07/09/2026
จบแล้ว : งานจร - ปีสุดท้าย
****
คำอภิปราย 7 กันยายน 2569
มาตรา 4 ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายฯปีพ.ศ. 2570
ขอบคุณครับท่านประธาน
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กระผมนาย วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการฯ ขออภิปรายถึงเหตุผลที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ในมาตรา 4 ของร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีพ.ศ. 2570 ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2570 ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเสนอให้ปรับลดจากที่รัฐบาลเสนอมา 3,788,000 ล้านบาท เป็น 3,780,600 ล้านบาท
ถ้าหากดูจากตัวเลข จะเห็นว่าผมเสนอให้ปรับลดเพียงแค่ 7,400 ล้านบาทเท่านั้นซึ่งต้องบอกว่าไม่มากเลย
หากเทียบเคียงกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569 จะเห็นได้ว่ายอดงบประมาณรายจ่ายในปี 2570 ที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียงแค่ร้อยละ 0.2 ซึ่งก็ถือว่าเพิ่มขี้นน้อยมากอยู่แล้ว
แต่ทำไมผมถึงยังเสนอให้ปรับลดลงไปอีก?
ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ครับ
ในแง่หนึ่ง เราก็เห็นว่าทางรัฐบาลโดยเฉพาะสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง ต่างก็ใช้ความระมัดระวังและมีความตั้งใจจริงในการกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายไม่ให้เกินความจำเป็นอยู่แล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ
ถ้าหากท่านสังเกตให้ดี จะเห็นว่าวงเงินที่ผมขอปรับลดลงมานั้น เท่ากับวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณพ.ศ. 2569
นั่นเท่ากับว่าผมกำลังเสนอให้เราจัดทำงบประมาณแบบ Zero-Growth Budget
ตรงนี้ขอเวลาอธิบายเพื่อความเข้าใจตรงกัน
นั่นคือนับจากนี้ไป เราจะไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายจากปีงบประมาณที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับฐานะทางการเงินการคลังของประเทศ ที่ยังประสบปัญหาการจัดเก็บรายได้ไม่สามารถหารายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายจ่าย จนทำให้เราต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเรื้อรังและทำให้ยอดคงค้างของหนี้สาธารณะพอกพูนสะสมมากขึ้นตามลำดับ จนทำให้ในขณะนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงวิตกกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาระหนี้ในงบประมาณแต่ละปีที่มีมากกว่า 400,000 ล้านบาท
ปีงบประมาณ 2569 เราทำงบประมาณขาดดุลและต้องกู้มาชดเชยการขาดดุล เพราะรายได้น้อยกว่ารายจ่ายเป็นจำนวนเงิน 860,000 ล้านบาท
แม้ว่าปีงบประมาณ 2570 การกู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณจะลดลงมาเหลือแค่ 788,000 ล้านบาทก็ตามที
แต่นั่นก็เป็นสภาพจำยอมแบบถูกมัดมือชก เพราะไม่สามารถจัดทำงบประมาณให้เหมาะสมไปกว่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ
พูดโดยสรุปก็คือ งบประมาณรายจ่ายที่เราแบ่งออกเป็นสองก้อนใหญ่คือ งบรายจ่ายประจำและงบรายจ่ายลงทุนนั้น ปัจจุบันมีสัดส่วนร้อยละ 80 กับร้อยละ 20 แบบติดล็อคตามพรบ.วิธีการงบประมาณ และที่สำคัญกว่านั้นต้องบอกว่างบลงทุนเกือบทั้งหมดมาจากการเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ
นี่คือกับดักงบประมาณ (Budget Trap) และเมื่อไปพิจารณาร่วมกับกับดักหนี้สาธารณะ (Public Debt Trap) ที่ทุกคนเป็นห่วงแล้ว ผมก็คงต้องบอกว่า ในท้ายที่สุดเราคงหนีไม่พ้นกับดักทางด้านการคลัง (Fiscal Trap) ที่จะนำไปสู่วิกฤตการเงินการคลังและวิกฤตเศรษฐกิจที่ปัจจัยหลักเกิดจากปัจจัยภายในของเราเองเป็นสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้
ถ้าหากเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่ปัจจุบันมีอัตราเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ (ร้อยละ 2.0) และไม่สามารถเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจเพื่อให้ขยายตัวได้สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน (อย่างน้อยร้อยละ 5.0) โดยไม่สร้างปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่
เราคงติดกับดักเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปอีกนานแสนนาน
อันนี้ผมอยากจะเรียกว่าเป็นภาวะ Catch-22 นั่นคือการที่เราไม่สามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้ ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหนก็ตามทีหรือพูดง่ายๆ คือ จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็ไม่ได้เพราะจะต้องทำอีกอย่างหนึ่งก่อน
จะเรียกว่าติดกับดักสองชั้น หรือยิ่งทำก็ยิ่งติดกับดักหนักขึ้นก็ได้
ทางหนึ่งที่พอจะหลีกเลี่ยงหรือซื้อเวลาเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่ผมวิตกก็คือการจัดทำงบประมาณแบบไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่เรียกว่า Zero-Growth Budget ไปอีกอย่างน้อยสองหรือสามปี
ส่วนทางรัฐบาลจะดำเนินการหรือไม่อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่พ้นวิสัยของผมในฐานะกรรมาธิการ ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยกับความเป็นไปของเศรษฐกิจไทยในระยะสามปีห้าปีข้างหน้าจะทำอะไรได้ นอกจากเสนอแนะและให้ความคิดเห็น
ถามว่าเรายังพอมีทางทำอะไรได้มากกว่านี้มั้ย?
คำตอบก็คือ พอมีครับ
แต่จุดที่ผมอยากจะเน้นในการอภิปรายครั้งนี้ก็คือ รายการเงินนอกงบประมาณ
แม้จะมีเรื่องอื่นๆ ที่ควรทำอะไรได้มากกว่านี้และต้องควบคู่กันไปอีกหลายเรื่องก็ตามที
ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ
ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดของที่ประชุม ผมจึงขอนำเสนอเรื่องที่ผมคิดว่าจะทำให้เราจัดทำงบประมาณรายจ่ายในแบบที่ผมเสนอ ในประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว
รายการที่เรียกว่า “เงินนอกงบประมาณ” นั้นปัจจุบันยอดคงเหลือสะสมประมาณ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่าวงเงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีเสียอีก
เรื่องนี้จะต้องมีการบริหารจัดการกันใหม่
งานนี้เราจะต้องเปิดประตูเพื่อระบายน้ำหลังเขื่อนที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เงินนอกงบประมาณ” ให้ไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงเพื่อเติมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจที่แห้งเผือดกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียที
ผมยังรับทราบข้อมูลที่น่าตกใจมากกว่านั้น นั่นก็คือว่า แม้เราจะมีเงินนอกงบประมาณมากถึง 4 ล้านล้านบาท แต่เงินที่หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของเงินนอกงบประมาณยินยอมนำมาสมทบกับเงินงบประมาณในปี 2570 มีเพียงแค่ 95,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของวงเงินงบประมาณเท่านั้น
กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคมฯลฯ คือตัวอย่างหน่วยงานของรัฐที่มีเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่ยอมนำเงินดังกล่าวมาสมทบจัดทำงบประมาณเพื่อลดภาระทางการคลัง และที่สำคัญยังไม่มีการกำกับดูแลและบริหารจัดการเพื่อนำเงินดังกล่าวมาสมทบกับเงินงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน
อันนี้ผมขอฝากเอาไว้ในที่ประชุมให้ช่วยกันคิดและหาวิธีการที่เหมาะสมในการกำกับดูแลเรื่องนี้ร่วมกัน ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติต่อไปในอนาคต
ขอบพระคุณครับท่านประธาน