ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม

ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม ศูนย์วัฒนธรรม และการเรียนรู้อิสลาม

12/06/2026

การดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 กองทุนซะกาตและการกุศล | มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กองทุนซะกาตและการกุศล ของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
ดำเนินโครงการมอบทุนการศึกษาเพื่อเป็นกลไกสำคัญ
ในการขจัดอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่ขวางกั้นโอกาสทางการศึกษาของเยาวชน
โดยในปี พ.ศ. 2569 กองทุนได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 3,886,500 บาท
เพื่อมอบทุนให้แก่เยาวชนกว่า 985 คน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาล
จนถึงการศึกษาด้านศาสนา การดำเนินงานมุ่งเน้นความโปร่งใสตามหลักการศาสนาอิสลาม โดยมีกระบวนการคัดกรองที่เข้มงวดผ่านการสัมภาษณ์และประเมิน
ความจำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าซะกาต ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ
อย่างมีคุณภาพ
การดำเนินงานของกองทุนซะกาตและการกุศล
ของมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย
มิใช่เพียงการสนับสนุนทางการเงินเท่านั้น
แต่คือการสร้าง "สะพานแห่งโอกาส" ที่เชื่อมโยงความเมตตาของผู้ให้
เข้ากับอนาคตของผู้รับ การส่งเสริมการศึกษาผ่านระบบซะกาตที่โปร่งใส
จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคน
และขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความก้าวหน้าที่ยั่งยืนตามเจตนารมณ์แห่งอิสลาม

มัสยิดยามีอุ้ลอิสลาม รามคำแหง 53 ศรัทธาแห่งคลองแสนแสบ 127 ปี :ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ที่เร่งรีบและความวุ่นวา...
03/06/2026

มัสยิดยามีอุ้ลอิสลาม รามคำแหง 53 ศรัทธาแห่งคลองแสนแสบ 127 ปี :
ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ที่เร่งรีบและความวุ่นวายของซอยรามคำแหง 53 ลึกเข้าไปริมคลองแสนแสบ"ลำน้ำแห่งกาลเวลา"
ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนกรุงมาเนิ่นนานยังมีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ความสงบ
เข้ามากุมหัวใจทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เสียงอาซานดังกังวาน
สอดประสานกับเสียงเรือโดยสารที่แล่นผ่านไปมา
เป็นสัญญาณว่าเราได้มาถึง "มัสยิดยามีอุ้ลอิสลาม"
หรือที่หลายคนรู้จักในนาม"สุเหร่าวัดตึก" ตรงข้ามมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียง "บาแล" (อาคารประกอบศาสนกิจ) หลังเล็กๆ
ที่สร้างจากไม้สัก วันนี้มัสยิดแห่งนี้ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานานกว่า 127 ปี

รากฐานจากพลังศรัทธา: "ดินหนึ่งลำเรือต่อหนึ่งครอบครัว"
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2512 ภายใต้การนำของ อิหม่ามเด๊ะ
มัสยิดแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องจักรทันสมัย
หรือเงินทุนจากมหาเศรษฐี แต่ถูกสร้างขึ้นด้วย "แรงกาย"
ของชาวบ้านในชุมชน ในวันที่ต้องถมที่เพื่อทำพื้นมัสยิด
ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันพายเรือลัดเลาะไปตามคลองแสนแสบ
เพื่อขนดินมาช่วยกันคนละแรง
"ขุดดินที่นี่ไปใส่ในมัสยิด ครอบครัวละ 1 ลำ 1 เที่ยว เอาไปใส่ทำพื้นสุเหร่า"
นี่คือคำบอกเล่าที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นว่าทุกตารางนิ้วของมัสยิดแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากอิฐปูนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากศรัทธากระชับแน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็กใดๆ

"สุเหร่าวัดตึก" และความลับของสีเหลือง: ร่องรอยพหุวัฒนธรรม
หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดมัสยิดยามีอุ้ลอิสลามจึงมีชื่อเล่นติดปากว่า "สุเหร่าวัดตึก" ความลับนี้ซ่อนอยู่ในสายสัมพันธ์อันอบอุ่นของชาวพุทธ
และมุสลิมในพื้นที่ โดยชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้คล้องจองกับ "วัดตึก" หรือวัดเทพลีลา ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปเพียง 200 เมตร สะท้อนถึงความเป็นพี่น้อง
ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ความน่ารักอีกอย่างที่หลายคนไม่รู้คือ
ในอดีตตัวอาคารเคยทาสีเหลืองนวลตา สาเหตุก็เพราะ กีหวัง (ผู้นำชุมชนในสมัยนั้น) มีบ้านอยู่หน้าวัดและเกิดความชื่นชอบในสีเหลืองแบบวัด
จึงนำมาใช้กับสุเหร่า นอกจากนี้ ในช่วงการก่อสร้างยังมีช่างฝีมือชาวจีน
เข้ามาช่วยดูแลงานไม้และงานโครงสร้าง
เป็นภาพจำของสังคมพหุวัฒนธรรมที่ชาวไทยพุทธ มุสลิม
และไทยเชื้อสายจีน ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาด้วยกัน

สถาปัตยกรรมระดับประเทศที่แลกมาด้วยการ "จำนองที่ดิน"
อาคารมัสยิดที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่เพียงอาคารทั่วไป
แต่เป็นผลงานการออกแบบของ คุณไพจิตร พงษ์พรรฤก
สถาปนิกมุสลิม ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบ
"มัสยิดศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย" ตัวอาคารโดดเด่น
ด้วยการใช้เทคนิคทรายล้างและหินล้างภายนอก
ส่วนภายในถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนแท้จากประเทศอิตาลี
ที่ให้ความรู้สึกเย็นสบายและสง่างาม

สายทานแห่งคุณธรรมที่ไม่เคยหยุดไหล
ตลอดระยะเวลากว่า 127 ปี มัสยิดยามีอุ้ลอิสลามได้ทำหน้าที่
เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นโรงเรียน เป็นที่พักพิง
และเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย
โดยไม่ทิ้งรากเหง้าดั้งเดิม เรื่องราวของที่นี่บอกเราว่า
สิ่งก่อสร้างอาจมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ความตั้งใจที่แน่วแน่ในการทำความดีจะไม่มีวันลบเลือน
ดังเช่นเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของผู้ก่อตั้งที่ส่งต่อแรงบันดาลใจ
ให้คนรุ่นหลังปารถนาที่จะกระทำดีสืบไป

01/06/2026

ส่งต่อความสุข รอยยิ้มจากผู้ให้... สู่ใจผู้รับ
โครงการกุรบานมวลชนเพื่อผู้ยากไร้ ประจำปี 2569
โดย มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ นำโดย นายวัชระพล โกมลตะเมธี
ขอขอบคุณพี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันครั้งนี้
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ที่ผ่านม
เราได้ส่งมอบเนื้อกุรบานให้แก่พี่น้องในชุมชนโดยรอบกว่า 450 ราย
ณ โถงด้านล่างของมูลนิธิฯ
ขออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงตอบแทนความดีงามของทุกท่านครับ

31/05/2026

บรรยากาศการละหมาดอีด
อีดิ้ลอัฎฮา ฮ.ศ.1447
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569
ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

Eid AL-Adha Mubarak 1447ขออัลลอฮฺทรงตอบรับความดีของเราและท่านและประทานความสุข ความสงบ และความเมตตาแก่เราทุกคนتَقَبَّلَ ا...
27/05/2026

Eid AL-Adha Mubarak 1447
ขออัลลอฮฺทรงตอบรับความดีของเราและท่าน
และประทานความสุข ความสงบ และความเมตตาแก่เราทุกคน
تَقَبَّلَ اللَّهُ مِنَّا وَمِنْكُمْ صَالِحَ الْأَعْمَالِ، كُلُّ عَامٍ وَأَنْتُمْ بِخَيْرٍ١٤٤٧
________________
ชาคริต กรีมี
ประธานศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม
มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

สะท้อนภาพ 78 ปี ‘นักบะห์’ สู่ ‘กาซ่า’ เวทีเสวนาชี้เป็นกระบวนการล้างเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่สิ้นสุดกรุงเทพฯ — ศูนย์วัฒนธรรมและ...
16/05/2026

สะท้อนภาพ 78 ปี ‘นักบะห์’ สู่ ‘กาซ่า’ เวทีเสวนาชี้เป็นกระบวนการล้างเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่สิ้นสุด
กรุงเทพฯ — ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลาม มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี และสภาองค์การมุสลิมแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดงานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวใจข้อ "78 ปีโศกนาฏกรรมนักบะห์: จากโศกนาฏกรรมนักบะห์ สู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กาซ่า" ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อทบทวนประวัติศาสตร์และวิเคราะห์วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

‘นักบะห์’ ประวัติศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่ (Ongoing Nakba)
บนเวทีเสวนา ผู้ทรงคุณวุฒิและวิทยากรชั้นนำ นำโดย นายแพทย์อนันต์ชัย ไทยประทาน, ศ.พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล, รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร และดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ได้ร่วมกันถอดบทเรียนและชี้ให้เห็นว่า "นักบะห์" (Nakba) หรือวันแห่งความหายนะของชาวปาเลสไตน์ในปี ค.ศ. 1948 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ในอดีต แต่เป็นโครงสร้างและอุดมการณ์ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอด 78 ปี ผ่านการยึดครองที่ดิน การขับไล่ประชากร และการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีจุดสูงสุดอยู่ที่วิกฤตการณ์ในฉนวนกาซาในปัจจุบัน

"นักบะห์ไม่ใช่เรื่องของอดีต แต่มันคือโครงสร้างและอุดมการณ์ที่ยังคงบังคับขับไล่และทำลายชุมชนปาเลสไตน์จนถึงปัจจุบัน"
— รศ.ดร. ปกรณ์ ปรียากร

ประเด็นสำคัญจากการเสวนาสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ในอดีตอย่างแผนการกวาดล้างและโศกนาฏกรรมในหมู่บ้านเดียร์ ยัสซิน หรือ แทนทูร่า มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ทั้งการปิดล้อมทางเศรษฐกิจในฉนวนกาซาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 และการสูญเสียชีวิตของประชาชนในกาซา โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก หมอ และนักข่าว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ แนวคิด "ซูมูด" (Sumud) หรือการยืนหยัดปักหลักไม่ยอมทิ้งถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์รุ่นใหม่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการต่อต้านที่ทรงพลังที่สุด

ความท้าทายและผลกระทบต่อประเทศไทย
เวทีเสวนาได้มีการวิเคราะห์และแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 2 มิติหลัก:

วิกฤตแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง: ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นราว 40,000 คน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องทำงานในเขต "บัฟเฟอร์โซน" ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย สะท้อนถึงการนำเศรษฐกิจมานำหน้าความปลอดภัยของชีวิตประชากร

การรุกคืบทางเศรษฐกิจและที่ดิน: มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเข้ามาถือครองที่ดินและจัดตั้งธุรกิจของกลุ่มทุนและชาวอิสราเอลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของไทย ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะที่น่ากังวลในอนาคต

สัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล
แม้จะเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่รุนแรง แต่วิทยากรได้ชี้ให้เห็นถึงสัญญาณบวกในเวทีสากล ทั้งจากการที่ศาลโลก (ICJ) ชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการออกหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) รวมถึงกระแสสังคมโลกที่เริ่มปฏิเสธลัทธิไซออนิสต์และหันมาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มากขึ้น

การจัดงานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการระลึกถึงความสูญเสีย แต่เป็นการส่งสารไปยังสังคมไทยและเยาวชนรุ่นใหม่ว่า เรื่องราวของปาเลสไตน์คือวาระหลักของมนุษยชาติที่ต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้และแสวงหาความยุติธรรมผ่านความจริงและเอกภาพสืบไป
____________________
งานเสวนาวิชาการครั้งสำคัญ "78 ปีโศกนาฏกรรมนักบะห์: จากโศกนาฏกรรมนักบะห์ สู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ กาซ่า"
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569
ณ ห้อง VIP มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย

15/05/2026
15/05/2026
 # # # เมื่อทางเดินริมน้ำล้ำวิถีชีวิต : บางพลัด-บางอ้อ กับมรดกร้อยปีแห่งพหุวัฒนธรรมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตบางพลัด กำ...
15/05/2026

# # # เมื่อทางเดินริมน้ำล้ำวิถีชีวิต : บางพลัด-บางอ้อ กับมรดกร้อยปีแห่งพหุวัฒนธรรม
ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตบางพลัด กำลังมีโครงการพัฒนาทางเดินเลียบน้ำมูลค่ากว่า 264 ล้านบาทเข้ามาวางรากฐาน และชาวชุมชนที่อยู่ที่นี่มาตลอดร้อยกว่าปี ก็กำลังลุกขึ้นถามคำถามที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ ว่า "การพัฒนาเมืองจำเป็นต้องเดินข้ามรากเหง้าของคนริมน้ำเสมอไปหรือ?"
# # # ชาวแขกแพ และมัสยิดอายุมากกว่า 100 ปี
เรื่องของย่านบางอ้อเริ่มต้นกลางสายน้ำ บรรพบุรุษของชุมชนนี้คือ "ชาวแขกแพ" พี่น้องมุสลิมที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยา ล่องแพลงมาตามแม่น้ำ และสร้างชีวิตขึ้นมาจากการค้าไม้ซุงริมฝั่ง ในยุคแรก พวกเขาทำละหมาดร่วมกันบนแพกลางน้ำ ก่อนที่จะมีอาคารไม้หกเหลี่ยมชั่วคราวผุดขึ้นปลายรัชกาลที่ 5 แล้วตามมาด้วยเรือนไม้ทรงปั้นหยาที่ใหญ่กว่าเดิม ใช้เป็นทั้งที่ละหมาดและเรียนอัลกุรอาน จนวันหนึ่งแพกลายเป็นบ้าน บ้านกลายเป็นชุมชน และชุมชนก็ฝังรากลึกลงในผืนดินตรงนี้โดยไม่รู้ตัว ใจกลางของชุมชนคือ มัสยิดบางอ้อ หรือมัสยิดอัลอูบูดียะฮฺ
อาคารก่ออิฐถือปูนที่สร้างเสร็จในปี 2462 ต้นรัชกาลที่ 6 และยืนหยัดมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 105 ปี แต่สิ่งที่ทำให้มัสยิดแห่งนี้ผิดจากมัสยิดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ คือสถาปัตยกรรมที่งดงามอย่างน่าประหลาดใจ โครงสร้างหลักเป็นศิลปะเรอเนซองส์ที่เน้นความสมมาตรและเรขาคณิต หน้าบันประดับด้วยความหรูหราแบบบาโรก หลังคาทรงปั้นหยาแบบไทย ส่วนโดมสีเขียวบนหออะซานได้รับอิทธิพลจากดอกบัวฮินดูและหม้อน้ำอาหรับ ซึ่งเป็นแก่นของศิลปะโมกุล ช่างผู้ก่อสร้างทั้งหมดนี้คือช่างจีน สถาปัตยกรรมของมัสยิดจึงเป็นเหมือนบันทึกบนผนัง ว่าคนจากอารยธรรมใดบ้างที่เคยมาพบกันตรงนี้ มันคือประวัติศาสตร์ของการอยู่ร่วมกัน จนสมาคมสถาปนิกสยามต้องมอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นให้ในปี 2559
ถ้าคิดว่าอาคารร้อยปีจะเปราะบาง ลองนึกถึงผลกระทบจากปี 2554 ปีที่น้ำท่วมหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เหตุการณ์นั้นนำมาสู่งานบูรณะปรับปรุงมัสยิดบางอ้อครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงปี 2556-2557 โดยสำนักงานเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ได้ประสานงานกับสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนเยียวยาศาสนสถานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งในขณะนั้นคณะกรรมการมัสยิดครบวาระลง การประสานงานและอนุมัติจึงขับเคลื่อนโดย อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น ที่ยังคงวาระอยู่ ร่วมกับอดีตกรรมการอีก 1-3 ท่าน
โครงการนี้ได้รับการอนุมัติงบประมาณ 9.5 ล้านบาท โดยมีสำนักโบราณคดีเป็นผู้ว่าจ้าง ประมูล และควบคุมงาน ด้วยงบดำเนินการสุทธิ 8.5 ล้านบาท เพื่อทำการ "ดีดยก" ตัวอาคารมัสยิดทั้งหลังให้สูงขึ้น 125 เซนติเมตร เพื่อคืนสภาพให้ "บันได 7 ขั้น" กลับมาสง่างามอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมามีการถมพื้นดินรอบมัสยิดหนาขึ้นเรื่อยๆ จนตัวอาคารสูงกว่าพื้นดินเพียง 15 เซนติเมตร
กระบวนการดีดยกอยู่ภายใต้การเตรียมการและดูแลของทีมผู้รับจ้าง โดยใช้แม่แรงขนาด 35 ตัน จำนวนถึง 250 ตัว ในการพยุงอาคารมัสยิดทั้งหลัง เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มกราคม ท่ามกลางทีมงานและสัปปุรุษจำนวนหนึ่งที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากกระบวนการดีดยกเสร็จสิ้น ยังมีงานซ่อมแซมสภาพอาคารตามมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณผ่านทางมัสยิดบางอ้ออีกประมาณ 6.0 ล้านบาท นั่นไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่คือความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ และชาวชุมชน เพื่อประกาศว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้มรดกที่รักจมหายไปตามกาลเวลา
# # # สวนที่มีดอกไม้หลายสี
สิ่งที่น่าทึ่งกว่าอาคารคือคน ย่านบางอ้อเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่ชาวพุทธ มุสลิม อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยไม่เคยต้องทำสัญญาหรือออกกฎข้อตกลงใดๆ พวกเขาดูแลกันผ่านระบบซะกาตที่บริหารจัดการเองภายในชุมชน แจกจ่ายอาหารละศีลอดนับร้อยมื้อในแต่ละคืน และเปิดประตูรับเพื่อนบ้านต่างศาสนาด้วยความเป็นธรรมชาติที่ไม่ต้องฝืน มันคือสิ่งที่ภาษาวิชาการเรียกว่า "พหุวัฒนธรรม" แต่สำหรับคนที่นี่ มันคือวิถีชีวิต
# # # คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
เสียงคัดค้านของชาวชุมชนไม่ใช่เสียงของคนที่กลัวความเปลี่ยนแปลง พวกเขากังวลเรื่องทางเดินสาธารณะที่จะตัดผ่านพื้นที่ส่วนตัวประชิดหลังบ้าน ความปลอดภัยที่อาจเปราะบางลง และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อาจค่อยๆ ถูกกลืนหาย พวกเขาไม่ใช่ผู้บุกรุก พวกเขาคือคนที่อยู่ที่นี่ก่อนที่ใครจะมาวางแผนผัง ความตั้งใจของภาครัฐในการเปิดพื้นที่ริมน้ำให้ทุกคนเข้าถึงได้นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่ความยาวของทางเดิน มันวัดกันที่ว่าใครยังอยู่ในเมืองนั้นได้บ้าง และยังเป็นตัวเองอยู่ไหม เจ้าพระยายังไหล บางอ้อยังหายใจ แต่คำถามนั้นยังลอยอยู่กลางสายน้ำ รอคำตอบที่ต้องมาจากทุกฝ่ายร่วมกัน

ที่อยู่

มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย รามคำแหงซอย 2
Bangkok
10250

เบอร์โทรศัพท์

+6623145638

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วัฒนธรรมและการเรียนรู้อิสลามผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์