ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม

ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม ศูนย์วัฒนธรรม และการเรียนรู้อิสลาม

15/05/2026

ถ่ายทอดสด เสวนาวิชาการครั้งสำคัญ 78 ปีโศกนาฏกรรมนักบะห์: จากโศกนาฏกรรมนักบะห์ สู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ กาซ่า

ร่วมวิเคราะห์และทบทวนประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ "นักบะห์" (NAKBA) หรือวันแห่งความหายนะ

เมื่อชาวปาเลสไตน์ต้องสูญเสียแผ่นดินเกิด พร้อมร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ชาวปาเลสไตน์ในกาซ่ากำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน

🗓 วัน/เวลา: วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 - 16.00 น.
สถานที่: ณ ห้อง VIP มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

🎙 วิทยากรและผู้ร่วมเสวนา
นายแพทย์อนันต์ชัย ไทยประทาน ประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร
ดำเนินรายการโดย: รศ.ดร.ศราวุฒิ อารีย์

🤝 จัดโดย: ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และสภาองค์การมุสลิมแห่งประเทศไทย
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกันครับ!

#ปาเลสไตน์ #โศกนาฏกรรมนักบะห์ #วิกฤตมนุษยธรรม #กาซ่า #เสวนาวิชาการ ดูน้อยลง

📢 ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญ "78 ปีโศกนาฏกรรมนักบะห์: จากโศกนาฏกรรมนักบะห์ สู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ กาซ่า"ร่วมวิ...
15/05/2026

📢 ขอเชิญร่วมงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญ "78 ปีโศกนาฏกรรมนักบะห์: จากโศกนาฏกรรมนักบะห์ สู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ กาซ่า"
ร่วมวิเคราะห์และทบทวนประวัติศาสตร์ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ "นักบะห์" (NAKBA) หรือวันแห่งความหายนะ
เมื่อชาวปาเลสไตน์ต้องสูญเสียแผ่นดินเกิด พร้อมร่วมอภิปรายและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ชาวปาเลสไตน์ในกาซ่ากำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน
🗓 กำหนดการจัดงาน
วัน/เวลา: วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 - 16.00 น.
สถานที่: ณ ห้อง VIP มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
🎙 วิทยากรและผู้ร่วมเสวนา
นายแพทย์อนันต์ชัย ไทยประทาน ประธานสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี
ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร
ดำเนินรายการโดย: รศ.ดร.ศราวุฒิ อารีย์
👥 กลุ่มเป้าหมาย: เปิดรับผู้แทนองค์กรภาคเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ จำนวนจำกัด 70 ท่าน
📝 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ผ่านลิงก์ด้านล่าง:
👉 https://forms.gle/xwZKHYsP7hWn3ku16
🤝 จัดโดย: ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และสภาองค์การมุสลิมแห่งประเทศไทย
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกันครับ!
#ปาเลสไตน์ #โศกนาฏกรรมนักบะห์ #วิกฤตมนุษยธรรม #กาซ่า #เสวนาวิชาการ

14/05/2026

กองทุนซะกาตและการกุศล
มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
______________________
กองทุนซะกาตและการกุศล ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการทรัพย์สินตามหลักการอิสลาม
เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนมุสลิมผ่านโอกาสทางการศึกษา
กองทุนนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดสรรซะกาตตามเจตนารมณ์ทางศาสนา
แต่ยังมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการเปลี่ยนสถานะของบุคคลจาก "ผู้รับ"
ให้กลายเป็น "ผู้ให้" กลับคืนสู่สังคมในอนาคต ด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส
และการมุ่งเน้นทุนการศึกษาแบบต่อเนื่องจนจบระดับปริญญาตรี
กองทุนได้พิสูจน์ความสำเร็จผ่านจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาและผลตอบรับเชิงบวกจากชุมชน
โดยตั้งเป้าเป็นต้นแบบให้แก่องค์กรสังคมสงเคราะห์อื่น ๆ ในประเทศไทย

28/04/2026
การบริหารจัดการศึกษาอิสลามในมาเลเซียสู่ยุคสมัยใหม่โดย ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม______________________หากพูดถึง "...
20/04/2026

การบริหารจัดการศึกษาอิสลามในมาเลเซียสู่ยุคสมัยใหม่
โดย ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม
______________________
หากพูดถึง "โรงเรียนปอเนาะ" หรือ "การศึกษาศาสนา" หลายคนคงนึกภาพกระท่อมไม้เรียบง่าย เด็กๆ ท่องตำราโบราณ และวิถีชีวิตที่แทบไม่มีความเชื่อมโยงกับโลกภายนอก แต่ที่มาเลเซีย ภาพจำเหล่านั้นเปลี่ยนไปมากแล้ว ระบบการศึกษาศาสนาของเขาวิวัฒนาการจนผสานความศรัทธาเข้ากับเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์การสร้างชาติได้อย่างน่าสนใจ
ผมอยากพาทุกคนไปดูว่าระบบการศึกษาอิสลามของมาเลเซียไปถึงไหนแล้ว ผ่าน 5 ประเด็นที่คิดว่าน่าเรียนรู้ที่สุด

1. "กัปตันสองคน" – ใครเป็นเจ้าของการศึกษาศาสนา?
เบื้องหลังระบบการศึกษามาเลเซียมีแรงดึงที่น่าสนใจมาก คือการต้องรักษาสมดุลระหว่างสองฝั่งพร้อมกัน ฝั่งหนึ่งคืออำนาจเหนือกิจการศาสนาของแต่ละรัฐ ซึ่งองค์สุลต่านและสภาศาสนาอิสลาม (MAIN) เป็นผู้ถือ อีกฝั่งคือเงินงบประมาณจากรัฐบาลกลางที่ไหลผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสองฝั่งต่างก็มีอำนาจและความชอบธรรมของตัวเอง
ในอดีตความขัดแย้งนี้ทำให้โลกศาสนาและโลกวิชาการแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่มาเลเซียแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกที่เรียกว่า SABK ซึ่งง่ายๆ คือรัฐบาลกลางออกเงินเดือนครูและงบรายหัวนักเรียน ส่วนรัฐยังคงถือครองที่ดินและทรัพย์สินของโรงเรียนไว้เอง แบ่งกันชัดเจน ไม่มีใครต้องเสียหน้า แต่ได้ผลจริง

2. ไม่ใช่แค่ "คนท่องจำ" – แต่เป็น "มืออาชีพที่ท่องจำอัลกุรอานได้"
มาเลเซียตั้งเป้าไว้ใหญ่มาก เขาต้องการผลิต "วิชาชีพฮุฟฟาซ" จำนวน 125,000 คน ภายในปี 2050 ฟังดูเหมือนตัวเลขกลมๆ แต่มีความหมายชัดเจน นั่นคือคนที่ท่องจำอัลกุรอานได้ครบ 30 ยุซ และในเวลาเดียวกันก็เป็นแพทย์ วิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์ได้ด้วย
โครงการ TMUA ที่รองรับเป้าหมายนี้เริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กอายุ 3-9 ขวบ บนแนวคิด Andalusia 2.0 ที่วางไว้ 3 ขา คือการเข้าถึงอัลกุรอาน การมีความรู้รอบด้านในวิชาสามัญ และทักษะคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ฟังแล้วชวนคิดว่า ถ้าทำได้จริง นี่คือการเปลี่ยนนิยาม "คนศาสนา" ไปโดยสิ้นเชิง

3. เครือข่ายโรงเรียนของพรรคการเมือง – เมื่อ PAS สร้างระบบการศึกษาของตัวเอง
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือพรรค PAS ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้รอให้รัฐบาลทำให้ แต่สร้างระบบโรงเรียนของตัวเองตั้งแต่อนุบาล (PASTI) ประถม (SRITI) ไปจนถึงมัธยม (SMITI) และบริหารอย่างเป็นระบบ มีตัวชี้วัดชัดเจน
ในระดับอนุบาลเขาใช้แนวคิด "5C" เพื่อสร้างเด็กที่ "เก่งและดี" ได้แก่ ความรอบรู้อัลกุรอาน การอ่านออกเขียนได้ ความฉลาดทางสติปัญญา ไหวพริบและสุขภาพ และบุคลิกภาพที่ดี ฟังดูธรรมดา แต่ที่น่าสนใจคือโรงเรียนเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากชุมชนจนรัฐบาลกลางเองก็ต้องยอมรับการมีอยู่ของมัน นั่นสะท้อนว่าคุณภาพพิสูจน์ตัวเองได้

4. STAM – ใบประกาศนียบัตรศาสนาที่ใช้สมัครงานราชการได้
นี่อาจเป็นประเด็นที่ปฏิบัติได้จริงที่สุด มาเลเซียพัฒนาหลักสูตร STAM ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรในอียิปต์ และที่ทำให้มันต่างจากใบประกาศนียบัตรศาสนาทั่วไปคือ กรมบริการสาธารณะ (JPA) รับรองให้เทียบเท่า A-Level ได้เลย หมายความว่าถ้าเรียนจบ STAM ก็สมัครงานราชการหรือเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาอื่นได้ โดยไม่ต้องกลับไปเรียนสายสามัญใหม่
เนื้อหาการสอบมี 10 รายวิชาที่ล้วนเป็นภาษาอาหรับ ตั้งแต่การท่องจำอัลกุรอาน นิติศาสตร์ ตรรกวิทยา ตัฟสีร หะดีษ ไวยากรณ์ วรรณคดี ไปจนถึงวาทศิลป์ ไม่ใช่หลักสูตรง่ายๆ แต่เมื่อผ่านแล้ว ประตูที่เปิดไม่ต่างจากคนที่เรียนสายสามัญเลย

5. "ปอเนาะสมัยใหม่" – เมื่อสถาบันศาสนาต้องเลี้ยงตัวเองได้
ปอเนาะในมาเลเซียหลายแห่งไม่ได้รอรับเงินบริจาคอย่างเดียวอีกต่อไป ตัวอย่างที่ชัดคือ Pondok Moden Al-Saadah ในยะโฮร์บารู ที่สอนทั้งวิชาสามัญและศาสนาในสัดส่วน 60:40 และยังริเริ่มโครงการ "Ziarah Al-Quran" แปลงสถาบันการศึกษาให้กลายเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ สถาบันได้รายได้ ชุมชนได้ประโยชน์ ฟังดูง่าย แต่ต้องการวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการที่ดีจริงๆ

บทสรุป: ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างศรัทธากับความทันสมัย
สิ่งที่มาเลเซียพิสูจน์ให้เห็นคือ การศึกษาศาสนาไม่ต้องอยู่คนละโลกกับวิชาสามัญหรือเทคโนโลยี ถ้ามีโครงสร้างสถาบันที่ดีพอ มีนโยบายที่ชัดเจน และมีเป้าหมายร่วมกัน ก็ทำให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันได้
แนวคิดของ Syed Naquib Al-Attas ที่ว่าไม่ต้องปฏิเสธความรู้สมัยใหม่ แต่ให้นำมาสังเคราะห์กับรากฐานอิสลามผ่านจริยธรรม การบ่มเพาะ และการถ่ายทอดความรู้ เป็นสิ่งที่มาเลเซียนำมาลองทำจริง และผลที่เห็นในปัจจุบันก็ชี้ว่าแนวทางนี้ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎี
ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับทุกจุดหรือไม่ บทเรียนจากมาเลเซียก็ยังเป็นกรณีศึกษาที่คุ้มค่าแก่การศึกษา โดยเฉพาะสำหรับสังคมที่กำลังถามตัวเองว่า จะรักษาอัตลักษณ์และก้าวทันโลกไปพร้อมกันได้อย่างไร

 #มัสยิดต้นสนจัดงานยิ่งใหญ่26เมษายน2569 มัสยิดต้นสนจัดใหญ่ทั้งระบบแสง สี เสียง และฮอลโลแกรม ให้เห็นภาพการเสด็จเยือนมัสยิ...
17/04/2026

#มัสยิดต้นสนจัดงานยิ่งใหญ่
26เมษายน2569 มัสยิดต้นสนจัดใหญ่ทั้งระบบแสง สี เสียง และฮอลโลแกรม ให้เห็นภาพการเสด็จเยือนมัสยิดต้นสน ชมเก้าอี้พระที่นั่งประวัติศาสตร์ ประมวลภาพประวัติศาสตร์ vdoการกำเนิดมัสยิดต้นสนและเรื่องเล่าจากผู้อาวุโสที่น่าสนใจอีกมากมาย

#ผู้สนใจประวัติศาตร์ไม่มาถือว่าพลาด
ในงานมีร้านอาหารอร่อยจำหน่ายหลายสิบร้าน อ่านกำหนดการแล้วรีบมานะครับ มัสยิดจัดที่จอดรถได้กว่า100คัน รถไฟฟ้าที่สถานีอิสรภาพเดินไม่กีนาที ไปเจอกันนะครับ #ฝากเพื่อนๆช่วยแชร์ด้วย ขอบคุณครับ

พลวัตการก่อตัวของพื้นที่ปิดล้อมทางวัฒนธรรมชาวยิวในแหล่งท่องเที่ยวไทย: บทวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้าง ภูมิรัฐศาสตร์ และน...
16/04/2026

พลวัตการก่อตัวของพื้นที่ปิดล้อมทางวัฒนธรรมชาวยิวในแหล่งท่องเที่ยวไทย: บทวิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้าง ภูมิรัฐศาสตร์ และนัยต่อสังคมมุสลิมไทยในอนาคต

บทนำ: ภูมิทัศน์ใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์ระดับจุลภาคในประเทศไทย
การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่และโครงสร้างประชากรแฝงในแหล่งท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมวิทยาและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง การหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวยิวและพลเมืองสัญชาติอิสราเอล ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นเพียงกลุ่มนักเดินทางระยะสั้น (Backpackers) ได้เกิดพลวัตการเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญไปสู่การสร้าง "พื้นที่ปิดล้อมทางวัฒนธรรม" (Cultural Enclaves) และการตั้งรกรากแบบกึ่งถาวร ปรากฏการณ์นี้มิได้จำกัดขอบเขตอยู่เพียงผลกระทบในมิติทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือข้อพิพาทระดับชุมชนท้องถิ่นเท่านั้น ทว่ายังสร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ โครงสร้างทางสังคมระดับชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริบทของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย
ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างรัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์ ตลอดจนเครือข่ายกลุ่มตัวแทนทางการทหาร (Proxies) เช่น กลุ่มฮามาสและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กำลังทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างจนดึงเอาตัวแสดงระดับโลกอย่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเปิดเผย การปรากฏตัวอย่างหนาแน่นของอดีตเจ้าหน้าที่และทหารกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces - IDF) ในพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของไทย ได้ส่งผลให้ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์และการทหารที่เคยอยู่ห่างไกลในเชิงภูมิศาสตร์ ถูกดึงเข้ามาซ้อนทับกับวิถีชีวิตประจำวันของพลเมืองไทย
รายงานการวิจัยฉบับนี้มุ่งทำการวิเคราะห์เชิงลึกอย่างรอบด้าน (Exhaustive Analysis) ถึงกระบวนการสร้างถิ่นฐานของชาวยิวในพื้นที่นำร่อง พฤติกรรมเชิงพื้นที่ การก้าวล่วงบรรทัดฐานทางสังคม และข้อพิพาททางกฎหมาย ตลอดจนวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวโน้มผลกระทบขั้นทุติยภูมิและตติยภูมิ (Second and Third-order Effects) ที่จะเกิดขึ้นต่อโครงสร้างความรู้สึก อุดมการณ์ สภาพเศรษฐกิจ และความมั่นคงของสังคมมุสลิมไทยในอนาคต โดยพิจารณาภายใต้กรอบคิดทฤษฎีความมั่นคงแบบผสมผสาน (Hybrid Security) และพลวัตพหุวัฒนธรรม

พลวัตการขยายตัวและโครงสร้างของชุมชนชาวยิวในพื้นที่เป้าหมาย
จากจุดแวะพักทางจิตวิญญาณสู่การสร้างระบบนิเวศเชิงพื้นที่ (Spatial Ecosystem)
ประวัติศาสตร์การเข้ามาและรวมกลุ่มของชาวยิวและพลเมืองอิสราเอลในประเทศไทย ปรากฏรูปร่างอย่างเป็นทางการและเป็นระบบผ่านการก่อตั้งเครือข่าย "ศูนย์คาบัด" (Chabad House) ซึ่งดำเนินการโดยขบวนการ Chabad-Lubavitch ศูนย์แห่งแรกก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2536 ปัจจุบันเครือข่ายศูนย์คาบัดได้ขยายสาขาครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทั่วประเทศถึง 7 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย พัทยา เกาะพะงัน กรุงเทพมหานคร และอำเภอปาย
การขยายตัวระดับประเทศนี้มิได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนศาสนสถาน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศเชิงพื้นที่ที่ครบวงจร (Comprehensive Spatial Ecosystem) ซึ่งประกอบด้วยบริการที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตชาวยิวอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ร้านอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโคเชอร์ (Kosher) ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัยแบบปิด ในพื้นที่อย่างเกาะพะงัน ปัจจุบันได้เกิดการรวมกลุ่มของครอบครัวชาวอิสราเอลแบบพำนักระยะยาวมากกว่า 200 ครอบครัว ประกอบกับมีรายงานข้อร้องเรียนรุนแรงว่า มีการใช้ตัวแทน (Nominee) กว้านซื้อที่ดินติดทะเล ตัดไม้ทำลายป่า และก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อขายต่อให้ชาวอิสราเอลด้วยกันเอง รวมถึงมีการตั้งโรงเรียนนานาชาติที่มีสัดส่วนนักเรียนอิสราเอลสูงถึงร้อยละ 90 นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจกลายเป็นแหล่งกบดานของผู้หลบหนีคดีจากอิสราเอลอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นอำเภอขนาดเล็ก กลับต้องเผชิญกับคลื่นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลสะสมกว่า 31,735 คนต่อปี การขยายตัวของกลุ่มนักเดินทางนี้ได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นผลพวงโดยตรงจากการหนีภัยความรุนแรงจากสงคราม โดยเยาวชนอิสราเอลจำนวนมากเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่พักพิงภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจทางการทหารในกองทัพอิสราเอล
การเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์กายภาพและข้อพิพาทเชิงสัญลักษณ์ระดับท้องถิ่น
การลงหลักปักฐานของกลุ่มชาวอิสราเอลแสดงออกอย่างเด่นชัดผ่านการดัดแปลงภูมิทัศน์กายภาพ ศูนย์คาบัดในอำเภอปายตั้งอยู่บริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรปาย โดยมีนาย Menachem Mendel Zajac เป็นผู้ดูแล ซึ่งแม้จะมีการระบุว่าได้จดทะเบียนร่วมกับพลเมืองชาวไทยอย่างถูกต้องแล้ว แต่การสร้างกำแพงความปลอดภัยระดับสูง ประกอบกับการใช้นโยบายที่ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอก (รวมถึงชาวไทย) เข้าพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยภายหลังเกิดเหตุลอบสังหารพลเมืองอิสราเอลในอินเดีย ได้สร้างความตึงเครียดในหมู่ชุมชนท้องถิ่น
สภาวะความไม่ไว้วางใจนี้นำไปสู่การแพร่สะพัดของข่าวลือว่าชาวยิวกำลังพยายามยึดครองพื้นที่อำเภอปาย โดยปรากฏการใช้วาทกรรมเชิงประชดประชันอย่าง "Pai-lestine" (ปาย-เลสไตน์) ผ่านการพ่นสีสเปรย์ รัฐบาลไทย นำโดยนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ต้องออกแถลงการณ์สยบข่าวลือเรื่องการครอบครองพื้นที่ และยืนยันว่าข่าวลือเรื่องชาวยิว 30,000 คนมาตั้งถิ่นฐานนั้นเป็นเพียงตัวเลขนักท่องเที่ยวสะสมตลอดทั้งปี ไม่ใช่ผู้พำนักถาวร

ปรากฏการณ์ปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม: การก้าวล่วงบรรทัดฐานและรอยร้าวในชุมชน
ปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ความตึงเครียดปะทุขึ้นในชีวิตประจำวัน คือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลบางกลุ่ม ซึ่งนำไปสู่ปรากฏการณ์ "การปะทะกันทางวัฒนธรรม" (Culture Clash)
การเพิกเฉยต่อบรรทัดฐาน "ความเกรงใจ" และการปะทะกับโครงสร้างสังคมไทย
รูปแบบพฤติกรรมที่แข็งกร้าว ได้เข้าปะทะโดยตรงกับค่านิยม "ความเกรงใจ" ของสังคมไทย ผู้ประกอบการท้องถิ่นในอำเภอปายต้องเผชิญกับพฤติกรรม "กินแล้วหนี" (Dine and Dash) ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพนักงานชาวไทยที่มีรายได้เพียงวันละ 300 บาท แต่ต้องมารับภาระจากบิลค่าอาหารหลักร้อยหรือหลักพันบาทที่นักท่องเที่ยวไม่ยอมจ่าย นอกจากนี้ ศูนย์คาบัดในปายมักมีกิจกรรมทางศาสนาและงานรื่นเริงที่มีดนตรีเสียงดังในวันศุกร์ถึงเสาร์ ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นสะท้อนว่าการที่ศูนย์ฯ ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยอย่างใกล้ชิด อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แสดงพฤติกรรมกร่างและไม่เกรงใจคนท้องถิ่น
ในพื้นที่เกาะพะงัน เกิดเหตุการณ์ไวรัลในโซเชียลมีเดียเมื่อนักท่องเที่ยวอิสราเอลรายหนึ่งปฏิเสธการถอดรองเท้าและงดสูบบุหรี่ในร้านอาหาร พร้อมกล่าวตอบโต้พนักงานชาวไทยว่า "เงินของฉันสร้างประเทศของคุณ" (My money builds your country) ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่อินเทอร์เน็ตไทย ยิ่งไปกว่านั้น ทางการอำเภอเกาะพะงันยังได้ดำเนินการเพิกถอนวีซ่านักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอล 3 ราย ที่เดินถือธงสัญลักษณ์ทางศาสนาและพยายามจัดกิจกรรมรวมกลุ่มผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp เนื่องจากมองว่าเป็นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
จุดแตกหักที่นำไปสู่ความสนใจระดับชาติเกิดขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล 4 ราย แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบุกรุกห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลปาย นำไปสู่การเพิกถอนวีซ่าและผลักดันออกนอกราชอาณาจักรไทย การสะสมของเหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ เช่น การแขวนป้าย "No Israel Here" จนสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลต้องออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองของตนให้เคารพบรรทัดฐานทางสังคมของไทย

การวิเคราะห์ผลกระทบเชิงซ้อนต่อสังคมมุสลิมไทย
ปรากฏการณ์นี้มิสามารถถูกจำกัดความอยู่เพียงความขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนได้อีกต่อไป หากแต่มีแนวโน้มที่จะแผ่อิทธิพลต่อสังคมมุสลิมในประเทศไทยในมิติต่างๆ ดังนี้
1. ความแตกแยกทางอุดมการณ์ที่สะท้อนผ่านพื้นที่ระดับท้องถิ่น
สภาวะปัจจุบันสะท้อนให้เห็นรอยร้าวทางอุดมการณ์ ในขณะที่ประชากรไทยกระแสหลักให้ความสนใจต่อแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มฮามาส สังคมมุสลิมไทยมีความผูกพันทางอุดมการณ์กับชาวปาเลสไตน์ การปรากฏตัวของอดีตทหารอิสราเอลที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยอย่างเสรี ถือเป็นการสร้างความรู้สึกขัดแย้งทางศีลธรรมอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกันการที่รัฐไทยให้การคุ้มครองพื้นที่ยิว อาจถูกตีความว่าเป็นการให้สิทธิพิเศษ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยกในมวลชนมุสลิม
2. ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจชุมชนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฮาลาล
ประเทศไทยมีเป้าหมายในการยกระดับอุตสาหกรรมฮาลาล โดยสำนักจุฬาราชมนตรีได้มีความพยายามร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่ตลาดโลกอย่างแข็งขัน ทว่าการขยายถิ่นฐานและเศรษฐกิจแบบปิดของชาวอิสราเอลในภาคใต้ อาจก่อให้เกิดการทับซ้อนและแย่งชิงพื้นที่เชิงพาณิชย์กับเป้าหมายการท่องเที่ยวฮาลาล หากภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวเต็มไปด้วยพื้นที่ของอดีตทหาร IDF อาจเกิดกระแสบอยคอตทางเศรษฐกิจจากนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก ซึ่งจะสร้างความสูญเสียต่อผู้ประกอบการชาวไทยมุสลิมอย่างมาก
3. ความเสี่ยงต่อการถูกตีตราทางสังคม
หากกลุ่มชาวมุสลิมไทยเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านศูนย์คาบัดร่วมกับชาวบ้านท้องถิ่น ประเด็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจจะถูกสื่อกระแสหลักบรรจุเข้าสู่วาทกรรม "การต่อต้านชาวยิว (Antisemitism)" ทันที ซึ่งจะนำไปสู่การเหมารวม (Stereotyping) ตีตราว่าชาวมุสลิมเป็นภัยคุกคามทางความมั่นคง ริดรอนพื้นที่ทางสังคมของมุสลิมไทยที่ต้องการแสดงออกเชิงสันติ

ภัยคุกคามด้านความมั่นคงระดับชาติและข้อกังขาทางกฎหมาย
ประเด็นที่ยกระดับความอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐไทย คือผลกระทบที่อาจลุกลามจากการที่พื้นที่เหล่านี้กลายเป็น "สัญลักษณ์ของผลประโยชน์อิสราเอล" บนผืนแผ่นดินไทย
ข้อกังขาทางกฎหมายและการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐ
การตั้งศูนย์คาบัดนำมาซึ่งคำถามถึงความเท่าเทียมทางกฎหมาย นาย นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การขออนุมัติสร้างมัสยิดของชาวมุสลิมต้องมีการรวมตัวกันของครอบครัวถึง 5 ครอบครัว แต่กระบวนการทางกฎหมายใดที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวอิสราเอลสามารถเปิดศูนย์คาบัดได้ และศาสนายูดายได้จดทะเบียนกับกรมการศาสนาอย่างถูกต้องหรือไม่
ประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่ออำนาจอธิปไตยของรัฐ คือปรากฏการณ์ที่ศูนย์คาบัดหลายแห่งไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ใช่ชาวอิสราเอล รวมถึง "เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของไทย" เข้าไปในพื้นที่ นำไปสู่การต้องจัดประชุมหารือร่วมกันระหว่างผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และนาย Avi Bitton ที่ปรึกษาอาวุโสสภาความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล เพื่อแก้ไขปัญหาการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ และรับมือกับการทำธุรกิจผิดกฎหมายของชาวอิสราเอล การกระทำที่คล้ายกับการสร้าง "รัฐซ้อนรัฐ" เช่นนี้ สร้างความสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพภายในอย่างมาก
การเป็นเป้าหมายสำหรับการก่อการร้ายข้ามชาติ
ความเสี่ยงด้านการก่อการร้ายข้ามชาติปรากฏภาพชัดเจนขึ้นเมื่อมีรายงานว่า ตำรวจไทยและหน่วยสืบราชการลับต้องสั่งเฝ้าระวังแผนการโจมตีนักท่องเที่ยวอิสราเอลในงานฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพะงัน ซึ่งเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของอิหร่าน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้สภาความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล (NSC) ต้องออกประกาศเตือนพลเมืองตนเองในไทยให้หลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนและระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด หากเกิดเหตุวินาศกรรมขึ้นจริง ชุมชนมุสลิมไทยจะตกอยู่ภายใต้การกวาดล้างและเฝ้าระวังทางกฎหมายขั้นรุนแรง และความสัมพันธ์พหุวัฒนธรรมจะพังทลายลงในทันที

การฉายภาพอนาคตเชิงยุทธศาสตร์และบทสรุป
ทิศทางที่จะเกิดขึ้นกับประชาคมมุสลิมไทยจากวิกฤตนี้ สามารถพิจารณาผ่านฉากทัศน์ทางยุทธศาสตร์ ดังนี้:
ฉากทัศน์ที่ 1: การจัดการเชิงสถาบัน (Managed De-escalation): รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ตรวจสอบการทำธุรกิจผ่านนอมินี ควบคุมศูนย์คาบัดให้อยู่ภายใต้กฎหมายไทยอย่างแท้จริง สังคมมุสลิมไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการโยงใยทางลบ
ฉากทัศน์ที่ 2: การแบ่งแยกและบอยคอตระดับท้องถิ่น: รัฐแก้ปัญหาล่าช้า นำไปสู่การรวมตัวประท้วงของชาวบ้านพุทธและมุสลิม เกิดการเผชิญหน้าบนหน้าสื่อและสร้างวาทกรรมความขัดแย้งทางศาสนา
ฉากทัศน์ที่ 3: การแตกหักทางสังคม (Worst-case): เกิดเหตุวินาศกรรมโจมตีพื้นที่สัญลักษณ์อิสราเอล สังคมมุสลิมจะถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางของความหวาดระแวง นโยบายรัฐจะกลายเป็น Security State แบบสุดขั้ว ทำลายรากฐานความสัมพันธ์ในสังคมไทย
บทสรุปการประเมินยุทธศาสตร์
พลวัตการสร้างพื้นที่ปิดล้อมของอิสราเอลในไทย คือการเคลื่อนตัวเข้าสู่ปริมณฑลของการอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่ และการก่อตัวเป็นจุดตัดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก รัฐไทยมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการยกระดับการจัดการระบบตรวจคนเข้าเมือง ปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และบังคับให้ศาสนสถานของต่างชาติต้องปฏิบัติตามกฎหมายและให้เกียรติอำนาจอธิปไตยของเจ้าหน้าที่ไทย การริเริ่มใช้มาตรการสกัดกั้นเชิงรุก ถือเป็นยุทธศาสตร์เดียวที่จะประกันความมั่นคงของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนเอกภาพของสังคมมุสลิมไทยให้ดำรงอยู่ต่อไปท่ามกลางความผันผวนของโลก

ย้อนรอยเสน่ห์ย่านเจริญกรุง: สัมผัสวิถีชุมชนสวนหลวง 1 และมัสยิดอัลอะติ๊กหากพูดถึงย่าน เจริญกรุง หลายคนอาจนึกถึงภาพของความ...
14/04/2026

ย้อนรอยเสน่ห์ย่านเจริญกรุง: สัมผัสวิถีชุมชนสวนหลวง 1 และมัสยิดอัลอะติ๊ก
หากพูดถึงย่าน เจริญกรุง หลายคนอาจนึกถึงภาพ
ของความเจริญทางธุรกิจและการค้า
แต่ใครจะรู้บ้างว่าในซอกหลืบของถนนสายนี้
ยังมีชุมชนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าซ่อนตัวอยู่
นั่นคือ ชุมชนสวนหลวง 1 ที่ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมถูกรักษาไว้อย่างงดงาม

มัสยิดอัลอะติ๊ก: ศูนย์รวมจิตใจเก่าแก่แห่งย่านเจริญกรุง
การเดินทางของเราเริ่มต้นที่ มัสยิดอัลอะติ๊ก มัสยิดแห่งแรกของชุมชน
ที่ก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2352 ในอดีตมีชื่อเดิมว่า สุเหร่าสวนหลวง ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น มัสยิดอัลอะติ๊ก ในปี พ.ศ. 2495
ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ
แต่ยังเป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ของคนในชุมชน
โดยมีการเปิดสอนหลักการศาสนาให้แก่เด็กๆ
และเยาวชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสืบทอดรากเหง้า
และปลูกฝังคุณธรรมให้กับคนรุ่นหลัง

ลิ้มรสความอร่อยริมคลอง: ตลาดนัดริมคลองสวนหลวง 1
ไฮไลท์ห้ามพลาดคือการได้ไปเยือน ตลาดนัดริมคลอง
ซึ่งจะเปิดให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือน
ที่นี่คือแหล่งรวมอาหารหายากและขนมโบราณที่สืบทอดสูตรลับจากรุ่นสู่รุ่น:

ขนมบุตู (Putu): ขนมโบราณจากอินโดนีเซีย
ทำจากข้าวบดไส้น้ำตาลมะพร้าว หอมหวาน
ทานคู่กับชากาแฟได้ลงตัว
แจงร้อน: อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่มีเอกลักษณ์ด้วยขนาดที่ใหญ่โต
เมนูซิกเนเจอร์: พลาดไม่ได้กับ ยำปลาอินทรีย์ข้าวไรซ์เบอร์รี่
ผักออร์แกนิกจากหลังบ้าน และขนมครกไข่สูตรทางใต้ที่หาทานยาก

หัวใจของชุมชน: ความอบอุ่นที่มากกว่ารสชาติอาหาร
เสน่ห์ที่แท้จริงของ ชุมชนสวนหลวง 1 ไม่ใช่แค่เรื่องของกิน
แต่คือ "ความอบอุ่นและการแบ่งปัน" ของคนในพื้นที่
ทุกคนพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง
และความซื่อสัตย์ในการทำอาหารฮาลาลที่สะอาดและใส่ใจ
ทุกขั้นตอนการปรุงสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่สวยงามของพี่น้องมุสลิม
ที่ทำให้ใครก็ตามที่แวะเวียนเข้ามาสัมผัสรู้สึกอุ่นใจ
เหมือนได้มาเยือนบ้านญาติมิตร

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้กรุงที่ให้มากกว่าความสนุก
แต่ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและอบอุ่น
อย่าลืมหาเวลาแวะไปสัมผัสเสน่ห์ที่ ชุมชนสวนหลวง 1
ย่านเจริญกรุง 103 รับรองว่าคุณจะได้ความสุขใจกลับไปอย่างแน่นอน!

เชิญร่วมกิจกรรม Workshop ล่องนาวาตามสายลม ลิ้มรสเครื่องเทศแห่งเอเชียอาคเนย์ 🚢 🌊 🗺️พบกับกิจกรรมสนทนา และ กิจกรรม Workshop...
11/04/2026

เชิญร่วมกิจกรรม Workshop ล่องนาวาตามสายลม ลิ้มรสเครื่องเทศแห่งเอเชียอาคเนย์ 🚢 🌊 🗺️
พบกับกิจกรรมสนทนา และ กิจกรรม Workshop สุดพิเศษ ✨
ชวนคุณออกเดินทางผ่าน “กลิ่น” และ “รส” ของเครื่องเทศ มรดกทางวัฒนธรรมที่เคยเป็นสินค้าล้ำค่า และมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายภูมิภาค ผ่านเส้นทางการค้าโบราณในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมเรียนรู้เรื่องราวของเครื่องเทศในมิติของอาหาร วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์จริงผ่านการลิ้มรสและลงมือทำ เชื่อมโยงระหว่างผัสสะและภูมิปัญญาจากโลกอาหรับ–เปอร์เซียสู่เอเชียอาคเนย์
📅 วันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569
🕜 เวลา 10.30–15.30 น.
📍 ณ นิทรรศการล่องนาวาเจ็ดสมุทร - SAILED THE SEVEN SEAS ชั้น 2 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
🕥 เวลา 10.30–12.30 น.
กิจกรรมสนทนา “กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ: เปิดตำรับข้าวหุงและขนมหวานแห่งราชสำนักโมกุลและเดคคาน”
🍽 พร้อมลิ้มรสเมนูข้าวหุงในดวงใจของจักรพรรดิออรังเซบ
โดย คุณนิติธร อจลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารราชสำนักโมกุล
ดำเนินรายการโดย คุณสุนิติ จุฑามาศ นักวิจัย
👥 รับจำนวน 20 คน ลงทะเบียนที่
👉https://www.sac.or.th/portal/th/activity/detail/554
ค่าลงทะเบียน คนละ 250 บาท พร้อมลิ้มรสเมนูข้าวหุงในดวงใจของจักรพรรดิออรังเซบ
🕥 เวลา 13.30–15.30 น.
กิจกรรม Workshop “ปั้น-หอม-ปรุง ขนมหวานสไตล์เปอร์เซีย”
🍡 ลงมือทำขนม “Toot” ขนมหวานสไตล์เปอร์เซีย ทำจากอัลมอนด์บด ลูกกระวาน หญ้าฝรั่น และน้ำกุหลาบ
โดย คุณนิติธร อจลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารราชสำนักโมกุล
ดำเนินรายการโดย คุณสุนิติ จุฑามาศ นักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
👥 รับจำนวนจำกัด 30 คน ลงทะเบียนที่
👉 https://www.sac.or.th/portal/th/activity/detail/555
ค่าลงทะเบียน คนละ 50 บาท (ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ลงมือทำขนม และลองชิมฝีมือตนเอง)
🎯โปรดชำระเงินภายในวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. หากเกินกำหนดถือว่าสละสิทธิ์
📌 หมายเหตุ
- กิจกรรมสนทนาและกิจกรรม Workshop เปิดรับลงทะเบียนแยกกัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน สามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หรือทั้งสองกิจกรรมได้ ดังรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่ได้กำหนดไว้
- หากเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ** ต้องมีผู้ปกครอง 1 คน ต่อ 1 คน ดูแลอย่างใกล้ชิด**
- ศมส. ขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ประสงค์จะนำผลงานกลับบ้าน กรุณาเตรียมภาชนะส่วนตัวมาใส่ผลงาน และเตรียมแก้วน้ำหรือกระบอกน้ำสำหรับกดน้ำดื่มมาเอง เพื่อลดปริมาณขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ยืนยันเข้าร่วมกิจกรรมในวันงาน ก่อนเริ่มกิจกรรม 15 นาที
การเดินทางมาที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ดูแผนที่
https://www.sac.or.th/portal/th/contactus/index
รถประจำทาง สาย 515, 539, 511, 516, 40
MRT สถานีสิรินธร ต่อรถเมล์ 515, 539
รถไฟสายสีแดง สถานีตลิ่งชัน ต่อรถแท็กซี่
เรือ ท่าเรือพระปิ่นเกล้า ต่อรถเมล์ 516
ติดต่อห้องสมุดได้ที่
Facebook : ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC library
Line : -library
E-mail : [email protected]
Website : www.sac.or.th/library/
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-880-9429 ต่อ 3702 , 3101
#เครื่องเทศ #อาหารและขนมหวานจากราชสำนักโมกุล #นิทรรศการล่องนาวาเจ็ดสมุทร #พื้นที่การเรียนรู้ #ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร #ศมส

ไซหนับ มีเฉย อายุ 55 ปีไซหนับมีเฉย ผู้เป็นแม่หม้าย สามีเสียชีวิตไปได้ปีกว่านิไซหนับมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการปักผ้าคลุมโ...
07/04/2026

ไซหนับ มีเฉย อายุ 55 ปี
ไซหนับมีเฉย ผู้เป็นแม่หม้าย สามีเสียชีวิตไปได้ปีกว่า
นิไซหนับมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการปักผ้าคลุมโต๊ะ ปักเสื้อ
ก่อนหน้านี้เธอประสบอุบัติเหตุโดนรถชน
ทำให้หลังจากนั้น ขาขวาของเธออ่อนแรง
แต่จะผ่าขาและหลังตอนนี้ไม่ได้ เนื่องจากเธอเป็นเบาหวาน
ปัจจุบันเธอต้องดูแลคุณพ่อที่อยู่ในวัยชรามากๆ
และลูกสาวคนเดียวของเธอ ก็ไม่เลยกลับมาดุแลเธอเลย
ข้อมูลการลงพื้นที่ชุมชนมัสยิดนุรุลอิสลาม สุเหร่าใหม่เจริญ
ตำบล บางโพธิ์เหลือ อำเภอ สามโคก
จังหวัดปทุมธานี
มอบซะกาตนอกสถานที่ โดย
กองทุนซะกาตและการกุศล มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
____________________
ชำระซะกาต และร่วมบริจาคได้ที่
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สาขาคลองตัน
ชื่อบัญชี กองทุนซะกาตฯ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
เลขบัญชี 001-1-02425-9
ธนาคารกรุงเทพ สาขาคลองตัน ชื่อบัญชี มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย กองทุนซะกาตฯ เลขบัญชี 135-3-10022-3
ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
(e-Donation) เลขบัญชี 064-6-02488-4
หรือติดต่อบริจาคได้ที่ สำนักงานมูลนิธิฯ โทร. 0-2314-5638
** มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรการกุศลลำดับที่ 164 ของประกาศกระทรวงการคลัง ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมาย **

ที่อยู่

มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย รามคำแหงซอย 2
Bangkok
10250

เบอร์โทรศัพท์

+6623145638

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์