Shutter We Gallery&Home

เส้นทาง ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

Shutter We Gallery&Home SHUTTER WE PHOTOGRAPHER
Photo for Life
ID:shutterwe

***เฉพาะ ตัวแทน AIA เท่านั้น ขั้น Intermediate***มาทำความรู้จัก การวางแผน Protection ด้วย Unit Linked มาไขข้อสงสัย ที่หล...
24/09/2026

***เฉพาะ ตัวแทน AIA เท่านั้น ขั้น Intermediate***
มาทำความรู้จัก การวางแผน Protection ด้วย Unit Linked มาไขข้อสงสัย ที่หลายๆ ท่านยังไม่รู้ เต็มอิ่มกับเนื้อหา กว่า 17 นาที แบบฟรีๆ

อีกหนึ่งหลักสูตรจาก คุณ ปิยมล วงค์เทียนชัย (Li) "การวางแผน Protection ด้วย Unit Linked"

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเรียนได้ที่ 👇
https://www.fastation.co.th/course-details/12

👍 ขั้นตอนการใช้งาน FA STATION ? https://www.fastation.co.th/linkfooterVDO

❓ สอบถามข้อมูล การใช้งานได้ที่ FA Station admin
https://lin.ee/ecjWK72

มุมใหม่ปากคลองตลาด "Bangkok Flower Festival 2026" เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์คเริ่มแล้ว! "Bang...
21/09/2026

มุมใหม่ปากคลองตลาด "Bangkok Flower Festival 2026" เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค

เริ่มแล้ว! "Bangkok Flower Festival 2026" เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สัมผัสย่านปากคลองตลาดในมุมใหม่ ผ่านศิลปะ อาหาร และเวิร์กชอป ตลอด 10 วันเต็ม 18 – 27 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ย่านปากคลองตลาด

Awakening ร่วมกับยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค เปิดตัว Bangkok Flower Festival 2026 เทศกาลดอกไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งแรก ชวนคนรักดอกไม้มาสัมผัสย่านปากคลองตลาดในมุมใหม่ ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงดอกไม้เข้ากับศิลปะและไลฟ์สไตล์ 18 – 27 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ย่านปากคลองตลาด

ตลอด 10 วันของเทศกาล พื้นที่หลายพันตารางเมตรริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะกลายเป็นพื้นที่ของกิจกรรมดอกไม้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตลาดสำหรับเลือกซื้อดอกไม้และจัดช่อ นิทรรศการศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ เวิร์กชอป ตลาดสินค้าเกี่ยวกับดอกไม้ ไปจนถึงอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้

กิจกรรมไฮไลต์
เลือกดอกไม้จัดช่อที่ The Flower Market
หัวใจของเทศกาลคือ The Flower Market บนชั้น 2 ห้องดอกไม้ติดแอร์ที่รวบรวมดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ อาทิ เยอบีร่า ไฮเดรนเยีย กุหลาบ คาร์เนชั่น ลิลลี่ และไลเซียนทัส มาให้ผู้ร่วมงานเลือกจัดเป็นช่อในแบบของตัวเอง พร้อมกรวยช่อกระดาษลายพิเศษที่เตรียมไว้ให้ ท่ามกลางบรรยากาศเบิกบานจากจอแสดงโมชันกราฟิกดอกไม้ พร้อมด้วยป๊อปอัปคาเฟ่ FANTA FANTASIES Bloom Cafe ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มสองรสชาติใหม่ พร้อมการคอลแลปเมนูสุดเอ็กคลูซีฟของ FANTA FANTASIES และ SOURI

ชมงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้
งานนี้มีศิลปินมาร่วมจัดแสดงงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ทั่วพื้นที่ ชวนผู้ร่วมงานสำรวจความหมายของดอกไม้ในหลากหลายรูปแบบ โดยพบกับงานจากศิลปิน Parita Thanyasirin (Flowers in the Mist), TO SMiLE, The Tweedles, เยลโล่วบิวดิ้ง by ALT+R และ Driven to Bloom ผลงานจากธนบุรีพานิชที่ผสานความนุ่มนวลของดอกไม้เข้ากับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ CLE300 และ GLC220d พิเศษด้วยผลงานบนผืนผ้าแคนวาสขนาดใหญ่จาก Artstractions ที่เชื้อเชิญให้ผู้เข้าชมร่วมแต่งแต้มสีสัน เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นสวนดอกไม้หลากสีสัน

ช็อปงานคราฟต์และทำเวิร์กชอปธีมดอกไม้
เลือกซื้อสินค้าในธีมดอกไม้ หรือร่วมกิจกรรมเวิร์กชอปเกี่ยวกับดอกไม้ อาทิ การชงชาดอกไม้และสมุนไพรไทยจากอ้วยอันโอสถ หรือการสกัดกลิ่นจากดอกไม้เพื่อทำสุราดอกไม้โดยแบรนด์ Onson ตลอดจนเวิร์กชอปอื่น ๆ ที่จะหมุนเวียนตลอดเทศกาล

ชิมอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้
ดูว่าดอกไม้สามารถเปลี่ยนเป็นอาหารและเครื่องดื่มรูปแบบไหนได้บ้างที่ River Cafe & Market ซึ่งเต็มไปด้วยอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ พร้อมบูธ FANTA FANTASIES ที่เปิดให้ทดลองชิมเครื่องดื่มสองรสชาติใหม่ ได้แก่ Lavender Berry Bliss และ Floral Bloom Berry ฟรีภายในงาน

Drone Performance
โชว์บินโดรนสุดตระการตายามค่ำคืน ในคืนวันที่ 19 และ 26 ก.ย. (*อาจมีการเปลี่ยนแปลงวันและเวลาแสดงหากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย)

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีประสบการณ์ไฟน์ไดนิงแบบจำกัดรอบจากร้าน CHIM by Siam Wisdom (19–20 กันยายน) และร้าน Maison Dunand (26–27 กันยายน)

Bangkok Flower Festival 2026 เริ่มแล้ววันนี้ –27 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ย่านปากคลองตลาด บัตรเข้าชมราคา 150 บาท พร้อมรับดอกไม้และกรวยช่อกระดาษจากพื้นที่ที่กำหนดภายในงาน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรม ตารางเวิร์กชอป การสำรองที่นั่ง Pop-Up Tables และข้อมูลการจำหน่ายบัตรได้ทาง Facebook: Bangkok Flower Festival, Friday Bangkok และ Yodpiman River Walk

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000091520

สุดวิจิตร "ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์" อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย ที่ "ตึกแดง"หากพูดถึง “ตู้พระธรรม” หลายคนอาจนึกถึงเพียงตู้ไม้เ...
18/09/2026

สุดวิจิตร "ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์" อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย ที่ "ตึกแดง"

หากพูดถึง “ตู้พระธรรม” หลายคนอาจนึกถึงเพียงตู้ไม้เก่า ๆ สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา แต่เมื่อได้ยืนอยู่ตรงหน้าตู้พระธรรมโบราณสักใบ แล้วค่อย ๆ พิจารณารายละเอียดของลวดลาย จะพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้เป็นเพียง “ตู้” หากแต่คือผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่บรรจุเรื่องราว ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของช่างไทยเอาไว้ครบถ้วน

และหนึ่งในสถานที่ที่เปิดให้เราได้เข้าไปทำความรู้จักกับมรดกงานช่างเหล่านี้อย่างใกล้ชิด คือ “อาคารถาวรวัตถุ” หรือ “ตึกแดง” สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ

เสน่ห์ของนิทรรศการ

“ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์ อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย” ที่ชวนเราออกเดินทางย้อนเวลา ผ่านตู้พระธรรมจำนวน 47 ตู้ และนาฬิกาอีก 1 เรือน เพื่อทำความรู้จักศิลปะชั้นครูในยุครัตนโกสินทร์อย่างใกล้ชิด

การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ได้เรียงตู้พระธรรมเพียงตามยุคสมัย แต่ยังแบ่งเรื่องราวตามเนื้อหาของลวดลาย ทำให้การเดินชมเปรียบเสมือนการเปิดอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทีละบท

เริ่มต้นที่ ห้องที่ 1 พบกับ “นาฬิกาปารีส” ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระราชทานแก่หอพระสมุดวชิรญาณในโอกาสทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยครบ 25 ปี เป็นอีกหนึ่งวัตถุที่ช่วยเปิดบรรยากาศการเดินทางเข้าสู่เรื่องราวของมรดกทางศิลปวัฒนธรรม

จากนั้นเข้าสู่ ห้องที่ 2 ซึ่งพาไปรู้จักตู้พระธรรมในสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ พร้อมทำความเข้าใจรูปแบบของตู้ไทย ตั้งแต่ “ตู้ขาหมู” “ตู้เท้าสิงห์” “ตู้ขาคู้” ไปจนถึง “ตู้ฐานสิงห์”

ความน่าสนใจยังอยู่ที่กรรมวิธีตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นตู้จำหลักไม้ ตู้ประดับกระจก ตู้ประดับมุก ตู้เขียนสีฝุ่น รวมถึงตู้ลายรดน้ำและตู้ลายกำมะลอ

ลายรดน้ำ คือการลงรักบนพื้นไม้ ก่อนเขียนลวดลายด้วยหรดาลและปิดทอง เมื่อผ่านกรรมวิธีรดน้ำ หรดาลจะหลุดออก เหลือเพียงลวดลายทองที่เปล่งประกายอยู่บนพื้นสีเข้ม

ส่วน ลายกำมะลอ เป็นการใช้สีฝุ่นผสมน้ำรักเขียนเป็นภาพและลวดลาย ก่อนตัดรายละเอียดด้วยเส้นทอง ทำให้เกิดสีสันและมิติที่แตกต่างออกไป
จากรอยพระพุทธบาท สู่เรื่องราวการสังคายนาพระไตรปิฎก

เดินต่อมายัง ห้องที่ 3 ลวดลายบนตู้พระธรรมพาเข้าสู่เรื่องราวของ “พระพุทธบาท” หนึ่งในสิ่งที่ชาวพุทธให้ความเคารพในฐานะสัญลักษณ์แทนการเสด็จมาของพระพุทธองค์

เรื่องราวของรอยพระพุทธบาททั้งในอินเดีย ลังกา และดินแดนต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปกรรมไทยมาอย่างยาวนาน รวมถึงภาพ “เขาสุมนกูฏ” ที่ปรากฏในงานศิลปกรรมหลายยุคสมัย

ขณะที่ ห้องที่ 4 พาไปรู้จักเรื่องราวของการสังคายนาพระไตรปิฎก 3 ครั้ง ตั้งแต่การสังคายนาครั้งแรกที่เมืองราชคฤห์ ครั้งที่ 2 ที่เมืองเวสาลี และครั้งที่ 3 ณ อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร

เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำมาถ่ายทอดบนตู้พระธรรม ทำให้สิ่งของที่มีหน้าที่เก็บรักษาคัมภีร์ กลับกลายเป็นเสมือนหนังสือภาพ ที่บอกเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้
เมื่อรามเกียรติ์มาอยู่บนบานตู้

หนึ่งในเรื่องราวที่คนไทยคุ้นเคยอย่างดีปรากฏอยู่ใน ห้องที่ 5 นั่นคือ “รามเกียรติ์” มหากาพย์รามายณะจากอินเดียเดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับพันปี ก่อนจะถูกปรับประยุกต์ให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

สำหรับประเทศไทย เรื่องราวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “รามเกียรติ์” และถูกถ่ายทอดผ่านทั้งวรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และนาฏศิลป์

บนตู้พระธรรม ช่างนิยมถ่ายทอดฉากการรบ ทั้งภาพกองทัพ การต่อสู้แบบประชิดตัว หรือ “ภาพจับ” ทำให้บานตู้ซึ่งเป็นพื้นไม้เรียบ ๆ กลายเป็นฉากสงครามที่เต็มไปด้วยตัวละครและการเคลื่อนไหว

มาถึง ห้องที่ 6 จะพบกับเรื่องราวของ “ทวารบาล” ผู้พิทักษ์ประตูและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทวารบาลมีหน้าที่ปกป้องสถานที่สำคัญจากสิ่งชั่วร้าย จึงมักปรากฏเป็นเทพ ยักษ์ นักรบ หรือสัตว์ทรงพลัง และพบได้ทั้งในศาสนสถานและบนบานประตูตู้พระไตรปิฎก

ความน่าสนใจอยู่ตรงการผสมผสานความเชื่อจากหลายวัฒนธรรม ทั้งไทย จีน และพราหมณ์-ฮินดู จนเกิดเป็นภาพทวารบาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะ ตู้พระธรรม กท. 59 จากวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งนับเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรเดินผ่านไปเฉย ๆ

ด้านหน้าปรากฏภาพ “เซี่ยวกาง” หรือทวารบาลตามคติจีน ยืนสง่างามอยู่บนหลังสิงโตจีน แต่ละองค์ถืออาวุธแตกต่างกัน ขณะที่ด้านหลังกลับเป็นทวารบาลแบบไทย ทรงพระขรรค์และช่อกนก ประทับอยู่บนนาคบัลลังก์

ห้องที่ 7 พาเข้าสู่เรื่องราว “พุทธประวัติ” ตั้งแต่การประสูติ การตรัสรู้ การแสดงปฐมเทศนา ไปจนถึงการเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฉากสำคัญเหล่านี้ล้วนเป็นภาพที่ปรากฏอยู่เสมอในงานศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์ในสังเวชนียสถาน 4 แห่ง

จากนั้นเข้าสู่ ห้องที่ 8 กับเรื่องราว “ชาดก” เรื่องเล่าจากอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญบารมีและการสั่งสมคุณความดี

สำหรับคนไทย เรื่องที่คุ้นเคยที่สุดคงหนีไม่พ้น “ทศชาติ” หรือมหานิบาตชาดก 10 เรื่อง ซึ่งถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปกรรมอย่างแพร่หลาย
เข้าสู่ป่าหิมพานต์ โลกแห่งจินตนาการของช่างไทย

และเมื่อมาถึง ห้องที่ 9 บรรยากาศก็เหมือนพาเราออกจากโลกแห่งประวัติศาสตร์เข้าสู่โลกเหนือจินตนาการ กับเรื่องราวของ “ป่าหิมพานต์และสัตว์หิมพานต์”

ในจินตนาการของช่างไทย สัตว์หิมพานต์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสัตว์ตามคัมภีร์ แต่เป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ที่เปิดกว้างให้ช่างออกแบบรูปลักษณ์ของสัตว์พิสดารได้อย่างอิสระ ทั้งกินนร กินรี ราชสีห์ คชสีห์ เหมราช รวมถึงสิงโตจีน ล้วนสะท้อนความคิดสร้างสรรค์และการรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลากหลาย

เมื่อปรากฏอยู่บนตู้พระธรรม สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประดับตกแต่ง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลความเชื่อที่ช่างโบราณถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม

นอกจากการเดินชมตามห้องต่าง ๆ แล้ว ยังมีตู้พระธรรมอีกหลายใบที่มีรายละเอียดน่าสนใจ โดยเฉพาะ 3 ใบที่สะท้อนความสามารถของช่างโบราณได้อย่างโดดเด่น

ตู้พระธรรม กท. 59 คือความงามของศิลปะไทย–จีนในตู้ใบเดียว ทั้งเซี่ยวกางบนสิงโตจีนที่ด้านหน้า และทวารบาลแบบไทยบนนาคบัลลังก์ที่ด้านหลัง

ตู้พระธรรม กท. 108 โดดเด่นด้วยงานจำหลักนูนต่ำที่ประณีต ด้านหน้าปรากฏทั้งดอกบัว แจกันดอกไม้ นก กิ่งไม้ กิเลน และสัญลักษณ์มงคล “ฮก ลก ซิ่ว” ที่สะท้อนกลิ่นอายศิลปะจีนอย่างชัดเจน

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการใช้ “เดือยสลัก” แทนบานพับบริเวณบานประตู ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนภูมิปัญญาด้านงานช่างได้เป็นอย่างดี

ส่วน ตู้พระธรรม กท. 228 ถือเป็นอีกหนึ่งตู้ที่ชวนให้ใช้เวลาพิจารณา เพราะลวดลายบนตู้ผสมผสานเรื่องราวจากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ทั้งรามสูรและนางเมขลาในเครื่องแต่งกายแบบงิ้วจีน กองทัพจีน รวมถึงชาวยุโรปที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวเดียวกัน รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ตู้พระธรรมไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของสังคมไทยในอดีตอีกด้วย

ตู้พระธรรมจึงเป็นทั้ง “ตู้” สำหรับรักษาคัมภีร์ และเป็น “งานศิลป์” ที่รักษาความทรงจำของผู้คนไปพร้อมกัน

การได้มาเดินชม นิทรรศการ “ตู้พระธรรมรัตนโกสินทร์ อัญมณีแห่งพุทธศิลป์ไทย” จึงไม่ต่างจากการเดินทางย้อนเวลากลับไปพบช่างโบราณ ผ่านผลงานที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ความประณีต ความศรัทธา และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่บนบานไม้ ก็ยังคงเล่าเรื่องของวันวานให้คนรุ่นเราได้ฟังอย่างงดงาม

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000090478

แต่งชุดล้านนาถ่ายรูปกับ 'ห้องภาพระแข่ง' วัดต้นเกว๋น เชียงใหม่  •  ห้องภาพระแข่ง ให้บริการถ่ายภาพเทคนิคการถ่ายภาพโบราณด้ว...
17/09/2026

แต่งชุดล้านนาถ่ายรูปกับ 'ห้องภาพระแข่ง' วัดต้นเกว๋น เชียงใหม่

• ห้องภาพระแข่ง ให้บริการถ่ายภาพเทคนิคการถ่ายภาพโบราณด้วยกระดาษไวแสงสุดคลาสสิก โดย มือสมัครเล่นที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวบ้านที่ถ่ายรูปชาวบ้าน
• เปิดให้บริการทุกวันเว้นวันอังคาร ที่ลานจอดรถวัดต้นเกว๋น อ.หางดง จ.เชียงใหม่

อยากรู้ไหมว่าตัวเราในเวอร์ชั่น “ล้านนา” จะเป็นอย่างไร ไม่ต้องจินตนาการอีกต่อไปเพราะ ‘ห้องภาพระแข่ง’ จะพาเราย้อนเวลาไปอยู่ในภาพถ่ายโบราณ ไม่หรูหราเว่อร์วัง แต่เป็นความงามในความเรียบง่ายที่เรารู้สึกประทับใจ

ห้องภาพระแข่ง เป็นร้านถ่ายภาพโบราณขนาดกะทัดรัดตั้งอยู่ท่ามกลางร้านให้เช่าเครื่องแต่งกายล้านนา บริเวณลานจอดรถหน้าวัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ธีระศักดิ์ บัวออน ชายวัยกลางคนที่สาละวนอยู่กับการอัดรูปอยู่หน้าร้านออกตัวกับเราว่าเขาไม่ใช่ช่างภาพอาชีพ เป็นเพียงชาวบ้านที่ทำหน้าที่ถ่ายภาพชาวบ้าน

“ถ้าเป็นช่างภาพที่ถ่ายรูปชาวบ้านเขาจะมีอุปกรณ์ครบครัน ภาพออกมาเนี้ยบเฉียบคม แต่ผมเป็นชาวบ้านที่ชอบถ่ายรูปชาวบ้าน ผมชอบความเป็นธรรมชาติของผู้คน ภาพของผมจึงให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้าน ไม่ได้อยู่ในสตูดิโอที่มีจินตนาการเกินจริง”

ส่วนเหตุผลที่มาเปิดร้านถ่ายรูปโบราณนั้น เจ้าของห้องภาพระแข่งเล่าว่า

“ผมทำงานเกี่ยวกับวัตถุมงคล ทำให้ต้องเข้าพิธีพุทธาภิเษกบ่อย ผมจึงอยากบันทึกภาพงานเหล่านี้ไว้บนแผ่นฟิล์ม จึงเริ่มหัดถ่ายภาพ หัดล้างฟิล์ม และสะสมกล้องถ่ายรูปมาเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งได้มาพบกับเทคนิค Paper Negative คือนำกระดาษมาใช้เป็นฟิล์ม ข้อดีคือ 15 นาทีเราได้รูปเลย ประกอบกับผมไปเจอกล้องถ่ายรูปโบราณตัวหนึ่งที่นำเข้ามาจากสวิตเซอร์แลนด์ โชว์อยู่ในร้านกาแฟ ผมจึงไปขอซื้อแล้วมาศึกษากระบวนการทำงานแล้วให้ช่างสร้างจำลองการทำงานของกล้องตัวนี้เพื่อให้ทำงานกับกระดาษที่เรานำมาใช้แทนฟิล์ม

จากนั้นก็เริ่มนำกล้องไปถ่ายรูปโชว์ในงานพิธีต่างๆ ที่เป็นงานเฉพาะกลุ่ม เช่น งานบวชลูกแก้ว งานศพของพระเกจิอาจารย์ งานประกวดดาบ งานประกวดเครื่องราง ซึ่งในงานเหล่านี้ผู้มาร่วมงานจะแต่งตัวกันเต็มที่ เมื่อภาพถ่ายของผมได้รับการตอบรับจึงเกิดการว่าจ้างให้ไปถ่ายรูปตามงานโน้น งานนี้ จนกระทั่งทางวัดต้นเกว๋นเปิดพื้นที่ให้มาเปิดบริการถ่ายภาพตรงนี้ ผมจึงลองมาทำดูเพราะผมเป็นคนที่นี่ด้วย”

เราสงสัยว่าชื่อ “ระแข่ง” นั้นหมายความว่าอย่างไร ธีระศักดิ์ บอกว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกพระพุทธรูปในศิลปะแบบพม่า ซึ่งเขานำมาใช้ตั้งชื่อโรงงานระแข่งวัตถุมงคลของเขาด้วย

“ตอนแรกไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อว่าอะไร แต่ก็อยากได้ตราปั๊มชื่อห้องภาพเพื่อให้ได้อารมณ์แบบภาพถ่ายโบราณจึงนำชื่อโรงงานมาตั้งเลยกลายเป็นชื่อห้องภาพระแข่ง”

การมาใช้บริการที่ห้องภาพระแข่งนี้ ไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า สามารถมาเข้าคิวที่หน้าร้านได้เลย ใช้เวลาเพียง 15 นาทีก็จะได้รูปภาพโบราณกลับไป 1 ใบ ในราคา 250 บาท ส่วนรูปคู่ราคา 300 บาท โดยเราสามารถแต่งตัวมาจากบ้าน หรือจะเช่าเครื่องแต่งกายจากร้านค้าที่อยู่ใกล้ๆ ได้ตามอัธยาศัย

“ถึงแม้ว่าร้านถ่ายรูปจะเปิดมาได้ไม่นาน แต่การได้ทำงานนี้เหมือนเป็นการเติมเต็มบางอย่างให้กับผม เพราะว่างานหลักของผมคือการทำวัตถุมงคลที่มันเหมือนการทำของเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่งานที่ห้องภาพระแข่งเกิดมาเพราะความชอบ

ผมจะบอกกับลูกค้าเสมอว่าผมไม่ใช่มืออาชีพ ผมมาเพราะความชอบ เราพยายามยึดแนวทางคือเราอยากได้ภาพที่เป็นชาวบ้านถ่ายรูปให้ชาวบ้าน เป้าหมายของเรา คือ ต้องการถ่ายทอดวัฒนธรรมลงบนกระดาษ เพราะกระดาษอัดภาพนี้มีอายุได้นานเป็นร้อยปี

ผมอยากเก็บภาพวิถีชีวิตล้านนาในมู้ดและโทนแบบนี้เป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมกันต่อไป”

อยากเห็นตัวเราในเวอร์ชั่นล้านนาแล้วใช่ไหม ถ้าเสื้อผ้าหน้าผมพร้อมแล้ว ห้องภาพระแข่งพร้อมเนรมิตให้ได้ภายในเวลา 15 นาที

ห้องภาพระแข่ง โทร.08 9554 4645

เทคนิคการถ่ายภาพโบราณด้วยกระดาษไวแสงสุดคลาสสิก

เปิดทุกวันเว้นวันอังคาร 08.30–16.30 น.

ถ่ายรูปเดี่ยว 250 บาท รูปคู่ 300 บาท

ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าวัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) อ.หางดง จ.เชียงใหม่

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1251572

🏆 สำหรับตัวแทนแล้ว คุณวุฒิก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากผลงาน เรื่องของ FYP หรือ เบี้ยประกันปีแรกแล้ว ก็มีเรื่องของ FYC ค่านายหน...
09/09/2026

🏆 สำหรับตัวแทนแล้ว คุณวุฒิก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากผลงาน เรื่องของ FYP หรือ เบี้ยประกันปีแรกแล้ว ก็มีเรื่องของ FYC ค่านายหน้าปีแรก และสิ่งสำคัญ ตัวแทนจะมีขวัญกำลังใจที่ดี กับการที่พิชิตคุณวุฒิต่างๆ เต็มอิ่มกับเนื้อหา กว่า 24 นาที แบบฟรีๆ

อีกหนึ่งหลักสูตรจาก ดร. บุญชัย โต๊ะสุวรรณวณิช "คุณวุฒิสำหรับตัวแทนประกันชีวิต"

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเรียนได้ที่ 👇
https://www.fastation.co.th/course-details/18

👍 ขั้นตอนการใช้งาน FA STATION ? https://www.fastation.co.th/linkfooterVDO

❓ สอบถามข้อมูล การใช้งานได้ที่ FA Station admin
https://lin.ee/ecjWK72

อุเทน พัฒนานิผล เบื้องหลัง OEM ความงาม สู่เบื้องหน้าวงการศิลปะ  •  อุเทน พัฒนานิผล เจ้าของธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง ...
08/09/2026

อุเทน พัฒนานิผล เบื้องหลัง OEM ความงาม สู่เบื้องหน้าวงการศิลปะ

• อุเทน พัฒนานิผล เจ้าของธุรกิจรับจ้างผลิตเครื่องสำอาง (OEM) กว่า 20 ปี ได้ผันตัวมาเป็นนักสะสมงานศิลปะแถวหน้าของไทย
• มีผลงานศิลปะในครอบครองกว่า 2,000 ชิ้น โดยเน้นสะสมจากความชอบส่วนตัว (Passion) และสนับสนุนศิลปินร่วมสมัยทั้งไทยและต่างชาติที่ยังมีชีวิตอยู่
• กำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัวขนาดใหญ่เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต และได้นำผลงานในคอลเลคชันมาจัดแสดงในนิทรรศการ "Visual Dialogue" ร่วมกับ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและนักวิจารณ์งานศิลปะ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางรายใหญ่ผู้ปิดทองหลังพระมานานกว่า 20 ปี หันมาสนใจศิลปะและกลายมาเป็นหนึ่งในนักสะสมงานศิลป์แถวหน้า มีผลงานในครอบครองซึ่งหาชมได้ยากกว่า 2,000 ชิ้น

จากนักธุรกิจผู้ทำหน้าที่สร้างความงามบนใบหน้า อุเทน พัฒนานิผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) June Laboratories Co Ltd กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการสร้างความจรรโลงใจผ่านดวงตา เขาเชื่อว่า “ตาของเราต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพ” ไม่ต่างจากหูชอบฟังเพลงไพเราะ หรือจมูกที่ชอบกลิ่นน้ำหอม

“ยิ่งมีงานศิลปะให้ดูมากๆ ผมคิดว่าช่วยจรรโลงใจได้เยอะ เราชอบกินอาหารอร่อย หูเราก็ชอบฟังเพลงเพราะๆ จมูกเราก็ชอบกลิ่นน้ำหอมหอมๆ ตาเราก็ต้องการอาร์ตดีๆ ไว้เสพในบางครั้งเหมือนกัน” อุเทนตอบคำถามที่ว่าเหตุใดจึงเริ่มต้นให้ความสนใจงานศิลปะ

เมื่อเร็วๆ นี้ อุเทน พัฒนานิผล นำผลงานศิลปะในคอลเลคชันส่วนตัวออกมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะชิ้นเอกในครอบครองของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ นักสะสมและผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะคนสำคัญของเมืองไทย ภายใต้นิทรรศการศิลปะที่พวกเขาร่วมกันตั้งชื่อว่า Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ ณ ท่าพิพิธภัณฑ์ ในโครงการท่าช้างวังหลวง ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง

• จุดเริ่มจากบ้านหลังใหม่ และวิกฤตโควิดเปลี่ยนชีวิต

อุเทน พัฒนานิผล เริ่มต้นธุรกิจ OEM รับจ้างผลิตเครื่องสำอางมาตั้งแต่ปี 2003 กิจการเติบโตเป็นฐานผลิตสำคัญของแบรนด์ไทยและต่างชาติ แต่จุดเปลี่ยนสู่โลกศิลปะกลับเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในช่วงต้นของวิกฤตโควิด-19 ขณะที่เขากำลังสร้างบ้านใหม่และต้องการงานศิลปะมาประดับบ้าน

อุเทนเล่าว่าเขาเริ่มจากการซื้อของเก่าจากตลาดนัดยุโรปวันอาทิตย์ (Flea Market) จนกระทั่งเพื่อนแนะนำให้ลองสะสมงานของศิลปินไทยกลุ่มที่ไปเขียนภาพที่วัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

จากจุดนั้นเองที่เริ่ม “กว้านซื้อ” อย่างหนัก จนกลายเป็นบทเรียนแรกที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศิลปะอย่างจริงจังและปรับกลยุทธ์การสะสมใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การสะสมก้าวกระโดดสู่ระดับสากล คือการเดินทางไปงาน Art Basel Hong Kong ในปี 2022 การได้เห็นงานศิลปะระดับโลกทำให้เขาเริ่มสะสมงานของศิลปินต่างชาติเข้ามาในคอลเลคชัน โดยยึดหลักการสนับสนุน Living Artist หรือศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่

อุเทนให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ได้มองศิลปะเป็น การลงทุน (Investment) เป็นหลัก แต่เน้นที่ ความชอบส่วนตัว (Passion)

“จุดประสงค์ที่เราเก็บสะสมภาพเป็นเพราะ passion, ไม่เหมือนบางท่านที่มองเป็น investment ซึ่งไม่มีอะไรผิดอะไรถูก แต่จากประสบการณ์ของผม ใครอยากลงทุนกับงานศิลปะ ผมแนะนำให้เลือกจากงานที่เราต้องรู้สึกชอบส่วนตัวด้วย ไม่ใช่ฟังคนอื่นบอกให้ซื้องานของศิลปินคนนั้นคนนี้สิเป็นศิลปินดัง สุดท้ายถ้าราคางานไปไม่ถึงขั้นนั้น เขาจะเศร้าที่ต้องมานั่งทนดูรูปนั้น งานศิลปะควรเป็นอะไรที่อิ่มเอมใจ สบายใจ ไม่ว่าคุณจะสะสมด้วย passion หรือ investment คุณต้องชอบก่อน”

อุเทนยังมักซื้องานศิลปะผ่านแกลเลอรีเพื่อสนับสนุน ระบบนิเวศศิลปะให้ครบวงจร และมีความสุขที่ได้เห็นพัฒนาการและการเติบโตของศิลปินตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาจนก้าวสู่ศิลปินอาชีพ

“ผมมองว่าในระบบนิเวศของศิลปะ มีนักสะสม แกลลอรี ศิลปิน คิวเรเตอร์(ภัณฑารักษ์) ถ้าเป็นไปได้ผมจะสนับสนุนซื้องานผ่านแกลลอรีทุกครั้ง เพราะแกลลอรีมีหน้าที่นำเสนอศิลปินที่ดี เคี่ยวเข็ญพัฒนาให้เขาเติบโตต่อไปในระดับโลกได้ใช่ไหมครับ แต่ขณะเดียวกันศิลปินบางท่านยังไม่มีแกลลอรีสนับสนุน เราก็อาจต้องคุยกับเขาส่วนตัว

ตั้งแต่เก็บมาแรกๆ จนถึงวันนี้ ก็น่าจะมีคร่าวๆ สัก 2,000 กว่าชิ้น ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีซทุกชิ้นนะครับ จะมีผลงานที่เราเข้าไปสนับสนุนเด็กช่วงโควิดล็อคดาวน์ เด็กบางคนเรียนด้วยทำงานด้วย พอทำงานไม่ได้ เราก็สนับสนุนค่าเทอม-ค่าความเป็นอยู่ของเขา ผ่านมาสี่-ห้าปีบางคนก็กลายเป็นศิลปินจริงๆ มันก็เป็นความสุขทางใจกับเราเหมือนกัน บางคนยังนึกถึงเราก็มีครับ” อุเทนกล่าว

ปัจจุบัน อุเทนกำลังสร้างอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัว (Private Gallery) ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร บนถนนเทอดไทย เขตธนบุรี อาคาร 3 ชั้นแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดให้เหมือนแกลลอรีต่างประเทศ ใช้ระบบไฟส่องสว่างที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น (ไฟขาวและไฟส้ม) เพื่อดึงศักยภาพของงานศิลปะแต่ละประเภทออกมา

เป้าหมายของแกลลอรีแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่เก็บของสะสม แต่อุเทนต้องการให้เป็นพื้นที่สาธารณะในอนาคต ให้ศิลปินไทยได้มีโอกาสมาดูงานศิลปินต่างชาติระดับโลกด้วยตาตนเอง เพื่อศึกษาเทคนิคและมุมมองโดยไม่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

• บทสนทนาที่ไม่มีพรมแดน

นิทรรศการ Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ คือการเปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย ต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนาผ่านจินตนาการของผู้เข้าชม

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้เกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่าง 2 นักสะสมที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่เกาะฮ่องกง แม้หลงใหลศิลปะเหมือนกัน แต่มีแนวทางสะสมงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัยทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแถวหน้าของโลก

“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ กล่าวถึงที่มาของจัดนิทรรศการ Visual Dialogue

นิทรรศการนี้ ผลงานของศิลปินไทยระดับครูไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยรุ่นใหม่ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติ อาทิ ภาพวาด Untitled, 2024/2567 สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 200 x 250 เซนติเมตร ของศิลปินร่วมสมัยชาวเยอรมัน อันเดร บุทเชอร์ (Andre Butzer) ในคอลเลคชันส่วนตัวของอุเทน ได้รับการติดตั้งประจันหน้ากับภาพจิตรกรรม มารผจญ (Battle of Mara, 1989/2532) สีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 174 x 360 เซนติเมตร ของ ถวัลย์ ดัชนี (พ.ศ.2482-2557) ซึ่งอยู่ในคอลเลคชันสะสมของพิริยะ

อันเดร บุทเชอร์ อายุ 53 ปี ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแนวทางศิลปะ Science Fiction Expressionism ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะจากลัทธิสำแดงอารมณ์แบบเยอรมันและรูปแบบศิลปะอเมริกันยุคหลังสงคราม

ผลงาน Untitled, 2024/2567 นำเสนอภาพวาดสไตล์นาอีฟ (Naive)และกึ่งนามธรรม ตัวละครรูปร่างบิดเบี้ยวผิดสัดส่วนควบคู่ไปกับการลดทอนรูปทรง ทว่ากลับถ่ายทอดมวลอารมณ์ออกมาได้อย่างล้นหลาม ทั้งจากการใช้สีสันจัดจ้านและลายเส้นหนักแน่นรุนแรง องค์ประกอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวคิดของศิลปินต่อการนำเสนอสภาวะจิตใจอันเปราะบางและความสับสนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ได้อย่างทรงพลัง

เมื่ออุเทนนำเสนอผลงานผลงานชิ้นดังกล่าว พิริยะจึงนึกถึงภาพ มารผจญ ชิ้นนี้ ซึ่งแตกต่างจากผลงานชิ้นอื่นๆ ของศิลปินที่คนส่วนใหญ่คุ้นตา ในผลงานกลับปรากฏภาพตัวละครจากภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นหลายเรื่อง เช่น แรมโบ้, บรูซ ลี, อินเดียน่า โจนส์, คนเหล็ก, แบทแมน, ซูเปอร์แมน, คิงคอง พร้อมภาพส่วนหัวของสัตว์ป่าหน้าตาดุดันล้อมรอบผลงาน ซึ่งมีความนาอีฟและสนุกสนานเหมือนเด็กวาด

เมื่อมองไปยังกลางภาพส่วนบน มีภาพเศียรพระพุทธรูปหันหลัง เปรียบเปรยถึงการไม่แยแสต่อสิ่งยั่วยุในสังคม แสดงให้เห็นถึงแนวคิดของผลงานต่อการวิพากษ์วิจารณ์ถึงวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีการสนทนาระหว่างผลงาน Stupa/สถูป, 1994/2537 ศิลปะจัดวางจากดินเหนียว ไม้ ผ้าใบ ของ มณเฑียร บุญมา และผลงานจิตรกรรมจัดวาง Surprise Again ร่วมกับประติมากรรม Ammo! ของ Gao Hang (เกา ฮัง) ศิลปินร่วมสมัยชาวจีนปัจจุบันทำงานและพำนักในอเมริกา

อุเทนเล่าว่าเจอผลงาน Surprise Againของ เกา ฮัง ที่ปักกิ่ง ครั้งแรกเห็นแต่ภาพลังไม้กับอินสตอลเลชั่นจากผ้าใบเขียนเป็นรูปกระสุนปืน แต่ศิลปินบอกว่าผลงานเซ็ตนี้ต้องมีภาพทหารกึ่งพอร์เทรตอยู่ด้านบน

แต่รัฐบาลจีนสั่งให้เก็บภาพทหารออกไปด้วยเหตุผลอันอ่อนไหวระหว่างประเทศ จึงมองว่าผลงานชิ้นนี้มีอัตลักษณ์และบริบทที่เชื่อมโยงกับสังคม น่าจะมีความสำคัญต่อไปในอนาคต

พิริยะเล่าเสริมว่าเมื่อเห็นงานของเกา ฮัง ชิ้นนี้ ทำให้นึกถึงงานของอาจารย์มณเฑียร บุญมา ผู้บุกเบิกการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวางของบ้านเรา จึงนำผลงาน ‘สถูป’ มาแสดงคู่กับงานชิ้นนี้ของเกา ฮัง เพราะมีบริบทหลายอย่างที่ใกล้เคียงกัน เช่น ความเป็นกล่องที่อาจารย์มณเฑียรนำเฟรมผ้าใบมาฉาบด้วยดินเหนียวเหมือนอิฐเพื่อนำมาเรียงเป็นสถูป

ในนิทรรศการฯ ยังมีผลงานของจักรพันธุ์ โปษยกฤต, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง, ศิลป์ พีระศรี, Gongkan (ก้องกาน), Muebon (มือบอญ) ได้รับการนำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะร่วมสมัยของ Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Kinsella, Matias Sanchez เป็นอาทิ

เป็นอีกหนึ่งนิทรรศการศิลปะที่สนุกและเต็มไปด้วยบทสนทนา..แม้ต่างวัฒนธรรม

• ภาพ : ท่าพิพิธภัณฑ์

แหล่งที่มาข่าวและภาพ กรุงเทพธุรกิจ
https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/art-living/1249703

หาชมยาก "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์" ย้อนรอยงานศิลป์ร่วมสมัยในไทยหากอยากออกไปเที่ยวในมุมที่แตกต่างของกร...
04/09/2026

หาชมยาก "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์" ย้อนรอยงานศิลป์ร่วมสมัยในไทย

หากอยากออกไปเที่ยวในมุมที่แตกต่างของกรุงเทพฯ ลองปักหมุดมายังพื้นที่กรมศิลปากร แล้วใช้เวลาค่อยๆ เดินชม “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์” และ “หอประติมากรรมต้นแบบ” สองสถานที่ที่เปรียบเสมือนห้องเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ที่บอกเล่าเรื่องราวของศิลปิน ผลงาน และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ศิลปะสำคัญของชาติ ที่เปิดให้เข้าชมในวาระพิเศษ ถึงวันที่ 20 ก.ย.นี้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้บุกเบิกการศึกษาศิลปะสมัยใหม่และศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย รวมถึงผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2527 ก่อนจะได้รับการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2530 และอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากรมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นห้องจัดแสดงผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ของศิลปินและลูกศิษย์คนสำคัญของศาสตราจารย์ศิลป์ อาทิ เฟื้อ หริพิทักษ์ ประยูร อุลุชาฎะ ชลูด นิ่มเสมอ เขียน ยิ้มศิริ สวัสดิ์ ตันติสุข และทวี นันทขว้าง ผลงานเหล่านี้สะท้อนช่วงเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัยไทย และแนวทางการศึกษาศิลปะตามหลักวิชาการที่ศิลป์ พีระศรี วางรากฐานไว้

ส่วนห้องชั้นในให้ความรู้สึกคล้ายกำลังเดินเข้าไปในโลกส่วนตัวของศิลปิน เพราะจัดแสดงโต๊ะทำงาน เก้าอี้ เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องมือปั้น และของใช้ส่วนตัวของศาสตราจารย์ศิลป์ โดยจำลองบรรยากาศการทำงานในอดีตเอาไว้ พร้อมจัดแสดงแบบร่างและต้นแบบประติมากรรมสำคัญ อาทิ แบบร่างพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 พระศรีศากยทศพลญาณ พระประธานพุทธมณฑล และต้นแบบพระเศียรรัชกาลที่ 8

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือหนังสือหายากที่ศาสตราจารย์ศิลป์ใช้ค้นคว้าเกี่ยวกับศิลปะตะวันตก เพราะช่วยสะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังผลงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ไม่ได้มีเพียงพรสวรรค์ แต่ยังประกอบด้วยการศึกษา การค้นคว้า และการสั่งสมประสบการณ์อย่างจริงจัง

จากนั้นลองเดินทางต่อไปยัง

“หอประติมากรรมต้นแบบ (Hall of Sculpture)”

อาคารประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “โรงปั้นหล่อ” สถานที่ปฏิบัติงานด้านการปั้น การหล่อ และการหลอมโลหะของกรมศิลปากร อาคารสองชั้นทรงสูงติดกระจกแห่งนี้ถูกออกแบบให้ได้รับแสงสว่างและช่วยระบายความร้อน เพื่อเอื้อต่อการทำงานของช่างและประติมากร

โรงปั้นหล่อแห่งนี้เริ่มใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2499 ก่อนจะย้ายไปยังอาคารแห่งใหม่บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 5 ในปี พ.ศ. 2530 จากนั้นอาคารเดิมได้รับการปรับปรุงและพัฒนาเป็นหอประติมากรรมต้นแบบ เพื่อเป็นแหล่งเก็บรักษาองค์ความรู้และจัดแสดงผลงานต้นแบบทางประติมากรรมของศิลปินชั้นครู

ไฮไลต์สำคัญคือการได้ชม “ต้นแบบ” ของประติมากรรมและอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ไทย อาทิ พระศรีศากยะทศพลญาณ ต้นแบบพระบรมรูปสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และต้นแบบพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8

อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นคือ “ท้าวสุรนารี” อนุสาวรีย์คู่บ้านคู่เมืองนครราชสีมา ซึ่งศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นประติมากร การได้เห็นต้นแบบในพื้นที่จัดแสดง จึงช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้ย้อนกลับไปมองอนุสาวรีย์ที่คุ้นเคยในฐานะผลงานศิลปะที่ผ่านกระบวนการคิด ปั้น และสร้างสรรค์มาอย่างประณีต

การมาเยือนสองสถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงการชมพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ผ่านโต๊ะทำงาน เครื่องมือ หนังสือ และต้นแบบประติมากรรมที่ครั้งหนึ่งอยู่ในมือของศิลปิน ก่อนจะกลายเป็นผลงานที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกรุงเทพฯ ที่นี่นับเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ควรหาเวลาไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เป็นหนึ่งสถานที่ในเส้นทางเส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม "รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์" จัดขึ้นโดยกรมศิลปากร ซึ่งเปิดให้เข้าชม วันพุธ-อาทิตย์ (ปิดวันจัทร์-อังคาร) ตั้งแต่วันนี้ - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น.

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/travel/detail/9690000083121

“SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” นิทรรศการศิลปะที่ชวน “ลุกขึ้น ต่อสู้ ส่งเสียง” เพื่อทวงคืนสิทธิของตัวเองครั้งแรกกับการนำความไม่เ...
26/08/2026

“SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” นิทรรศการศิลปะที่ชวน “ลุกขึ้น ต่อสู้ ส่งเสียง” เพื่อทวงคืนสิทธิของตัวเอง

ครั้งแรกกับการนำความไม่เป็นธรรมมาสื่อสาร ผ่านงานศิลปะ 2 สไตล์ ที่ต่างกันสุดขั้ว เมื่อความไม่เป็นธรรมบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่อาจซ่อนอยู่ในค่าไฟห้องเช่าที่แพงเกินจริง สายสื่อสารห้อยระโยงระยางที่อันตรายต่อชีวิต ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเกือบครึ่งของค่าแรง หรือเงินเก็บที่หายไปเพราะเพจปลอมบนโลกออนไลน์ หลายเรื่องเกิดขึ้นแล้วผ่านไป ขณะที่เสียงร้องเรียนของผู้คนดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายไปเช่นกัน

จากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีคนมองเห็น และเสียงของคนที่ถูกเอาเปรียบยังมีคนได้ยิน จึงเกิดเป็น “SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” นิทรรศการศิลปะที่นำเรื่องราวของผู้คนมาถ่ายทอดผ่านภาพวาด พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมใกล้ตัว และตระหนักว่า เมื่อเกิดปัญหา เราไม่จำเป็นต้อง “ยอมจำนน” อีกต่อไป

หนึ่งในศิลปินผู้สร้างสรรค์นิทรรศการนี้ คือ จาริณี เมธีกุล โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ด้านสังคมและผู้ก่อตั้งสตูดิโอศิลปะ 21/3 STUDIO ตลอดเส้นทางการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภคและการผลิตรายการสัมภาษณ์ในแนว Hard Talk ทำให้จาริณีได้รับฟังเรื่องราวของผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนและถูกเอาเปรียบ

จากความหลงใหลในงานศิลปะ จาริณีจึงนำการวาดภาพมาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวเหล่านั้น เธอเริ่มวาดภาพบุคคลไปพร้อมกับการสัมภาษณ์ รับฟังเรื่องราว และจดประโยคหรือความรู้สึกสำคัญลงบนภาพ เพื่อเก็บทั้ง “ใบหน้า” และ “เสียง” ของเจ้าของเรื่องไว้ วิธีการทำงานนี้นำไปสู่ผลงานภาพวาดที่ไม่ได้เป็นเพียงภาพบุคคล แต่เป็นภาพแทนเรื่องราว ประสบการณ์ และเสียงของผู้คนที่ต้องการสื่อให้สังคมได้รับรู้

จาริณี เล่าว่า “ตอนทำรายการโทรทัศน์ เรารู้สึกว่าพอออนแอร์จบ เรื่องก็ผ่านไป แต่ความเดือดร้อนของคนไม่ได้จบตามรายการ เลยคิดว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ต่อ ส่วนตัวเป็นคนชอบวาดหน้าคนอยู่แล้ว พอได้ฟังเขาเล่า เราก็เริ่มวาดไปพร้อมกับการสัมภาษณ์ บางประโยคที่ได้ยินมันแรงมาก แต่มันก็จริงมาก จนรู้สึกว่าต้องรีบจดลงไปในภาพ เพราะไม่อยากให้ความรู้สึกตรงนั้นหายไป”

สำหรับชื่อ “SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” ได้รับแรงบันดาลใจจาก สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่มักพูดถึงการทำงานเพื่อปกป้องผู้บริโภคว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน เพราะหากผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง ก็ยากที่จะได้รับสิทธิหรือความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน

นิทรรศการครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเปิดโอกาสให้นำประสบการณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคมาถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ รวมถึงช่วยประสานกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในการจัดแสดงผลงาน

อีกหนึ่งความพิเศษของนิทรรศการนี้อยู่ที่การออกแบบพื้นที่จัดแสดง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ที่มีรูปแบบแตกต่างกันสุดขั้ว แต่กลับมาบรรจบกันในประเด็นเดียวกัน นั่นคือ การไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม

ฝั่งหนึ่งคือ ขั้วสีดำ ที่นำเสนอผลงานสตอรี่บอร์ดที่วาดด้วยชาร์โคลจำนวน 45 ภาพ ผลงานของ บุญเชิด เข็มเงิน นักวาดสตอรี่บอร์ดมืออาชีพ ผู้ยังคงยึดมั่นในการวาดภาพด้วยมือ ถ่ายทอดปัญหาสังคมผ่านลายเส้นที่ดุดันและดิบ สะท้อนอีกด้านของเรื่องราวความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

ขณะที่อีกฝั่งคือ ขั้วสีสัน กับผลงานของจาริณี ที่ใช้สีสันสดใสจัดจ้านในแบบฉบับของเธอ โดยนอกจากเรื่องราวของผู้บริโภคแล้ว จาริณียังขยายการวาดภาพไปยังกลุ่มนักขับเคลื่อนสังคมที่มีบทบาทในการตั้งคำถามและผลักดันการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็นผลงานภาพไม่เหมือน 150 ภาพ จากบุคคล 150 คน

ภาพแต่ละภาพจึงเป็นเสมือนบันทึกของบุคคลหนึ่งคน ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาและประเด็นทางสังคมหลากหลาย ทั้งเรื่องสิทธิผู้บริโภค ความเหลื่อมล้ำ การถูกเอาเปรียบ และเรื่องราวของผู้คนที่เลือกจะลุกขึ้นมาส่งเสียงให้กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าควรได้รับการแก้ไข

การวางผลงานศิลปะสองขั้วไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงเปรียบเสมือนการพาผู้ชมเดินผ่านด้านมืดของปัญหา ไปสู่พลังของการลุกขึ้น ต่อสู้ ส่งเสียง จากเรื่องราวที่ชวนตั้งคำถามและสะท้อนบาดแผลของสังคม สู่ใบหน้าหลากสีสันของผู้คนที่ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้เสียหาย แต่ต้องการให้เสียงของตัวเองได้รับการรับฟัง

จาริณี กล่าวว่า “SPEAK UP ไม่ใช่แค่การบ่นหรือโพสต์ระบายในโซเชียล แต่คือการรู้ว่าเรามีสิทธิ แล้วกล้าที่จะใช้สิทธินั้น ถ้าเกิดความไม่เป็นธรรมแล้วทุกคนเงียบ สุดท้ายก็จะกลายเป็นสิ่งที่สังคมคุ้นชินและยอมรับไปโดยไม่รู้ตัว เราไม่ได้หวังว่าคนเดินออกจากนิทรรศการนี้แล้วจะต้องไปเป็นนักต่อสู้ทุกคน แต่อยากให้กลับไปพร้อมความรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดกับเขา เขาไม่จำเป็นต้องยอมจำนน และเสียงของคนธรรมดามีความหมาย โดยเฉพาะเมื่อเสียงเหล่านั้นมารวมกัน”

นิทรรศการครั้งนี้ยังมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากงานแสดงศิลปะทั่วไป เพราะศิลปินทั้งสองตั้งใจไม่จำหน่ายผลงาน โดยบุญเชิดเลือกมอบผลงานทั้งหมดให้สภาองค์กรของผู้บริโภคนำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนงานเพื่อผู้บริโภค ขณะที่ผลงานของจาริณีจะมอบให้แก่บุคคลเจ้าของเรื่อง เพื่อแทนคำขอบคุณที่พวกเขาเปิดเผยประสบการณ์ตัวเอง เพื่อให้เสียงเหล่านั้นถูกส่งออกไปสู่สังคม

“SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” จึงเป็นมากกว่านิทรรศการศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนประสบการณ์ของคนธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะ พร้อมทั้งชวนทุกคนให้หันมามองปัญหา ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรม และทบทวนว่าเราจะเลือกเงียบ หรือจะ SPEAK UP

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการ 3 ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์
“SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” นิทรรศการศิลปะที่ชวน “ลุกขึ้น ต่อสู้ ส่งเสียง” เพื่อทวงคืนสิทธิของตัวเอง

ครั้งแรกกับการนำความไม่เป็นธรรมมาสื่อสาร ผ่านงานศิลปะ 2 สไตล์ ที่ต่างกันสุดขั้ว เมื่อความไม่เป็นธรรมบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่อาจซ่อนอยู่ในค่าไฟห้องเช่าที่แพงเกินจริง สายสื่อสารห้อยระโยงระยางที่อันตรายต่อชีวิต ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายเกือบครึ่งของค่าแรง หรือเงินเก็บที่หายไปเพราะเพจปลอมบนโลกออนไลน์ หลายเรื่องเกิดขึ้นแล้วผ่านไป ขณะที่เสียงร้องเรียนของผู้คนดังขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายไปเช่นกัน

จากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องราวเหล่านี้ยังคงมีคนมองเห็น และเสียงของคนที่ถูกเอาเปรียบยังมีคนได้ยิน จึงเกิดเป็น “SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” นิทรรศการศิลปะที่นำเรื่องราวของผู้คนมาถ่ายทอดผ่านภาพวาด พร้อมชวนผู้ชมตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมใกล้ตัว และตระหนักว่า เมื่อเกิดปัญหา เราไม่จำเป็นต้อง “ยอมจำนน” อีกต่อไป

หนึ่งในศิลปินผู้สร้างสรรค์นิทรรศการนี้ คือ จาริณี เมธีกุล โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ด้านสังคมและผู้ก่อตั้งสตูดิโอศิลปะ 21/3 STUDIO ตลอดเส้นทางการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภคและการผลิตรายการสัมภาษณ์ในแนว Hard Talk ทำให้จาริณีได้รับฟังเรื่องราวของผู้คนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนและถูกเอาเปรียบ

จากความหลงใหลในงานศิลปะ จาริณีจึงนำการวาดภาพมาเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวเหล่านั้น เธอเริ่มวาดภาพบุคคลไปพร้อมกับการสัมภาษณ์ รับฟังเรื่องราว และจดประโยคหรือความรู้สึกสำคัญลงบนภาพ เพื่อเก็บทั้ง “ใบหน้า” และ “เสียง” ของเจ้าของเรื่องไว้ วิธีการทำงานนี้นำไปสู่ผลงานภาพวาดที่ไม่ได้เป็นเพียงภาพบุคคล แต่เป็นภาพแทนเรื่องราว ประสบการณ์ และเสียงของผู้คนที่ต้องการสื่อให้สังคมได้รับรู้

จาริณี เล่าว่า “ตอนทำรายการโทรทัศน์ เรารู้สึกว่าพอออนแอร์จบ เรื่องก็ผ่านไป แต่ความเดือดร้อนของคนไม่ได้จบตามรายการ เลยคิดว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้ยังอยู่ต่อ ส่วนตัวเป็นคนชอบวาดหน้าคนอยู่แล้ว พอได้ฟังเขาเล่า เราก็เริ่มวาดไปพร้อมกับการสัมภาษณ์ บางประโยคที่ได้ยินมันแรงมาก แต่มันก็จริงมาก จนรู้สึกว่าต้องรีบจดลงไปในภาพ เพราะไม่อยากให้ความรู้สึกตรงนั้นหายไป”

สำหรับชื่อ “SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” ได้รับแรงบันดาลใจจาก สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่มักพูดถึงการทำงานเพื่อปกป้องผู้บริโภคว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน เพราะหากผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรอง ก็ยากที่จะได้รับสิทธิหรือความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน

นิทรรศการครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งเปิดโอกาสให้นำประสบการณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคมาถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ รวมถึงช่วยประสานกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในการจัดแสดงผลงาน

อีกหนึ่งความพิเศษของนิทรรศการนี้อยู่ที่การออกแบบพื้นที่จัดแสดง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ที่มีรูปแบบแตกต่างกันสุดขั้ว แต่กลับมาบรรจบกันในประเด็นเดียวกัน นั่นคือ การไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรม

ฝั่งหนึ่งคือ ขั้วสีดำ ที่นำเสนอผลงานสตอรี่บอร์ดที่วาดด้วยชาร์โคลจำนวน 45 ภาพ ผลงานของ บุญเชิด เข็มเงิน นักวาดสตอรี่บอร์ดมืออาชีพ ผู้ยังคงยึดมั่นในการวาดภาพด้วยมือ ถ่ายทอดปัญหาสังคมผ่านลายเส้นที่ดุดันและดิบ สะท้อนอีกด้านของเรื่องราวความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม

ขณะที่อีกฝั่งคือ ขั้วสีสัน กับผลงานของจาริณี ที่ใช้สีสันสดใสจัดจ้านในแบบฉบับของเธอ โดยนอกจากเรื่องราวของผู้บริโภคแล้ว จาริณียังขยายการวาดภาพไปยังกลุ่มนักขับเคลื่อนสังคมที่มีบทบาทในการตั้งคำถามและผลักดันการเปลี่ยนแปลง จนเกิดเป็นผลงานภาพไม่เหมือน 150 ภาพ จากบุคคล 150 คน

ภาพแต่ละภาพจึงเป็นเสมือนบันทึกของบุคคลหนึ่งคน ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาและประเด็นทางสังคมหลากหลาย ทั้งเรื่องสิทธิผู้บริโภค ความเหลื่อมล้ำ การถูกเอาเปรียบ และเรื่องราวของผู้คนที่เลือกจะลุกขึ้นมาส่งเสียงให้กับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าควรได้รับการแก้ไข

การวางผลงานศิลปะสองขั้วไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงเปรียบเสมือนการพาผู้ชมเดินผ่านด้านมืดของปัญหา ไปสู่พลังของการลุกขึ้น ต่อสู้ ส่งเสียง จากเรื่องราวที่ชวนตั้งคำถามและสะท้อนบาดแผลของสังคม สู่ใบหน้าหลากสีสันของผู้คนที่ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้เสียหาย แต่ต้องการให้เสียงของตัวเองได้รับการรับฟัง

จาริณี กล่าวว่า “SPEAK UP ไม่ใช่แค่การบ่นหรือโพสต์ระบายในโซเชียล แต่คือการรู้ว่าเรามีสิทธิ แล้วกล้าที่จะใช้สิทธินั้น ถ้าเกิดความไม่เป็นธรรมแล้วทุกคนเงียบ สุดท้ายก็จะกลายเป็นสิ่งที่สังคมคุ้นชินและยอมรับไปโดยไม่รู้ตัว เราไม่ได้หวังว่าคนเดินออกจากนิทรรศการนี้แล้วจะต้องไปเป็นนักต่อสู้ทุกคน แต่อยากให้กลับไปพร้อมความรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งเรื่องเหล่านี้เกิดกับเขา เขาไม่จำเป็นต้องยอมจำนน และเสียงของคนธรรมดามีความหมาย โดยเฉพาะเมื่อเสียงเหล่านั้นมารวมกัน”

นิทรรศการครั้งนี้ยังมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างจากงานแสดงศิลปะทั่วไป เพราะศิลปินทั้งสองตั้งใจไม่จำหน่ายผลงาน โดยบุญเชิดเลือกมอบผลงานทั้งหมดให้สภาองค์กรของผู้บริโภคนำไปใช้ต่อยอดขับเคลื่อนงานเพื่อผู้บริโภค ขณะที่ผลงานของจาริณีจะมอบให้แก่บุคคลเจ้าของเรื่อง เพื่อแทนคำขอบคุณที่พวกเขาเปิดเผยประสบการณ์ตัวเอง เพื่อให้เสียงเหล่านั้นถูกส่งออกไปสู่สังคม

“SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน” จึงเป็นมากกว่านิทรรศการศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนประสบการณ์ของคนธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะ พร้อมทั้งชวนทุกคนให้หันมามองปัญหา ตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรม และทบทวนว่าเราจะเลือกเงียบ หรือจะ SPEAK UP

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ SPEAK UP - ไม่ยอมจำนน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ห้องนิทรรศการ 3 ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

แหล่งที่มาข่าวและภาพ ผู้จัดการออนไลน์

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Shutter We Gallery&Home โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ส่งข้อความของคุณถึง Shutter We Gallery&Home:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่