านี่ไม่ใช่ดอกไม้ จะสามารถเป็นอะไรได้อีก?” และเลือกซื้อสินค้าคอลเลกชันใหม่ล่าสุดได้ที่ Merchandise Shop ภายในงาน

รายละเอียดการเข้าชมระยะเวลาจัดงาน:

• วันที่ 1 – 30 พฤษภาคม 2569
• สถานที่: The Event Hall ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม
• บัตรเข้าชม: ราคา 200 บาทต่อท่าน

นิทรรศการ “give.me.museums exhibition: artnything else?” เป็นการสร้างพื้นที่ที่พิสูจน์ว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่แฝงอยู่ในสิ่งของรอบตัวและชีวิตประจำวันของเราทุกคน ผ่านการนำเสนอด้วยมุมมองอันไร้เดียงสาและจินตนาการที่ไร้ขอบเขตของ “น้องดื้อ” ภายในงานอัดแน่นไปด้วยไฮไลต์ที่น่าสนใจ ตั้งแต่งานประติมากรรม พื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วม ไปจนถึงประสบการณ์ Immersive Art ครั้งแรกของแบรนด์ นอกจากนี้ยังมีโซนคาเฟ่และสินค้าที่ระลึกที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ไทยรัฐออนไลน์

เสพงานอาร์ต “A Journey Without a Map” เรื่องราวจาก The Wonderful Wizard of Oz“A Journey Without a Map” นิทรรศการกลุ่มที่...
22/05/2026

เสพงานอาร์ต “A Journey Without a Map” เรื่องราวจาก The Wonderful Wizard of Oz

“A Journey Without a Map” นิทรรศการกลุ่มที่ได้แรงบันดาลใจจาก นวนิยายคลาสสิกเรื่อง "The Wonderful Wizard of Oz"

นิทรรศการกลุ่ม “A Journey Without a Map” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใน “The Wonderful Wizard of Oz” นวนิยายคลาสสิกโดย L. Frank Baum ที่เล่าถึงเด็กหญิงธรรมดาชื่อโดโรธี ผู้ถูกพายุไซโคลนพัดออกจากบ้านไปสู่ดินแดนออซ (Oz) อันไม่คุ้นเคย การเดินทางของเธอไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจ หากเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่นเดียวกับหลายช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ที่เรามักถูกพัดออกจากเส้นทางเดิมโดยไม่ทันตั้งตัว

บนถนนอิฐสีเหลือง โดโรธีได้พบกับหุ่นไล่กา หุ่นกระป๋อง และสิงโต ทั้งสามร่วมออกเดินทางไปกับเธอด้วยความหวังว่าจะได้รับบางสิ่งจากพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ แต่ระหว่างทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ความกลัว และความไม่แน่นอน พวกเขาค่อย ๆ ค้นพบว่าคำตอบที่ตามหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง หากแต่อยู่ภายในตัวของพวกเขาเอง

นิทรรศการนี้ออกแบบประสบการณ์ให้ผู้ขมได้เป็นเสมือนโดโรธี ผู้ถูกพายุไซโคลนพัดพาออกจากโลกเดิม และก้าวเข้าสู่การเดินทางที่ไม่อาจคาดเดา สู่โลกที่ถูกสร้างขึ้นจากจินตนาการและมุมมองเฉพาะตัวของศิลปินทั้ง 10 คน ซึ่งแต่ละคนได้ตีความ “การพลัดหลงจากเส้นทาง” ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งการหลงทางในโลกภายนอก และการเดินทางภายในจิตใจของตนเอง

ในโลกที่เรามักถูกสอนให้ต้องมีคำตอบ ต้องมีเป้าหมาย และต้องเดินไปในทิศทางที่ “ถูกต้อง” นิทรรศการนี้ชวนให้ผู้ชมเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้หลงทาง ได้ลองผิดพลาด และตั้งคำถามโดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด เพราะบางครั้ง การเดินออกนอกแผนที่อาจทำให้เราได้เห็นตัวเองชัดเจนยิ่งกว่าการเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
เกี่ยวกับศิลปิน

• ศิลปินทั้ง 10 ที่มาร่วมแสดงผลงานในนิทรรศครั้งนี้ได้แก่ ANO., Bakumbaa, give.me.museums, Keng Jeans, Little theater, meltboy, Pi-near, RomanticRaiPoet, Tangent และ Thani

1. ANO.

ANO. (อะโนะ) หรือเป็นที่รู้จักในนาม เนะ - อโณทัย นิรุตติเมธี ผลงานของ ANO. ได้รับอิทธิพลจากลายเส้นและความรู้สึกเหนือจริง (Surrealism) ที่หลั่งไหลออกมาจากจิตใต้สำนึกของเธอและแรงบันดาลใจ กับความเชื่อรอบตัว แม้ตัวงานของอะโนะจะมีความขี้เล่น สนุก และสดใสแต่เธอมักมีความหมายต่างๆที่ซ่อนอยู่ ANO เชื่อมั่นและมักบอกกับตัวเองและคนอื่นเสมอว่า “เราไม่ต้องกลัวอะไร ขอแค่กล้าลงมือทำเพราะความผิดพลาด อาจเป็นจุดเริ่มต้นขอไอเดียใหม่ได้เสมอ”

2. Bakumbaa

Bakumbaa หริอ ดนัย เสนีเสาวลักษณ์ เป็นนักออกแบบ Art Toy ที่ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวเองมาสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่าง แปลกแยก หรือความไม่เข้าพวกที่เกิดจากการที่เราถูกโยนไปอยู่ในที่ ๆ เราไม่คุ้นเคย ผู้คนที่เราไม่รู้จัก ทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ เป็นตัวประหลาดที่ไม่เข้าพวก

Bakumbaa ได้คิดและออกแบบคาแรคเตอร์ที่เป็นเหมือนตัวแทนของความรู้สึกเหล่านี้โดยตั้งชื่อว่า “บาบ้า” (Babaa) สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ดันพลัดหลงจากถิ่นอาศัยของเขามายังโลก ทำให้เขากลายเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ ในสายตาของสิ่งมีชีวิตบนโลกตัวอื่น ๆ เจ้า ‘บ้า’ จึงเปรียบเสมือนเด็กน้อยที่ต้องพยายามเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตพร้อมฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญในโลกใบนี้ ทำให้เขาได้ตั้งเผ่าของตัวเองขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า “บาคุมบ้า” (Bakumbaa) ด้วยความหวังว่าสักกวันหนึ่ง เขาจะได้เจอเพื่อนหรือสิ่งมีชีวิตที่เป็นเหมือนเขาและอยู่ร่วมกันได้

3. give.me.museums

คนธรัตน์ เตชะไตรศร หริอ give.me.museums ถ่ายทอดเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านผลงานสีสันสดใส เน้นอารมณ์และเรื่องราวของภาพมากกว่าความเหมือนจริง ชื่นชอบการทำงานฝีมือ ไม่มีเทคนิคที่ตายตัว สนุกกับการทดลองเทคนิคและวัสดุใหม่ ๆ ถนัดทำงานที่ต้องใช้คู่สีเยอะ ๆ มีความสุขตอนได้ทดลองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ และนำเสนองานต่าง ๆ รักการทำงานศิลปะตั้งแต่เด็ก มีผืนผ้าใบผืนแรกเป็นกำแพงห้องนอนของตัวเอง

ผลงานของ give.me.museums เป็นที่รู้จักผ่านภาพดอกไม้และทิวทัศน์ที่มีสีสันสดใส ให้ความสำคัญกับอารมณ์และบรรยากาศของภาพมากกว่าการยึดติดกับความเหมือนจริง ผลงานส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์ร่วมกับจินตนาการของศิลปิน เอกลักษณ์คือการทิ้งรอยทีแปรงและเนื้อผิวของการทับซ้อนกันของชั้นสีอะคริลิกจำนวนมาก และการจบงานในลักษณะ ‘unfinished finish’ ภาพมักไม่ได้ถูกผสมสีให้เรียบเนียนบนจานสี แต่เกิดจากการมอง ผสม และทับซ้อนกันโดยตรงบนผืนผ้าใบ มีคู่สีที่หลากหลายในภาพเดียว

4. Keng Jeans

นนทกร วชิรโกสีย์ หรือ Keng Jeans ผลงานภาพวาดจิตรกรรม สไตล์ Pop Surrealism (เหนือจริง) ที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับความทรงจำในวัยเด็ก สะท้อนความคิด และตัวตนของตัวศิลปิน ที่ผ่านตัวละครตุ๊กตาหมีที่ทุกคนจดจำได้ในผลงานของเขา

5. Little theatre

อรรถกานท์ จ้อยศิริ หรือ Little theatre ผลงานของเธอถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสิ่งธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวันด้วยมุมมองเฉพาะตัวของเธอเอง ผ่านสีกวอชสีสันสดใสที่เปี่ยมชีวิตชีวา ภาพของเธอชวนให้ผู้ชมได้ตีความ และหันกลับมาพิจารณาสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวอีกครั้ง ว่าภายใต้ความธรรมดาที่เรามองเห็นนั้น อาจซ่อนความพิเศษไว้มากกว่าที่คิด

6. meltboy

ณัฐวุฒิ มีทรัพย์ทอง หรือ meltboy เป็นผู้ออกแบบคาแรคเตอร์เด็กผู้ชายใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ ไม่มีปากหากแต่สามารถสื่อความหมายด้วยดวงตาที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้แทนการพูด

7. Pi-near

แพร-ณิชาพร จิรพงศานานุรักษ์ หรือ พิแน (Pi-near) เธอทำงานภายใต้แนวคิดของ “การสังเกต” ที่ใช้การเลือกสรรและทดลองทำเพื่อขยายความสิ่งตรงหน้าที่แสนธรรมดาให้มีความหมายที่กว้างขึ้นผ่านภาพวาด รวมถึงการจัดวางองค์ประกอบอย่างละเมียดละไมเพื่อบันทึกช่วงเวลาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน บทสนทนาเงียบ ๆ ความทรงจำ ผู้คน ความเปลี่ยนแปลง และอารมณ์ที่มักถูกมองข้าม

งานของพิแนมีรากฐานจากประสบการณ์ส่วนตัว การเดินทาง และการพบปะผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม เธอสนใจประเด็นเรื่องความทรงจำ การเติบโต การเปลี่ยนผ่าน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างวัยและต่างบริบท งานจำนวนมากของเธออยู่ในรูปแบบสิ่งพิมพ์และงานเขียน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าค่อย ๆ คลี่คลายผ่านภาพและถ้อยคำ

8. RomanticRaiPoet

ภาพจำของเขาคือกวีหนุ่มในชุดสีชมพูที่ในบางวันก็ตกหลุมรักสีดำแบบถอนตัวไม่ได้ ความอบอุ่นที่ดูอันตรายดึงดูดใจเขาเสมอ จึงเป็นที่มาของนามปากกา “โรแมนติกร้าย” วินบอกรักโลกใบนี้ผ่านบทกวีสีชมพู บทเพลง และงานศิลปะหลากหลายแขนง เขาชอบบันทึกรอยยิ้มและความเหงาของผู้คนที่พบเจอระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพ นิวยอร์ก ปารีส หรือตอนที่ติดพายุอยู่ในสนามบินสักแห่ง

9. Tangent

แทน ชวินพล หรือ TANGENT ผลงานโดดเด่นด้วยการผสมผสานระหว่างประติมากรรม สื่อผสม และงานออกแบบคาแรกเตอร์ โดยมักใช้พื้นผิวที่มีความเงาคล้ายคริสตัลหรือวัสดุสะท้อนแสง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครของเขา ผลงานหลายชิ้นถูกพัฒนาเป็น Art Toy และของสะสม ซึ่งสะท้อนการเล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีอารมณ์ ความรู้สึก และจินตนาการเฉพาะตัว

10. Thani

ธนิดา ปานบ้านแพ้ว หรือ Thani ผลงานของเธอถ่ายทอดประสบการณ์ ความเครียด และแรงกดดันที่ค่อย ๆ สะสมอยู่ภายในใจ ผ่านภาพของเด็กหญิงในชุดสีขาวที่หลับตา เปรียบเสมือนตัวแทนของเธอผู้พยายามหลบหนีจากความเจ็บปวดของโลกความเป็นจริง และเลือกพักพิงอยู่ในพื้นที่แห่งความฝัน ความฝันจึงกลายเป็นฉากกำบังที่อ่อนโยน และช่วยบดบังความจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอก

นิทรรศการ "A Journey Without a Map" เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 ที่ RCB Galleria 1 ชั้น 2 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก

แหล่งที่มาข่าวและภาพ pptvhd36

นิทรรศการ “ICONOSTASIS” ศิลปกรรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ จาก 8 ศิลปินนานาชาติและไทยMOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ “ICONOSTASIS: No ...
21/05/2026

นิทรรศการ “ICONOSTASIS” ศิลปกรรมในยุคปัญญาประดิษฐ์ จาก 8 ศิลปินนานาชาติและไทย

MOCA BANGKOK จัดนิทรรศการ “ICONOSTASIS: No Masters, No Icons”� รวบรวม 8 ศิลปินนานาชาติและไทย ตอกย้ำคุณค่าของงานศิลปกรรมที่เกิดจากทักษะและฝีมือในยุคปัญญาประดิษฐ์ จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

MOCA BANGKOK ภูมิใจนำเสนอ ICONOSTASIS: No Masters, No Icons นิทรรศการสำคัญที่รวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 คน และศิลปินไทย 4 คน เพื่อนำเสนอคำถามร่วมสมัยในยุคปัญญาประดิษฐ์ว่า เมื่อภาพถูกผลิตได้แทบจะทันทีจากข้อความคำสั่ง งานศิลปกรรมที่อาศัยการฝึกฝนและการลงมือทำจริงยังมีน้ำหนักอย่างไรในสายตาสังคม จัดแสดง ชั้น G โถงเอเทรียม และห้องนิทรรศการชั่วคราว 1, 2 และ 3 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

MOCA BANGKOK ตอบคำถามนี้ด้วยนิทรรศการ ICONOSTASIS ซึ่งรวบรวมศิลปินนานาชาติ 4 ท่านและศิลปินไทย 4 ท่าน เพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความชำนาญที่แท้จริง ไม่อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้

นิทรรศการใช้ชื่อ ICONOSTASIS มาจากคำว่า Iconostasis ผนังภาพไอคอนในโบสถ์คริสต์ตะวันออก ซึ่งทำหน้าที่กั้นพื้นที่ของผู้ร่วมพิธีออกจากเขตศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับผนังศักดิ์สิทธิ์ที่ยกย่องบุคคลสำคัญทางศาสนา ICONOSTASIS จึงเลือกยกย่องศิลปินร่วมสมัยผู้ผ่านการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ และมี�อัตลักษณ์ทางทัศนศิลป์ที่ชัดเจน ได้แก่ มู พัน (Mu Pan) ศิลปินไต้หวัน-อเมริกัน อเลสซานโดร �ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) จากอิตาลี สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) จากฝรั่งเศส กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) จากเบลเยียม รวมถึง กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง อานนท์ เลิศพูลผล และ สุวัฒน์ บุญธรรม

ภายในนิทรรศการนำเสนอผลงานจิตรกรรมมากกว่า 120 ชิ้นจากคอลเลกชันส่วนตัวในประเทศไทย พร้อมผลงานใหม่ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดยศิลปินทั้ง 8 ท่าน จุดเด่นของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า เป็นผลงานร่วมของศิลปินทั้งแปด เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นจากศิลปินรุ่นใหม่ของไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการสืบทอดความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ศิลปะหลังยุคปัญญาประดิษฐ์
ตลอดสามปีที่ผ่านมา การสร้างภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์จากข้อความคำสั่งกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพียงพิมพ์คำไม่กี่คำ ภาพ เสียง และแนวคิดจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นได้แทบจะทันที เทคโนโลยีเรียนรู้ต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้นจากการใช้งานของผู้คน และค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทั้งในฐานะเครื่องมือ และทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนอีกครั้งว่า ความเป็นผู้สร้างสรรค์ในวันนี้หมายถึงอะไร

บางคนมองสิ่งนี้เป็นภัยคุกคาม แต่เวย์น ทร็อบ (Wayn Traub หรือ Director Jacq) ภัณฑารักษ์ของ ICONOSTASIS กลับมองเห็นโอกาส “ในช่วงที่เทคโนโลยีภาพถ่ายถือกำเนิดขึ้น การวาดภาพเหมือนจริงย่อมถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง แต่ศิลปินที่แข็งแรงพอเลือกปรับตัว และศิลปะสมัยใหม่จึงเกิดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ ภัณฑารักษ์ และศิลปิน ผู้พัฒนาแนวคิดนิทรรศการนี้ร่วมกับนักสะสม คุณอุเทน พัฒนานิพล “สิ่งที่ดูเหมือนวิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยน เราเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน คือทำให้งานที่ผลิตซ้ำตามสูตรค่อย ๆ จมหายไป และทำให้ศิลปินตัวจริงต้องพัฒนาภาษาและวิธีทำงานของตนเองต่อไป”

ศิลปินใน ICONOSTASIS คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของความเปลี่ยนผ่านนี้ พวกเขาสั่งสมความชำนาญจากการทำงานจริงมาเป็นเวลานาน จนความชำนาญนั้นค่อย ๆ กลายเป็นภาษาเฉพาะตัว ภาษาแบบที่ไม่ต้องอธิบายมาก แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นของใคร เส้นทางนี้ไม่ได้เกิดจากทางลัด หากเกิดจากความกล้าในการยืนอยู่กับงานของตัวเอง การทบทวนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมแพ้ ผลงานจึงยืนยันตัวเองได้ด้วยคุณภาพ และยังคงเติบโตต่อไป

เวย์น ทร็อบ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางกระแสของงานภาพสำเร็จรูปที่ไร้ตัวตน ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลเข้ามา งานศิลปกรรมที่อาศัยฝีมือและมีเอกลักษณ์จะยิ่งมีคุณค่ามากกว่าเดิม นี่คือปรมาจารย์รุ่นใหม่ที่ทำให้คำว่า ‘ฝีมือ’ กลับมามีน้ำหนักอีกครั้ง”

เกี่ยวกับนิทรรศการ
ICONOSTASIS เริ่มจากความคิดที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงมาจากความชำนาญ และความชำนาญนั้นเกิดจากการฝึกฝนที่ยาวนานบนฐานของขนบ หัวใจของนิทรรศการคือ Iconostasis wall ผนังผลงานขนาดใหญ่ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ผู้ชมจะเดินผ่านผนังนี้เพื่อเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงด้านใน เหมือนการเดินผ่าน “ประตู” ที่พาเราเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากการเลียนแบบ ไปสู่สิ่งที่ศิลปินค่อย ๆ สร้างขึ้นเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกัน ผลงานของนักศึกษาจำนวน 56 ชิ้นที่จัดวางอยู่ด้านบนคือภาพของความตั้งใจและความต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ที่กำลังฝึกมือ เดินตามรอยของแนวทางที่ส่งต่อกันมา

นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากผลงานในคอลเลกชันส่วนตัวสองชุด ที่ถูกคัดสรรและสะสมต่อเนื่องมาหลายปี เวย์น ทร็อบ ในฐานะภัณฑารักษ์ติดตามและสะสมผลงานของ มู พัน อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ สเตฟาน บลองเกต์ และ กี สลับบิงค์ มาอย่างยาวนาน ต่อมา ผ่านคุณอุเทน พัฒนานิพล นักสะสมผู้สนใจศิลปะร่วมสมัยไทยแนวฟิกเกอร์ราทีฟ เขาได้พบศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีพลังและความเข้มข้นในระดับเดียวกัน ได้แก่ กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง และ อานนท์ เลิศพูลผล
“จากตรงนั้น แนวคิดของนิทรรศการจึงค่อย ๆ ชัดขึ้น” เวย์น ทร็อบ กล่าว “เราอยากให้ศิลปินนานาชาติและศิลปินไทยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นว่า ยังมีศิลปะที่ยืนอยู่ได้ด้วยมือมนุษย์ และด้วยความชำนาญที่ผ่านการทำงานจริง”

ศิลปินนานาชาติ� • มู พัน (Mu Pan) ไต้หวัน-อเมริกัน�
• อเลสซานโดร ซิโอลเดอร์ (Alessandro Sicioldr) อิตาลี�
• สเตฟาน บลองเกต์ (Stéphane Blanquet) ฝรั่งเศส�
• กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck) เบลเยียม

ศิลปินไทย�
• กิตติศักดิ์ เทพเกาะ�
• ผดุงศักดิ์ เขียวผ่อง�
• อานนท์ เลิศพูลผล�
• สุวัฒน์ บุญธรรม

พร้อมศิลปินรุ่นใหม่ 56 คน ที่ได้รับคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ

ไฮไลต์นิทรรศการ

ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall)
หัวใจของนิทรรศการคือ ผนังอิโคโนสตาซิส (Iconostasis Wall) ที่จัดทำขึ้นใหม่บริเวณทางเข้า ติดตั้งผลงานของศิลปินทั้ง 8 ท่าน เหนือผลงานดังกล่าวจะจัดแสดงจิตรกรรมขนาดเล็กจำนวน 56 ชิ้นของศิลปินรุ่นใหม่ไทย ซึ่งคัดเลือกผ่านการประกวดระดับประเทศ การจัดวางแบบไล่ระดับขึ้นนี้สื่อถึงการส่งต่อความชำนาญจากรุ่นสู่รุ่น ในฐานะขนบที่ยังคงมีชีวิตอยู่

มู พัน (Mu Pan) ศิลปินชาวไต้หวัน-อเมริกัน

ศิลปินที่ได้รับความสนใจอย่างมากบนเวทีนานาชาติ ร่วมแสดงนิทรรศการในประเทศไทยเป็นครั้งแรกใน ICONOSTASIS ผลงานของเขาเป็นภาพเล่าเรื่องที่ละเอียดซับซ้อน วางรายละเอียดแน่น ผสานเทคนิคจิตรกรรมจีนแบบคลาสสิกเข้ากับจินตภาพร่วมสมัย การนำเสนอผลงานของมู พัน ในไทยครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับนักสะสมและผู้ชมที่ติดตามศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ

โอเบลิสก์ไม้สูง 12 เมตร ของ สุวัฒน์ บุญธรรม
สุวัฒน์ บุญธรรม นำเสนอประติมากรรมไม้รูปโอเบลิสก์สูง 12 เมตร แกะสลักด้วยมือทั้งชิ้น ใช้เวลาทำงานต่อเนื่องตลอดหนึ่งปี ผลงานชิ้นนี้ชี้ให้เห็นแก่นของความชำนาญที่เกิดจากเวลา ทั้งวินัย ความอดทน และความละเอียดแม่นยำที่สั่งสมจากการทำงานจริง เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าโอเบลิสก์ชิ้นนี้ ผู้ชมจะสัมผัสได้ทันทีว่า “ฝีมือ” ยังมีน้ำหนักเพียงใด และอดไม่ได้ที่จะถามว่า ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างสิ่งที่เกิดจากมือและเวลาลักษณะนี้ขึ้นมาแทนได้จริงหรือไม่

กี สลับบิงค์ (Guy Slabbinck)
กี สลับบิงค์ ศิลปินชาวเบลเยียมที่มีการวาดภาพสดภายในพื้นที่จัดแสดงใน 3 สัปดาห์แรกของการจัดการนิทรรศการ บนผืนผ้าใบขนาด 8 x 3 เมตร ผลงานชิ้นนี้พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทยตลอดสองปีที่ผ่านมา ผู้ชมจะได้เห็นภาพค่อย ๆ เปลี่ยนจากร่องรอยแรกของพู่กันไปสู่ภาพขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นตรงหน้า เป็นโอกาสที่หาได้ยากในการได้เห็นกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นจนจบ

ข้อมูลนิทรรศการ�
ชื่อนิทรรศการ: ICONOSTASIS: No Masters, No Icons�
สถานที่: MOCA BANGKOK 499 ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร�
ระยะเวลาจัดแสดง: 8 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569
เวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ฯ: 10:00 น. ถึง 18:00 น. (ปิดวันจันทร์)�
การเข้าชม: รวมอยู่ในบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ปกติ

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Shutter We Gallery&Homeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Shutter We Gallery&Home:

แชร์

ประเภท