23/08/2026
Ruangsak Anuwatwimon 👏
โลกกำลังเดือด แต่ทำไมเรายังเฉย?
มองแนวคิด “โจ้-เรืองศักดิ์ อนุวัตรวิมล” เมื่อความจริงสีเทาปะทะศิลปะสีเขียว เพื่อปลุกโลกที่กำลังหลับใหล
ไม่ขอออกตัวว่าอยู่ในฐานะ “ศิลปิน” หากขอใช้พื้นที่ในบริบทแวดวงศิลปะ สะท้อนมุมมองด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา ในฐานะ “คนเก็บของเก่า” ผ่านชิ้นงาน Conceptual art ด้วยการเก็บสะสม “ชิ้นส่วนสำคัญในเหตุการณ์สำคัญ” ทางธรรมชาติมาสร้างสรรค์และกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง
.
“ศิลปิน คือ คนที่ผลิตหรือสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง แล้วชักนำอะไรสังคมได้ ส่วนผมแค่ชอบเก็บของต่างๆ ที่เป็นวัตถุพยาน และมาจัดแสดงในพื้นที่งานศิลปะ เหล่านี้จึงกลายเป็นงานศิลปะโดยปริยาย เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมปี 54 ผมเก็บน้ำที่ท่วมจริงจาก 5 พื้นที่ มาใส่ในหลดอแก้วสวยๆ แล้วจัดแสดง สิ่งนี้คือชิ้นงานประจักษ์พยาน ณ ช่วงเวลานั้นๆ”
มากกว่าชิ้นส่วน แต่คือสตอรี่
เป้าประสงค์ของการเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ เป็นร้อย เป็นพันชิ้น ตลอดหลายสิบปี คือการสร้างการตระหนักรู้ว่า...กราฟชีวิตของโลกทุกวันนี้กำลังดิ่งหัวลง
แต่การสร้างการตระหนังรู้...ก็ไม่ง่าย เมื่อต้องเผชิญกับ mindset คนส่วนใหญ่ที่บอกว่า “สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว” ที่หยิบยกมาพูดถึงเพียงเพื่อให้ดูสวยงามในเวทีเสวนา แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้พี่โจ้ยังสู้เรื่องนี้ต่อ?
ศิลปินคอนเซ็ปชวลเจนวายต้นๆ มองเป็นเรื่องการเพิกเฉยเชิงข้อมูลมากกว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เราเจอไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่ชัดเจน ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรง พายุที่ทวีความโหดร้าย และภัยแล้งที่ยาวนาน หากต้นตอสำคัญคือ “ชุดข้อมูล” ที่พวกเขารับรู้มันถูกต้องและรอบด้านพอที่จะทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่า ภัยมาถึงตัวแล้วจริงๆ หรือไม่มากกว่า
ความย้อนแย้งนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่เขาและคนทำงานศิลปะทั่วโลก กำลังพยายามใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อทลายกำแพงความเฉยชา
“ผมเคยเชื่อว่าอนาคตต้องดีกว่านี้ ผมเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์และศิละปะ ซึ่งตอนนี้มันก็ดีขึ้นนะ เทคโนโลยีมันดีขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาด้วยคือภาพแห่งโลกดิสโทเปียหรือหายนะ ตอนนี้เราเห็นภาพจำลองในอนาคตอันใกล้แบบนั้น แล้วผมมีไอยากให้เกิดขึ้น”
“สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องจริงจังมากๆ และมันอยู่บนเครื่องบ่งชี้วัดหลายๆ อย่าง ที่เราเห็นรอบตัวชัดมากๆ นักวิจัยก็ทำงานมาหนักมากๆ แต่จะทำยังไงให้ข้อมูลพวกนี้ไปถึงการรับรู้ของคนให้ได้มากที่สุด คุณเห็นลำน้ำฟองฟอดผุดมาเรื่อยๆ คุณเห็นปลาตาย แม้คุณบอกว่ามันไม่ได้เกิดกับฉัน แต่ซักวันมันจะไปถึงตัวคุณ”
“ที่บอกว่าไกลตัวน่ะ มันไกลขนาดไหนล่ะ? ถ้ามันอยู่ที่หน้าบ้านแต่ยังไม่เข้าไปในบ้าน เรียกว่าไกลมั้ย เพราะจริงๆ มันไม่ได้ไกล แต่เราไม่รู้ต่างหากว่า... มันมาถึงแล้ว มันไม่ได้ไกลแบบที่คิด”
สำหรับ โจ้ เรืองศักดิ์ จุดเริ่มต้นของการจุดประกายที่ได้ผลจึงอยู่ที่ “ทำให้ผู้คนในสังคมมองเห็นว่ามันใกล้ และเป็นเรื่องของเขาเอง” เมื่อไหร่ที่ตระหนักได้ การขยับตัวอย่างจริงจังเพื่อความอยู่รอดจะตามมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งเขามองว่าเรื่องนี้เชื่อมโยงประเด็นการเมืองโดยแท้ ทั้งเชิงกลไกและโครงสร้าง ที่ภาครัฐต้องมีส่วนร่วมขับเคลื่อน
“ว่ากันตามตรง เราพยายามแต่เราก็เป็นเพียงผู้บริโภค ถ้าพูดถึงหน่วยงาน สิ้นหวังว่ะ เขาไม่ต้องการให้เราเอ๊ะ หรือตั้งคำถาม เขาคิดว่าเขาอยู่จนมันพังทลายต่อหน้าต่อตา ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่บอกเอาอยู่ๆ สุดท้ายจบที่อพยพ แต่ที่ร้ายแรงกว่าน้ำ คือเรื่องสารพิษปัจจุบัน มันไปถึงจุดที่อพยพไม่ได้แล้ว ถ้ามันซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อคุณน่ะสิ”
.
หากท้ายที่สุด พี่โจ้เชื่อว่าแทนที่จะขู่ให้คนกลัวด้วยภาพวันสิ้นโลก คนทำงานศิลปะยุคใหม่ก็พยายามเลือกที่จะสื่อสารด้วย "ความหวัง" แสดงให้เห็นภาพของโลกที่งดงามขึ้นหากเราทุกคนร่วมมือกัน เปลี่ยนความหดหู่ให้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการลงมือทำ และสร้างความตระหนักว่า ไม่มีใครเล็กเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลง
“ผมเชื่อว่าการประคับประคองสังคมมันเกิดขึ้นอยู่ตลอด ไม่ว่าในเชิงจิตวิทยา สังคม หรือกฎหมาย เรายังมีความหวังอยู่ แต่เราจะเห็นสิ่งเดียวกับมั้ย จริงๆ มันมีคนรู้ว่าเรื่องนี้จะออกทางไหน แต่มันยังเชื่อมต่อกันไม่ได้ สำคัญคือใครล่ะ จะเป็นโต้โผทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น นั่นคือความหวัง ว่าทำยังไงต่อ วิธีการแก้ไขคือการเชื่อมโยง”
“เราจะหาใครที่มาเชื่อมโยง และจุดประกายเรื่องนี้ต่อ มันคงต้องเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่มีความคิดสดมากๆ พูดภาษาเดียวกัน เห็นเป้าหมายเดียวกัน และที่สำคัญ ต้องเจ็บปวดในเรื่องเดียวกัน เพราะถ้าเรายังรู้สึกเจ็บปวดอยู่ เราจะรู้ได้เองว่า...คนอื่นก็เจ็บปวดเรื่องนี้ไม่ต่างกัน”
#ไทยบันเทิง #ศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม #ไทยพีบีเอส