มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์

มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์ ข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพชรบุรีเชิ?

26/11/2025

รู้ไหม "โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง" (จบ)

กว่าที่ครอบครัวตระกูลตั้งและ"โกวแขก" จะมีความสำเร็จระดับหนึ่ง ในฐานะช่างทองฝีมือดีทั้งงานทองจีนและงานทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี ชีวิตมิได้ง่ายงามนัก หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าช่างทำทองตระกูลช่างทองจากเมืองโผวเล้งตระกูลนี้ก็มีชีวิตขลุกขลักทุลักทุเล
"โกวแขก"และครอบครัวตระกูลตั้งอยู่ห้องแถวและบ้านเช่าต้องย้ายที่อยู่หลายครั้ง ครั้งแรก ย้ายจากห้องแถวตรงศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมืองมาอยู่ บ้านหัวถนนตรงหน้าศาลเจ้าจีนบ้านปืนเช่าบ้านสีเขียวของตระกูลวาดเวียงไชย ร่วมกับครอบครัว"ไฉ่จูหรือเจ๊จู"
ครั้งที่สองย้ายไปอยู่ห้องแถวหลังร้านข้าวเกรียบน้ำเพชรย่านหอนาฬิกา ครั้งที่สาม ย้ายมาเช่าบ้านของตระกูลชูบดินทร์หัวถนนหน้าศาลเจ้าบ้านปืนร่วมกับ"ไฉ่จูหรือเจ๊จู" ครั้งที่สี่ย้ายมาเช่าบ้านนายชลอ ช่วยบำรุง (ที่ทำการหนังสือพิมพ์สาร์นเพชรเดิม)
อันที่จริง"โกวแขก"มีชีวิตที่เรียบง่ายมีหัวใจแบบ haert of gold ประหนึ่งช่างทองโบราณรุ่นเก่าย่านหัวถนนวัดเกาะ เช่น พ่อโชและป้าทองคำตระกูลสุวรรณช่าง ป้าไกร ป้าอู่ ยายพลับ ตระกูลทองสัมฤทธิ์และตระกูลชูบดินทร์ ตามลำดับ ร่วมถึง ป้าเนื่อง แฝงสีคำและป้าฉิว บุญศิริ ทว่า"โกวแขก" ก็มีประวัติศาสตร์ชีวิตที่โลดโผนเช่นกัน
ประวัติศาสตร์แรก สมัยอยู่บ้านเช่าตระกูลวาดเวียงไชย(บ้านสีเขียว) ครอบครัว"เยาะเม้ง"และครอบครับ"ไฉ่จู(เจ๊จู)-ซูเกียก"อยู่ด้วยกันที่สำคัญที่นี้"ไฉ่จู-ซูเกียก"เปิดหน้าร้านและทำทองชื่อ"ร้านทองเจ๊จู" เป็นร้านแรก เปิดได้ไม่นานถูกโจรปล้นกลางวันแสกๆ โจร 5 คน อาวุธครบมือ ตำรวจจับไม่ได้ ตอนนั้น"โกวแขก"ยังเป็นสาวรุ่นๆกำลังทำทองอยู่ในร้าน
ประวัติศาสตร์ครั้งที่สอง "โกวแขก" เกือบได้วิวาห์ อายุ"โกวแขก" ขณะนั้นเข้าตำรา สิบห้าหยกๆ สิบหกหย่อนๆ ร้านทองจากเมืองชุมพร มาดูตัวแล้วทำท่าจะสัญญาลงนาม MOU
ซึ่งตรงสเป็กฝ่ายชายเพราะเป็นช่างทำทอง ทว่า"ซูเกียก" คู่ชีวิต"ไฉ่จู" พูดกับ"เย๊าะเม้ง"ให้ได้คิด น้องสองคนยังเล็ก คนหนึ่งขวบเดียวอีกคนสามขวบ ใครจะช่วยดูแล"
"โกวแขก" เป็นช่างทองประจำ"ร้านทองเจ๊จู" ตั้งแต่พ.ศ.2519 ถึงปัจจุบัน(2568) และมีลูกศิษย์สืบทอดภูมิปัญญาช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี 3 คน
"บุญจันทร์ รัตนยศ"(แมว) มาอยู่แต่อายุ19-55 ปี "ขวัญจิต จันทร์หอม"(อุ่น) มาอยู่ตั้งแต่อายุ19-55 ปี
และ"มิราริณท์(ข้าวปัด) อรรถวรรธน" หลานรัก
"โกวแขก"หรือ"ตั้งลี่เอ้ง" ที่แปลว่า"ดอกไม้หรือบุบผา"เป็นช่างทองเมืองเพชรที่มีหัวใจ Heart Of Gold อีกท่านหนึ่ง ย่านวัดเกาะถนนพานิชเจริญ

รู้ไหม"โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"(3)    "โกวแขก"หรือชื่อจีน"ลี่เอ้ง แปลว่าบุบผาหรือดอกไม้" บอกกับผมว่า การเป็นลูกคนจีนโ...
25/10/2025

รู้ไหม"โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"
(3)

"โกวแขก"หรือชื่อจีน"ลี่เอ้ง แปลว่าบุบผาหรือดอกไม้" บอกกับผมว่า การเป็นลูกคนจีนโพ้นทะเลแม้จะเป็นช่างฝีมือทำทอง ช่วงแรกๆก็ใช่ว่าจะมีฐานะร่ำรวยเหมือนลูกเถ้าแก่ร้านทอง สมัยเป็นเด็กลูกคนจีนมีฐานะได้เรียนโรงเรียนอรุณประดิษฐ ส่วนลูกคนจีนโพ้นทะเลเริ่มก่อร่างสร้างตัวแบบ"โกวแขก" ต้องเรียนโรงเรียนรัฐบาลเดินเท้าไปตามถนนพานิชเจริญจากห้องแถวศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง ตรงไปซอยข้างศาลเจ้าบ้านปืนทะลุวัดเกาะข้ามสะพานไม้เล็กๆเข้าสู่โรงเรียนวัดจันทราวาส บุคคลสำคัญบนถนนพานิชเจริญที่ผมรู้จักและคุ้นเคยที่เดินไปเรียนโรงเรียนวัดจันทราวาสด้วยและเป็นรุ่นน้อง"โกวแขก" ราวสามสี่ปีเช่นเฮียโอ่ย(กฤษฎา สมาพิสุทธิ์) โรงทำก๋วยเตี๋ยวย่านวัดเกาะ เสธ.ตัน(พลตรีมานะ ชาติน้ำเพชร)ล่วงผู้ล่วงลับ จากตรอกท่าช่อง เฮียเซี๊ยะกุ่ย(ศานติ อรรถวรรธน)อดีตผู้อำนวยการการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น

"โกวแขก"บอกด้วยว่าสมัยนั้นการกินการอยู่ของครอบครัว ประหยัดเอามากๆ อาหารประจำของครอบครัว หมูเนื้อไม่ต้องพูดถึง แทบไม่เคยได้ลิ้มรสเลย เมนูประจำครอบครัวคนจีนของ"โกวแขก"ได้แก่ผัดหัวไชเถ้าไข่ ผัดถั่วงอก ผัดผักบุ้ง ต้มเต้าหู้ เมนูเหล่านี้วนไปวนมามื้อแล้วมื้อเล่า เบื่อก็จำเป็นต้องกิน คนจากทะเลหาบปูม้ามาขายหน้าบ้านกิโลละ2 บาท เตี่ยกับแม่ยังไม่ซื้อเลย
ลูกหลายคนจำเป็นต้องประหยัด
แต่ก็ยังดีวันไหนพิเศษหน่อย ได้กินก๋วยเตี๋ยวหมู แต่ไม่ได้กินที่ร้าน ที่บ้าน"โกวแขก"ยุคโน้นซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวมาลวกเองเป็นกระมังเลย ต้มน้ำเดือดเอาหมูสับบะช่อใส่ กุ้งแห้งใส่ ปรุงรสตักกินกันกันคนละชามใหญ่
"โกวแขก"เรียนจบแค่ประถมปีที่4 อายุราว10 ขวบเศษ ก็ออกจากโรงเรียนมาช่วย"เตี่ยเยาะเม้งและแม่เตียง"ทำทอง เพื่อให้น้องๆอีก 5 คนได้เรียนสูงๆ
การเป็นช่างทองคนจีนตระกูลของ"โกวแขก" เริ่มต้นด้วยพื้นฐานการเป็นช่างทองด้วยพื้นฐาน5 ขั้นตอน ได้แก่1/ชักลวด 2/ ขัดมัน 3/ห่วงคู่ 4/สายสมอและ5/เกลียวตัน
(เพิ่มเติม)
กระบวนการเป็นช่างทองในอดีต ขั้นเบสิกพื้นฐานทั้ง 5 ขั้นตอน ใช้เวลาถึง 5 ปีทีเดียว จึงได้ชื่อว่าเป็นช่างทองขั้นพื้นๆ ช่างทองจีนจะถูกฝึกปรือมาแบบเข้มข้นแบบนี้ โดยเฉพาะช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรียิ่งเข้มข้นประณีต เพราะถ้าขึ้นรูปหรือทำผิดขั้นตอนงานโบราณของไทย แก้ยากบางครั้งถึงกับต้องยุบหลอมทองใหม่เลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้น้ำหนักทองลดลงอีกด้วย
ไม่แปลกเลยที่"โกวแขก" ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่อายุ10 ขวบ ช่างทองในอดีตคนเดียวจึงสามารถทำงานทองได้ทุกอย่างทุกขั้นตอน ต่างกับช่างทองรุ่นใหม่ ที่ถูกฝึกให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งจึงรู้ไม่ครบกระบวนการ ยิ่งในปัจจุบัน พ.ศ.2568 ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นแรงและผันผวนมากเป็นประวัติการณ์ ราคาทองคำต่อบาทวันที่11 พศจิกายน ศกนี้ ประมาณ63000 บาท
"โกวแขก"บอกกับผมว่าย้อนไปดูประวัติศาสตร์ราคาทองคำจะเห็นว่าราวๆ 20 ปี จะเปลี่ยนหนึ่งครั้ง จำได้ว่าพ.ศ.2519 ราคาทองคำบาทละประมาณ1600 บาท ขยับขึ้นเป็น 6000 บาท จากเดิมช่างทองมีงานทำมากเพราะ ก่อนหน้าทองขึ้นราคาลูกค้าจะเอาทองที่ใช้อยู่มาเปลี่ยนลายเปลี่ยนแบบ ในนำหนักเท่าๆกันแล้วเสียค่ากำเหน็ด400บาท ศัพย์วงการช่างทองเรียกว่าทองสองไฟ ลูกค้าก็ได้ของใหม่ลายใหม่ไปใช้ ครั้นราคาทองขึ้นมาถึง6000 บาท ทองสองไฟหายไปเลย ธุรกิจการทำทองรูปพรรณ โดยเฉพาะช่างทอง งานตกฮวบไม่มีเลย ช่างทองหลายคนรวมทั้"โกวแขก"ต้องหาอาชีพอื่นเสริม แม้แต่ร้านทองเจ๊จู ช่วงนั้น"ซูเกียก"และ"เฮียง้วง"สามี"เจ๊จู"และลูกชายต้องไปทำธุรกิจเรือประมง ที่ไม่ถนัดเอาเลยอยู่พักหนึ่ง
พ.ศ.2529 ซึ่งย้ายบ้านมาอยู่หัวถนนหน้าศาลเจ้าบ้านปืนย่านวัดเกาะแล้ว พอดี"หม่อมไฉไล" มาสอบถามหาช่างทองโบราณย่านหัวถนน ให้ทำงานแบบช่างทองโบราณ แต่เป็นงานทองแบบจีนตีโป่ง ทำให้ธุรกิจช่างทองบ้านหัวถนนย่านวัดเกาะฟื้นขึ้นตามลำดับอีกครั้งหนึ่ง
นับแต่พ.ศ.2529 เป็นต้นมา"โกวแขก" ได้รับองค์ความรู้ใหม่คือกระบวนการทำและแบบลายการทำทองโบราณ สกุลช่างเมืองเพชร ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับราคาทองคำก็นิ่งไม่ผันผวนมากนัก งานช่างทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชร ได้รับความนิยมกระทั่ง ช่างทองโบราณตระกูลใหญ่ ย่านวัดเกาะ อาทิตระกูลทองสัมฤทธิ์ ตระกูลชูบดินทร์ ตระกูลสุวรรณช่าง และป้าเนื่อง แฝงสีคำ ทำไม่ทัน
จำเป็นต้องส่งงานต่อมาที่ครอบครัวช่างทองจีนแห่งเมืองโผวเล้ง "ไฉ่จู-ซูเกียก"แห่งร้านทองเจ๊จู ที่มีช่างทองพี่ๆน้องๆคือครอบครัว"ตั้งเย๊าะเม้ง"และครอบครัว"ไฉ่จูหรือเจ๊จู" ร่วมบ้านร่วมชายคาร่วมแรงด้วยกัน
"โกวแขก"เป็นช่างทองคนสำคัญให้กับ"ร้านทองเจ๊จู"ผู้มีศักดิ์เป็น"อาโกว"
องค์ความรู้ช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรีที่"โกวแขก"นับถือเป็นครู ได้แก่ ป้าอู่ ตระกูลชูบดินทร์ ป้าเล็ก(ทองคำ)ตระกูลทองสัมฤทธิ์ ป้าทองคำ สุวรรณช่าง และป้าเนื่อง แฝงสีคำ
"โกวแขก"บอกกับผมว่าได้กินได้ใช้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะครูช่างทองโบราณเพชรบุรีบ้านหัวถนนกลุ่มนี้นี่เอง"
"โกวแขก"บอกด้วยว่า แบบลายของช่างทองโบราณเพชรบุรีแต่ละตระกูล มีความแตกต่างกัน และถนัดงานงานและลายต่างกัน
เวลทำต้องทำตามแบบที่แต่ละตระกูลส่งมา อย่างปะวะหล่ำแบบแต่ละตระกูลที่ให้ทำต่างกันมีแบบกลีบมากกลีบน้อย บางตระกูลลูกสั้นลูกยาวต้องทำตามแบบไม่ให้สับสน
บางครั้งงานมีผิดพลาดลูกค้าของเขามาต่อว่า ตรวจสอบไม่ได้ว่าช่างตระกูลเขาทำหรือของเราทำ ดูไม่ออกเพราะเหมือนกัน ต่อมาเพื่อให้รู้ว่า"โกวแขก"ทำ คือให้ตีตราดาวไว้หัวท้ายของงาน
ดังนั้นงานทองโบราณเพชรบุรีที่เป็นงานเก่าย้อนกลับไปราว40-50ปีถ้ามีตอกดาวแปลว่าคือฝีมือ"โกวแขก"และครอบครัว

รู้ไหม"โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"ครูช่างทองจีนเมืองโผวเล้ง&ครูช่างทองโบราณเพชรบุรี(2)    ร้านทอง"ตั้งเจ็งง้วน"ย่านศาลเจ...
09/10/2025

รู้ไหม"โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"
ครูช่างทองจีนเมืองโผวเล้ง&ครูช่างทองโบราณเพชรบุรี(2)
ร้านทอง"ตั้งเจ็งง้วน"ย่านศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมืองของ"เตี่ยเย๊าะเม้งและแม่เตียง"เป็นห้องแถวไม้ของตระกูลท่าราบ ซึ่งในละแวกนั้นมีร้านทำทอง"เต็งเต็กเฮงฮวด"อีกเจ้าหนึ่งด้วย
"โกวแขก"และพี่น้องรวม 6 คน ได้แก่ 1/นายเชี่ยวชาญ อรรถวรรธน ชื่อจีนเซี๊ยะย่ง (ถึงแก่กรรม)2/โกวแขก(สมจิตร อรรถวรรธน)ชื่อจีน"ลี่เอ้ง" อายุ71 ปี
3/ นางสาวจี่เล้ง อรรถวรรธน อายุ 68ปี 4/ นายศานติ อรรถวรรธน อดีตข้าราชการระดับ9 อายุ67 ปี 5/นายบุญชัย อรรถวรรธน อดีตข้าราชการระดับ8 อายุ64 ปี และ6/นายบุญช่วย อรรถวรรธน อดีตข้าราชการระดับ8 อายุ60ปี
ทั้ง 6 คน เกิดในร้านทอง"ตั้งเจ็งง้วน" ถนนพานิชเจริญย่านศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง จึงทำให้พี่น้องทั้ง6 คน ของ"โกวแขก" มีความสารถเป็นช่างทองช่วยเหลือในร้านมาตั้งแต่เด็กทุกคน ทว่าที่รับเอาฝีมือมาเป็นช่างทองอาชีพ เพียง3 คนคือ เซี๊ยะย่ง ลี่เอ้ง(โกวแขก)และจี่เล้ง ส่วนน้องชายอีกสามคนไปเอาดีทางรับราชการ
"โกวแขก"บอกกับผมว่าในธุรกิจค้าขายทองรูปพรรณในเมืองเพชรบุรี โดยเฉพาะร้านขายทองของคนจีน จำแนกลักษณะได้สามประเภท ประเภทที่หนึ่งซื้อมาขายไป ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เปิดหน้าร้านขายทองรูปพรรณอย่างเดียวไม่มีช่างทอง ประเภทที่สอง เปิดหน้าร้านขายทองและเป็นช่างทองเองด้วย เช่น ร้านทองตั้งเจ็งง้วน ร้านทองเจ๊จู เป็นต้น ประเภทที่สาม คือเป็นช่างทำทองแบบรับสั่งทำไม่มีหน้าร้าน
ร้านทำทอง"ตั้งเจ็งง้วน" ทำทองรูปพรรณตามสั่งส่งร้านในตลาดเมืองเพชรและขายหน้าร้านด้วย ซึ่งเป็นงานทำทองแบบจีนทั่วไป
ทว่าต่อมา"เตี่ยเย๊าะเม้ง-แม่เตียง"ได้รับองค์ความรู้การทำทองใหม่ ต่างไปจากช่างทองแบบจีน คือการทำทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี จาก ตระกูลทองสัมฤทธิ์ ตระกูลชูบดินทร์ ที่เป็นตระกูลช่างทองโบราณเมืองเพชรที่มีชื่อเสียง ช่วงที่ย้ายไปอยู่บ้านหัวถนนหน้าศาลเจ้าจีนบ้านปืนย่านวัดเกาะ
ประมาณ พ.ศ.2512 เลิกกิจการร้านทอง"ตั้งเจ็งง้วน" แล้ว"เตี่ยเย๊าะเม้ง-แม่เตียง" และลูกๆทั้ง 6 คน ย้ายจากห้องแถวตระกูลท่าราบ ตรงศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง มาที่ใหม่โดยร่วมกับครอบครัวของ"ไฉ่จู"น้องสาว ที่สมรสกับ"นายซูเกียก แซ่โอ้ว" คนจีนโพ้นทะเลช่างทองจากเมืองโผวเล้งและญาติกับแม่เตียงอีกด้วย รวมญาติครอบครัวพี่ครอบครัวน้องมาอยู่ด้วยกันเช่าบ้านหลังบ้านใหญ่ของ นายครอง วาดเวียงไชย คหบดีใหญ่บ้านหัวถนน(พานิชเจริญ)หน้าศาลเจ้าจีนบ้านปืนย่านวัดเกาะ
"โกวแขก"เล่าว่า มาอยู่ที่แห่งใหม่รวมญาติกันเพราะ"ไฉ่จู"น้องสาวเตี่ย เปิดร้านทองเจ๊จู จึงมาเสริมกำลังเป็นช่างให้ร้านทองของน้องสาว ช่วงนี้นี่เองที่พวกเราตระกูลตั้งและตระกูลโอ้ว ได้รับองค์ความรู้ใหม่ คือองค์ความรู้ช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี จากช่างทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชรทั้งสองตระกูลดัง ที่มีชื่อเสียงมานานผู้หลักผู้ใหญ่เมืองเพชรและคนตระใหญ่ๆในกทม.สั่งงานไว้จนล้นมือ จึงมาว่าจ้างสั่งทำตามแบบ ดังนั้น"เตี่ยเย๊าะเม้ง-แม่เตียง"และพวกเราลูกๆ รวมถึง
" ไฉ่จู-ซูเกียก" จึงมีความรู้ความชำนาญการทำทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชรด้วย

รู้ไหม "โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"ครูช่างทองจีนโผวเล้ง&ครูช่างทองโบราณเพชรบุรี(1)   ย้อนไปในในอดีต "ช่างทองเมืองเพชร"สา...
25/09/2025

รู้ไหม "โกวแขก"ชื่อจีน"ตั้งลี่เอ้ง"
ครูช่างทองจีนโผวเล้ง&
ครูช่างทองโบราณเพชรบุรี(1)

ย้อนไปในในอดีต "ช่างทองเมืองเพชร"สามารถจำแนกออกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรกคือ"ช่างทองสกุลช่างจีน" ซึ่งยุคแรกๆเป็นคนจีนโพ้นทะเลเข้ามาตั้งรกรากในเมืองเพชรลูกหลานเชื้อสายจีนสืบทอด เปิดร้านขายทองทั่วไป
ประเภทที่สองคือ"ช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี" คนไทยคนเมืองเพชร รับทำงานทองสไตล์โบราณ อาทิ สร้อย แหวน กำไล อุบ๊ะ ปะวะหล่ำ ลูกสนเป็นต้น ส่วนใหญ่รับสั่งทำไม่เปิดหน้าร้านขายทองแบบคนจีน แหล่งคือย่านวัดเกาะ -ศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมืองถนนพานิชเจริญ เป็นประหนึ่งชุมชนช่างทองโบราณสกุลช่างเพชรบุรี ที่สังคมเมืองเพชรคุ้นเคยนับตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาได้แก่ ตระกูลสุวรณช่าง ,ตระกูลทองสัมฤทธิ์ ,ตระกูลชูบดินทร์ ,ป้าเนื่อง แฝงสีคำ และป้าฉิว บุญศิริ เป็นต้น
ปฏิเสธมิได้ว่า
"โกวแขก"หรือ"ตั้งลี่เอ้ง" (ลี่เอ้งแปลว่าดอกไม้)ชื่อไทยคือ "สมจิตร อรรถวรรธน" เป็นช่างทองทั้งสองประเภท ระดับครูช่างเลยทีเดียว
ประวัติศาสตร์ชาติตระกูลของ"โกวแขกหรือลี่เอ้ง" เริ่มต้นเมื่อประมาณเกือบ100 ปีก่อน
อากง-อาม่า ของ"โกวแขก"ชื่อ"ตั้งกี๊ฮิง"และ"จึงซู้เช้ง"ช่างทองคนจีนโพ้นทะเลมาจากเมืองโผวเล้ง หอบลูก3คน ชื่อ"หยกไถ,หยกเม้งและไถ่จู" ขึ้นเรือสำเภาเข้ามาสู่สยามประเทศ ขณะอยู่กลางทะเล น่าเศร้าที่"หยกไถ่"ลูกชายคนโตเป็นไข้เสียชีวิตต้องโยนศพลงทะเล ขึ้นฝั่งที่จังหวัดชลบุรี คงเหลือลูกชายและลูกสาว "ตั้งหยกเม้งและตั้งไฉ่จู"ทำมาหากินอยู่ระยะหนึ่ง
อากง-อาม่า"ตั้งกี๊ฮิง-จึงซู้เช้ง"และลูกที่รอดชีวิตสองคนย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ระยะแรกเช่าห้องแถวประกอบอาชีพเป็นช่างทำทอง บนถนนพานิชเจริญย่านศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง
"ตั้งหยกเม้ง"ที่รอดชีวิตมาถูกเขียนชื่อในใบต่างด้าวว่า"นายเย๊าะเม้ง แซ่ตั้ง" ออกเสียงให้ถูกต้อง"หยกเม้ง" "เย๊าะเม้งหรือหยกเม้ง"ต่อมาคือ"เตี่ยของ"โกวแขก"นั่นเอง ส่วนน้องสาว"เย๊าะเม้ง" ชื่อ"ตั้งไฉ่จู" ก็คือ"เจ๊จู" ร้านทองชื่อดังในตลาดเมืองเพชรนั่นเอง ภายหลังอากง"ตั้งกี๊ฮิง"ถึงแก่กรรม ส่วนอาม่า"ซู้เช้ง" ไปอยู่กับ"ตั้งไฉ่จู"ที่ออกเรือนกับคนตระกูลโอ้ว
"ตั้งหยกเม้งหรือนายเย๊าะเม้งแซ่ตั้ง" สืบทอดช่างทองมาจากเตี่ย ต่อมาสมรสกับ"แม่เตียง แซ่โอ้ว"ซึ่งเป็นช่างทองและมีบรรพชนเป็นช่างทองจากเมืองโผวเล้งเช่นเดียวกัน แล้วร่วมกันตั้งร้านรับงานทำทองชื่อ"ร้านตั้งเจ็งง้วน" เป็นร้านห้องแถว ย่านศาลเจ้าต้นโพธิ์ประตูเมือง ถนนพานิชเจริญ

67 ปี "ข้าวเกรียบน้ำเพชร"ฮับ!ปลีกส่งของฝากพื้นเมืองทั่วไทย    "ข้าวเกรียบน้ำเพชร" เป็นแบรนด์ ข้าวเกรียบงาแบรนด์หนึ่งของเ...
12/09/2025

67 ปี "ข้าวเกรียบน้ำเพชร"
ฮับ!ปลีกส่งของฝากพื้นเมืองทั่วไทย

"ข้าวเกรียบน้ำเพชร" เป็นแบรนด์ ข้าวเกรียบงาแบรนด์หนึ่งของเมืองเพชรที่ยังยืนยงบนถนนพานิชเจริญมาถึงปัจจุบัน
ปฏิเสธมิได้ว่าโรงงานข้าวเกรียบงาแบรนด์ดังเมืองเพชรมีหลายเจ้าหลายแบรนด์ซึ่งมีโรงงานแหล่งผลิตตั้งอยู่บนถนนพานิชเจริญแทบทั้งสิ้น นับตั้งแต่หอนาฬิกาย่านวัดเกาะไปถึงแยกไฟแดงสะพานลำไย
"ข้าวเกรียบน้ำเพชร" เป็นเจ้าหนึ่งในหลายเจ้าที่ตั้งอยู่ถนนพานิชเจริญหอนาฬิกาย่านวัดเกาะ ประวัติศาสตร์"ข้าวเกรียบน้ำเพชร" เริ่มต้นราวพ.ศ. 2501 โดยครูประสิทธิ์ -คุณแม่สายยงค์ แย้มนิล
ก่อนที่จะเป็นโรงงานข้าวเกรียบงาแบรนด์น้ำเพชร ตระกูลแย้มนิล มีร้านค้าชื่อ"พูลสวัสดิ์" ขายหมวกงอบเสื้อแม่ค้าเสื้อชาวนาและของจำเป็นจิปาถะ โดย"คุณย่าซับ แย้มนิล" แม่ของ"ครูประสิทธิ์" ขณะที่"ครูประสิทธิ์"ในวัยหนุ่มมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนสุวรรณรังสฤษวิทยาลัย รุ่นเดียวกับ อาจารย์ประสิทธิ์ ธีรานันนท์ อดีตครูใหญ่โรงเรียนเดียวกัน ต่อมาเป็นครูสินที่"โรงเรียนพาณิชย์บุญเลี่ยม"ขณะยังตั้งอยู่ในวัดอุทัย
ต่อมา"ครูประสิทธิ์" สมรสกับ"คุณแม่สายยงค์" เป็นคนเชื้อสายจีนบ้านแหลมวัดต้นสน จึงเปิดร้านขาย อุปกรณ์เครื่องเขียนและเสื้อผ้าชื่อ"สิทธิพร" โดย"คุณแม่สายยงค์"คอยดูแลร้าน ขณะที่"ครูประสิทธิ์"สอนหนังสือและเดินกลยุทธการตลาด ลูกค้าร้านสิทธิพร ส่วนใหญ่คือหน่วยงานราชการและครู สามารถ"แป๊ะโป้ง"เอาของไปก่อนผ่อนที่หลังได้ ดังนั้นวันเงินเดือนครูออก"ครูประสิทธิ์"จะไปรอที่ศาลากลางงานจ่ายเงินเดือนคอยเก็บเงินครูที่"แป๊ะโป้ง"ไว้
ต่อมาไม่นานนัก"ครูประสิทธ์"รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่งจึงลาออกจากการเป็นครู แล้วออกรถบรรทุกยี่ห้อดอซทำธุรกิจขนส่งสินค้า งานประคือขนกล้วยไปราชการ ขนฟืนและน้ำตาลโตนดไปส่งโรงงานผลิตข้าวเกรียบงา เช่นเพ็ชรปิ่นแก้ว ,เหลืองทอง,อุดมเพชร เป็นต้น จากประสบการณ์ส่งของให้กับโรงข้าวเกรียบงาหลายแห่ง นอกจากได้องค์ความรู้ธการผลิตข้าวเกรียบงา ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
พ.ศ.2501 จึงเปิดโรงงานผลิตข้าวเกรียบงา"น้ำเพชร" แทนร้านเสื้อผ้าและอุปกร์เครื่องเขียน ข้าวเกรียบงาเมืองเพชร แบบดั่งเดิม คือใช้ข้าวกล้องล้างให้สะอาดแล้วโม่จนได้แป้ง คลุกเคล้ากับน้ำตาลโตนด มะพร้าวซึกและงาดำ ละเลง บนหม้อมีไอร้อนคล้ายขนมเบื้องอ่อน แล้วเอาไปตากแดด จัดแต่งขอบให้กลมมัดด้วยเชือกแล้วห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อน จากนั้นห่อด้วยกระดาษแก้วสีเขียวเหลืองแดงตราภูเขาไฟฟูจินำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซื้อจากร้านเสรีวัฒน์
ข้าวเกรียบงาน้ำเพชรหลากสีสรร คล้ายกันทุกร้านทุกแบรนด์ มีร้านมขายของฝากมารับไปขายทั้งขายปลีกหน้าร้านและขายส่ง ในยุคโน้นขายดีคือขายข้างรถไฟสายใต้ คนใต้นิยมกินข้าวเกรียบงาและของฝากเมืองเพชรมาถึงปัจจุบัน ในยุครถบัสแดงรถทัวร์สายใต้ ยิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
สำหรับคนงานละเลงข้าวเกรียบงาในยุคต้นพ.ศ.2500 หาง่ายส่วนใหญ่เป็นสาวๆจากบ้านปลายนาทุ่งลม ห้วยเสือ หนองโสน และไร่พเนียดเป็นต้น คนไหนใกล้ก็ขี่จักรยานมา บางคนบ้านไกลก็พักอาศัยในโรงข้าวเกรียบ ดังนั้นในยุคโน้นถนนพานิชเจริญจะมีสาวๆโรงงานข้าวเกรียบจำนวนมาก ช่วงเลิกงานจะมีหนุ่มๆมาออกันเต็ม หลายคู่ก็สมรสสมรักกันในทุกวันนี้
ราวพ.ศ.2542 "ข้าวเกรียบน้ำเพชร"ปิดตัวลงเพราะหาคนงานยาก ด้วยกฏของเทศบาลและอุตสาหกรรม การใช้ฟืนไฟ การเปลี่ยนวิถีการซื้อของฝากที่เปลี่ยนเป็นขนมหวานขนมหม้อแกงคืออุปสรรคด้วยเช่นกัน
ทว่าแบรนด์"ข้าวเกรียบน้ำเพชร"มิได้ล้มหายตายจากอย่างแบรนด์อื่นๆ เพราะ"พี่หมึก(สัญญ แย้มนิล""คุณแม่สายยงค์""คุณแตน(สินีนาฏ แย้มนิล) มองเห็นว่าลูกค้าเดิมๆต้องการความหลากหลาย ของฝากที่เป็นของแห้งอื่นๆ "ข้าวเกรียบน้ำเพชร"จึงทำตัวให้เป็นฮับศูนย์กลางขายปลีกขายส่งของฝากพื้นเมืองจากทั่วไทย

"ถนนข้าวเกรียบงา"ทุนวัฒนธรรมในอดีตเมืองเพชรบุรี       ถนนพานิชเจริญ ถนนคนเดิน ย่านวัดเกาะ-ต้นโพธิ์ประตูเมือง ผมวัดระยะทา...
26/08/2025

"ถนนข้าวเกรียบงา"
ทุนวัฒนธรรมในอดีตเมืองเพชรบุรี

ถนนพานิชเจริญ ถนนคนเดิน ย่านวัดเกาะ-ต้นโพธิ์ประตูเมือง ผมวัดระยะทางโดยจับไมล์รถยนต์ได้ประมาณ600 เมตร ปฏิเสธมิได้ว่าบุคคลที่เริ่มต้นทำให้เกิดถนนคนเดินเมืองเพชรคือ ดร.ธณพล วัฒนกุล นักวิจัยหลักนักบริหารทุนทางวัฒนธรรมและทีมวิจัยมหาวิทยาลัยศิลปากร และนายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศบาลเมืองเพชรบุรี และพล.ต.ต.กิตติ สะเภาทอง รองนายกเทศมนตรีในขณะนั้น เห็นพ้องร่วมกันว่าถนนพานิชเจริญช่วงดังกล่าวมีคุณค่าเป็น"ถนนทุนวัฒนธรรม "
ในฐานะนักศึกษานักค้นคว้าและ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพชรบุรีคนหนึ่ง เมื่อลงพื้นที่พบปะพูดคุยสนทนากับผู้คนในพื้นที่โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย ทำให้ทราบข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งอันเกี่ยวกับทฤษฎีพื้นที่และผู้คน
โดยเฉพาะทุนทางวัฒนธรรม มีทั้งทุนวัฒนธรรมที่จับต้องได้และทุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ผู้เขียนหนังสือชื่อ"การจัดการทุนวัฒนธรรมไทย ทฤษฎีและการปฏิบัติ" ได้จำแนกทุนวัฒนธรรมไว้6 ประเภท 1/ภาษา2/ความเชื่อค่านิยม3/จารีต ประเพณี 4/ภูมิปัญญา 5/วิถีชีวิต6/ศิลปรรม นาฏศิลป์-ดนตรีและสถาปัตยกรรม
ในที่นี้จะได้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ทุนทางวัฒนธรรมประเภทภูมิปัญญาด้านอาหารชนิดหนึ่งที่หายไปจากถนนพานิชเจริญ คือ"ข้าวเกรียบงา"
ในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ก่อนที่เมืองเพชรบุรีจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองขนมหวานเมืองขนมหม้อแกงมีร้านขายขนมหวานของฝากมากอย่างทุกวันนี้ ก่อนหน้านั้นเพชรบุรีเป็นเมืองข้าวเกรียบงา แหล่งผลิตข้าวเกรียบงาที่มีชื่อเสียงมีหลายแบรนด์หลายเจ้าตั้งอยู่บนถนนพานิชเจริญ ประหนึ่งเป็น"ถนนข้าวเกรียบงาเมืองเพชรบุรี"
ในอดีตก่อนที่ขนมหม้อแกงขนมหวานเมืองเพชรจะเป็นของฝาก "ข้าวเกรียบงา"เป็นของฝากยอดนิยมมาก่อน กระทั้ง"ครูไพบูลย์ บุตรขัน" แต่งเพลงให้ "ไพรวัลย์ ลูกเพชร"ขับร้อง ชื่อเพลง นิราศรักนครปฐม เนื้อเพลงบางท่อนบางตอน กล่าวถึง"ข้าวเกรียบงา"ดังนี้
"รถเมล์รับจ้างประจำทางสายเพชรบุรี ผ่านองค์ปฐมเจดีย์ สีทองมองสูงตระหง่าน..........................................................................
ขอลาร้อยชั่งกลับเขาวังเมืองเพชรบุรี อย่าลืมนะ พี่คนดีสิ้นปีจะย้อนมาใหม่.........................................................
ย้อนมาคราวหน้า จะมาหอมแก้มเอวกลม จะซื้อข้าวเกรียบที่เขานิยม มาฝากคนสวยพร้อมด้วยน้ำตาล"

ประวัติศาสตร์การทำข้าวเกรียบงาเมืองเพชรทำมาแต่เมื่อใดยังไม่ทราบชัด ทว่าทำเป็นธุรกิจของฝากบนถนนพานิชเจริญเข้าใจว่าราวสมัยรัชกาลที่6 คือ"ข้าวเกรียบอุดมเพชร"โดยตาโม่-ยายพลอย ขาวปลอด เริ่มทำข้าวเกรียบงาราว พ. ศ.2460 ข้าวเกรียบเพ็ชรปิ่นแก้ว ไทยสว่าง เครือเพ็ชร มีชัย ข้าวเกรียบเหลืองทอง เพชรอวยพร เพชรนวรัตน์และข้าวเกรียบน้ำเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ผลิตข้าวเกรียบที่มิได้อยู่บนถนนพานิชเจริญ ได้แก่ ข้าวเกรียบ ส.รุ่งเรือง ข้าวเจือทิพย์
วันนี้ทุนวัฒนธรรม"ข้าวเกรียบงา" เมืองเพชรยังสืบทอดภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่อง ทว่าความนิยมการกินการนำไปเป็นของฝากลดความนิยมลง เพราะมีขนมหวานขนมหม้อแกงของฝากที่เป็นไปตามยุคสมัย แหล่งผลิตข้าวเกรียบงาบนถนนพานิชเจริญจึงล้มหายไปที่ละเจ้าสองเจ้า คงเหลือเพียงเจ้าเดียวคือ"ข้าวเกรียบน้ำเพชร"
ที่"ครูประสิทธิ์-แม่สายยงค์ แย้มนิล" ก่อตั้งมาเมื่อราว70 ปีก่อน
น่าสนใจว่า แบรนด์ข้าวเกรียบน้ำเพชร ทำไม!ยังคงอยู่

พระชลธารวินิจฉัย(กัปตันฉุน)บรรพชนของ"ภพชนก ชลานุเคราะห์"ผู้ว่าฯเมืองเพชรสู่อธิบดี    ปฏิเสธมิได้ว่า"ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคร...
24/07/2025

พระชลธารวินิจฉัย(กัปตันฉุน)
บรรพชนของ"ภพชนก ชลานุเคราะห์"ผู้ว่าฯเมืองเพชรสู่อธิบดี

ปฏิเสธมิได้ว่า"ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์" มารับราชการในฐานะผู้ราชการจังหวัดเพชรบุรี ไม่ถึงปีก็ทำให้คนเมืองเพชรหลายฝ่าย ทั้งภาคการเมืองท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รู้สึกเสียดาย แม้ว่าท่านจะไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นอย่างสง่างามก็ตาม
เสียดายผู้ว่าฯที่เข้าถึงใจและเข้าถึงภารกิจงาน โดยเฉพาะการวางตนการเป็นผู้ว่าฯที่ใครๆก็สามารถเอื้อมถึง แบบ"ทรงเพชร...แว๊บจัด"
รู้ไหม!! "ผู้ว่าเอ็มหรือว่าที่อธิบดีฯภพชนก" ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เพราะท่านมีบรรพชนที่ไม่ธรรมดาเลย
ผมอ่านข้อมูลทำให้ทราบประวัติศาสตร์บรรพชนของท่านหลายคนมีคุณูประการกับสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทว่าในที่นี้จะกล่าวถึงบรรพชนต้นรากต้นสกุล"ชลานุเคราะห์"เพียงท่านเดียวก่อน คือ "พระชลธารวินิจฉัย "

"พระชลธารวินิจฉัย"มีนามเดิมว่า"ฉุน" เกิดเมื่อ พ. ศ. 2369 เป็นบุตรของ"หมื่นขจรเจนชลา(เงิน)" ส่วนมารดาไม่ทราบชื่อแต่เป็นชาวญวนในเมืองจันทรบุรี(ว่ากันว่าฝ่ายมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์จากเวียดนามอพยพมาพึ่งโพธิสมภารสยามประเทศ)
"พระชลธารวินิจฉัย(ฉุน)" ในเยาว์วัยได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจาก "สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค)เคยเป็นแม่กองการก่อสร้างพระนครคีรีเพชรบุรี ตั้งแต่มีบรรดาศักดิ์ที่"จมื่นไวยวรนารถ" ต่อได้ถูกฝากฝังกับกัปตันเรือชาวอังกฤษให้ฝึกหัดวิชาการเดินเรือในประเทศอังกฤษ เมื่อราวปลายสมัยรัชกาลที่ 3 นับว่าเป็นนักเรียนนอกคนแรกของกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว แล้วกลับมาสยามประเทศ รับราชการในสมัยรัชกาลที่ 4 ในสมัยนั้นใครๆเรียกท่านว่า"กัปตันฉุน"
"พระชลธารวินิจฉัยหรือกัปตันฉุน" มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นล่าม ประจำตัว "พระยามนตรีสุริยวงศ์(ชุ่ม บุนนาค) ราชฑูตครั้งเดินทางไปสัมพันธไมตรีกับพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งอังกฤษ และเป็นล่ามประจำตัว เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) ครั้งเดินทางไปฝรั่งเศษ พ.ศ.2404 โดยมีราชทินนามบรรดาศักดิ์ที่"เจ้าหมื่นไวยวรนารถ"
สมัยรัชกาลที่5 เป็นพนักงานตรวจตรารักษาคลองเป็เจ้ากรมคลอง ที่"ขุนจรเจนทะเลและหลวงชลธารวินิจฉัย ตามลำดับ
และ พ. ศ.2413 เป็น"พระชลธารวินิจฉัย"
ทั้งนี้บรรพชนในตระกูลชลานุเคราะห์ ที่เป็นบุคคลสำคัญในสังคมไทย เช่น นายแม่น ชลานุเคราะห์ อดีตโฆษกวิทยุกรรมประชาสัมพันธ์คนแรกๆที่อ่านแถลงการปฏิวัติสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามและแม่ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติ (นาฏศิลป์) เป็นต้น
พ. ศ.2568 ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น "ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์" ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สู่ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ศาลเจ้าจีน(ไหหลำ)หนึ่งเดียวจารึกประวัติศาสตร์บนศิลาขอดีอำเภอบ้านแหลม-เพชร    ศาลเจ้ากวนอู เป็นชื่อเป็นทางการที่กรมการปกค...
12/07/2025

ศาลเจ้าจีน(ไหหลำ)หนึ่งเดียว
จารึกประวัติศาสตร์บนศิลา
ขอดีอำเภอบ้านแหลม-เพชร

ศาลเจ้ากวนอู เป็นชื่อเป็นทางการที่กรมการปกครองโดยอำเภอบ้านแหลมได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน ในฐานะเจ้าของพื้นที่ พ.ศ.2498 และในสารบบที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดเพชรบุรี (แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน)ระบุด้วยว่าก่อน พ. ศ. 2498 อำเภอบ้านแหลมครอบได้ครอบครองศาลเจ้ากวนอู มาก่อนแล้วกว่า 30 ปี และระบุด้วยว่าเป็นที่ตั้งศาลเจ้ากวนอูและให้ราษฎรย์เข้าอยู่อาศัย มีเนื้อที่1 ไร่ 80 ตารางวา
ศาลเจ้ากวนอู ชาวบ้านยุคหนึ่งเรียกว่าศาลเจ้าโรงเบ็ด สำหรับตัว อาคารศาลเจ้ากวนอู สร้างด้วยไม้สักทั้งหลังเป็นเรือนหมู่ยกพื้นเตี้ยๆประกอบด้วยอาคารแนวขวาง 3 เรือนและแนวสกัดอีก 2 เรือน ทาสีเขียวสลับแดง
หน้าศาลเจ้ากวนอู ตั้งด้วยแผ่นศิลาขนาดท่วมหัวมีจารึกด้วยภาษาจีน ซ้ายขวาข้างละแผ่น และมีภาษาไทยใส่กรอบแปลไว้ให้เสร็จศัพท์ทำให้ทราบประวัติศาสตร์ท้องถิ่นคนจีนไหหลำอำเภอบ้านแหลม ความส่วนหนึ่งดังนี้
"พวกเราชาวจีนไหหลำย้ายถิ่นข้ามประเทศด้วยความปลอดภัยมาอาศัยอยู่ในเมืองสยาม บ้านพัก บ้านอาศัย ธุรกิจ ตลอดจนผู้ไปๆมาๆ ถนัดการค้าการขายของพวกเรา องค์เทพเจ้ากวนอู กล้าหาญชาญชัย มาแต่ดึกดำบรรพ์ ศักดิ์สิทธิ์มาเป็นพันปี ส่องแสงโชติช่วงชัชวาล ประทานพรให้ลูกหลานเทียมฟ้าด้วยความสัจธรรม..."
ความจากศิลาจารึกข้างต้นทำให้ทราบว่า ศาลเจ้ากวนอูเป็นชื่อศาลเจ้ามาแต่เดิมโดยคนจีนไหหลำเป็นผู้สร้าง "ศาลเจ้ากวนอู สร้างเมื่อไรไม่ถูกบันทึกไว้ ที่บันทึกในแผ่นศิลาคือซ่อมศาลเจ้ากวนอู 2 ครั้ง
ครั้งแรกปีมะเส็ง ค.ศ.1809หรือตรงกับพ.ศ. 2352 (ประมาณปลายรัชกาลที่1-ต้นรัชกาลที่2)
"นายฮ่งเซ็ง"เป็นผู้นำในการบูรณะซ่อมแซมเพิ่มเรือนขวางและโรงงิ้ว ซ่อมครั้งที่2"นายฮ่งเซ็ง"เป็นหัวหน้าการซ่อมอีกใน ค.ศ.1876 ตรงกับพ.ศ.2419 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่5)แผ่นศิลาอผ่นที่2 ยังบันทึกรายนามผู้บริจาคไว้อีกด้วย
ความเก่าแก่โบราณอย่างน้อยก็สมัยรัชกาลที่2 ที่ถูกซ่อมแซมพ.ศ.2352 ถึง พ.ศ.2568 ศาลเจ้ากวนอูหลังนี้ก็มีอายุ 216 ปีเข้าไปแล้ว และถ้านับเวลาสร้างจริงซึ่งไม่ทราบไหนจึงกำหนดเลาลาไม่ได้ ทว่าผู้รู้งานศิลปะสามารถกำหนดอายุยุคสมัยได้
เมื่อเข้าสู่ภายในอาคารที่กว้างขวาง โดยเฉพาะแท่นบูชาเป็นงานไม้ทาสีหน้าสิงห์ขาสิงห์ ถัดไปคือซุ้มศาลเจ้าเป็นงานคราฟท์จำหลักไม้ที่สวยงามชนิดที่ไม่ค่อยพบเจอบ่อยนัก จำหลักไม้รูปมงคลเช่น ฮกลกสิ่ว ต้นท้อลูกท้อ นกเกาะกิ่งไม้และมังกรเป็นต้นโดยเฉพาะงานคราฟท์มังกรคู่ไม่อ้าปาก ตากลมโต งามแบบแปลกตาคือซุ้มมังกรคู่ บนแท่นศาลเจ้ามีองค์เทพกวนอูประดิษฐาน งานคราฟท์จำหลักไม้ซุ้มศาลเจ้ากวนอู น่าบอกอายุที่แท้ของศาลเจ้าแห่งนี้ได้

"สวนเหนือขวัญ"พื้นที่สีเขียว"วัดกลางเหนือ"กรุสมอพลือ        "สวนเหนือขวัญ" พื้นที่สีเขียว เป็นสวนผลไม้ไทยของ"วัดกลางเหนื...
26/06/2025

"สวนเหนือขวัญ"พื้นที่สีเขียว
"วัดกลางเหนือ"กรุสมอพลือ

"สวนเหนือขวัญ" พื้นที่สีเขียว เป็นสวนผลไม้ไทยของ"วัดกลางเหนือ" ย้อนกลับไปในอดีต วัดเหนือ(ร้าง)เป็นที่รกร้างน่ากลัวกระทั่ง พ.ศ.2487 มีการค้นพบพระกรุสมอพลือ จำนวน27 องค์ โดยผู้ค้นพบคือกำนันเกตุ เดชสำราณ อดีตกำนันตำบลสมอพลือและนายสายบ้านโพธิ์ใหญ่ ภายหลังชาวบ้านสมอพลือเชื้อสายพราหมณ์คือตระกูลพราหมณ์แก้วภายหลังเปลี่ยนเป็นทองวิลาศ เช่าที่ดินวัดเหนือ(ร้าง)ประมาณ9 ไร่ สืบต่อลูกหลานมา 3 รุ่น
รุ่นแรกคือนายมากและนางขวัญ ทองวิลาศ ได้เช่าที่วัดเหนือ(ร้าง) โดยเข้าไปหักร้างถางพงทำนาทำตาลและปลูกกล้วย รุ่นที่สองส่งต่อมาที่บุตรสาวชื่อนางฉลวย ม่วงไหมทอง(นายพุ่มสามี) พัฒนามาเป็นสวนมะนาวและสวนกล้วยไม้ยืนต้นพื้นถิ่น มาถึงปัจจุบัน รุ่นที่สาม นายวิรัช ม่วงไหมทองและพี่น้องร่วมกันพัฒนามาเป็นสวนผลไม้ไทยเช่นเงาะ ทุเรียน ส้มโอ กระท้อน ลิ้นจี่ ลำไย มะไฟ มังคุด ลองกองมะม่วง เป็นต้น น่าประหลาดที่ผลไม้จาก"สวนหนือขัวญ"กรุสมอพลือ มีรสชาติที่ดี เงาะหวานกรอบร่อน ทุเรียนเนื้อแห้งกล้วยหอม้นื้ละอียดเหนียวผู้ซื้อนิยมนำไปทำเค็กเป็นต้น
ในการทำนาทำสวนและทำมาหาทำกินในพื้นที่วัดเหนือ(ร้าง)กรุสมอพลือของชาวบ้านตระกูลนี้ เป็นการรักษาพื้นที่ที่เป็นโบราณสถานไว้อย่างดี โดยรักษาต้นมหาโสณกะ(ต้นอ้อยช้าง)ต้นไม้ในพระพุทธศาสนาและฐานโบสถ์เก่าไว้โดยไม่ปลูกพืชหรือไถดันเอาพื้นที่เพิ่มหรือนำพื้นที่บางส่วนมาทำร้านค้าโน้นนี่ ทั้งนี้เพื่อมิให้สมบัติของพระพุทธศาสนาถูกทำลาย เป็นเนติธรรมเป็นแบบอย่างที่ดี สมควรกราบ
"สวนเหนือขวัญ" อาจารย์ไพโรจน์ ม่วงไหมทอง เป็นผู้ให้ชื่อ"เหนือ"คือวัดเหนือ(ร้าง) "ขวัญ" คือชื่อคุณยาย อาจารย์ไพโรจน์บอกกับอย่างนั้น "สวนเหนือขวัญ" จึงเป็นพื้นที่สีเขียวโดยธรรมชาตืที่จะทำให้"วัดกลางเหนือ" วัดที่ยกขึ้นใหม่ ในถิ่นพราหมณ์สมอพลือ
ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เห็นสมควรรวม วัดเหนือ(ร้าง) ตั้งอยู่ ณ บ้านสมอพลือ หมู่ที่1 ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี กับวัดกลาง ตั้งอยู่ ณ บ้านสมอพลือหมู่ที่1 ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เพื่อมิให้สมบัติของพระพุทธศาสนาถูกทำลายและเพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงวัดให้เจริญมั่นคงยิ่งขึ้น
จึงประกาศรวมวัดเป็นวัดเดียวกัน มีชื่อว่า วัดกลางเหนือ สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่14 มีนาคม พ.ศ.2567
โดยมี พระวชิรธรรมคณี เป็นเจ้าอาวาสรักษาการ

เปิดกรุสมอพลือส่งด่วนวัดกลางเทพนิมิตร    วัดกลางเทพนิมิตร เดิมชื่อวัดกลาง เป็นวัดที่ถูกทิ้งร้างมานาน พิจารณาจากโบราณวัตถ...
11/06/2025

เปิดกรุสมอพลือ
ส่งด่วน
วัดกลางเทพนิมิตร

วัดกลางเทพนิมิตร เดิมชื่อวัดกลาง เป็นวัดที่ถูกทิ้งร้างมานาน พิจารณาจากโบราณวัตถุโบราณสถานเข้าใจว่าอยู่ในสมัยอยุธยา เช่นเดียวกับวัดเหนือ(ร้าง) ราวพ.ศ.2530 พระธีระ รกฺขิตฺจิตฺโต เคยอุปสมบทที่วัดป่าแป้น บ้านลาด เพชรบุรี มาตั้งสำนักสงฆ์ชื่อ"สำนักสงฆ์ วัดกลาง" พ.ศ.2533 มีพระภิกษุจำพรรษา 5 รูป พ.ศ.2534 พระภิกษุจำพรรษา 2 รูป ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น"วัดกลางเทพนิมิตร" และตามโฉลดที่ดินพ.ศ.2535 มีเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน1ตารางวา
ผมอ่านหนังสือ งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสิริวชิรธรรม(เทียบ จารุวณฺโณ) พ.ศ.2534 โดย อาจารย์บุญมี พิบูลย์สมบัติ และคณะ ทำให้ทราบว่า สำนักสงฆ์ ได้ทำการทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ และก่อสร้างเสนาสนะ ประการสำคัญที่สมควรบันทึกเกี่ยข้องกับวกับโบราณสถานเดิม
คือสร้างอุโบสถทับลงบนฐานอุโบสถเดิม บูรณพระประธานขึ้นใหม่เมื่อพ.ศ.2530 แต่เดิมพระประธานเป็นอิฐก่อฉาบปูน
ส่วนที่ยังคงสภาพโดยยังไม่ได้บูรณะคือเจดีย์เรียงหน้ากระด้านหน้าอุโบสถ เดิมมี 3 องค์ ปัจจุบันคงสภาพหักพัง 2 องค์ ทั้งนี้การปรับพื้นที่บริเวณอุโบสถเดิมเมื่อ พ.ศ.2530 นั้นได้พบเศียรพระพุทธรูปสำริดขนาดต่างๆจำนวนมาก
จากการสำรวจเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2568 พบว่า คุณวิไลภรณ์ เขตรภักดิ์ อายุ 52 ปี เจ้าหน้า ที่ดูแลพระภิกษุอาพาธ ได้เก็บรักษาโบราณวัตถุไว้จำนวนหนึ่ง ได้แก่กระเบื้องเชิงชายดินเผาลายพันธุ์พฤกษา กระเบื้องมุงหลังคาดินเผา สมัยอยุธยา และถ้วยจีน ญี่ปุ่นและสังคโลก เป็นต้น
ในการนี้ทำให้ทราบด้วยว่าการตั้งสำนักสงฆ์ ในวัดร้างยังมิได้เป็นวัดที่สมบูรณ์
ต่อมากรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพื้นที่วัดเป็นโบราณสถาน 17 มีนาคม พ.ศ.2542
และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศ ยกวัดกลาง(ร้าง)ขึ้นเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วันที่ 10 ตุลาคมพ.ศ. 2565
ทั้งนี้พ.ศ.2567 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศการรวมวัดเหนือ(ร้าง)และวัดกลาง(ร้าง)เป็นวัดเดียวกันมีชื่อว่า"วัดกลางเหนือ"

ขลังศักดิ์สิทธิ์  #พระกรุสมอพลือ วัดเหนือ(ร้าง)เกี่ยวอะไรกับพราหมณ์สมอพลือ   ปฏิเสธมิได้ว่า พระหูยานกรุสมอพลือ ชื่อเสียง...
26/05/2025

ขลังศักดิ์สิทธิ์
#พระกรุสมอพลือ
วัดเหนือ(ร้าง)เกี่ยวอะไรกับพราหมณ์สมอพลือ

ปฏิเสธมิได้ว่า พระหูยานกรุสมอพลือ ชื่อเสียงลือลั่นในวงการพระประเทศไทย มาตั้งแต่กรุแตกเมื่อ พ.ศ.2487 เลยทีเดียว ทว่าคนเมืองเพชรและบุคลทั่วไปส่วนใหญ่ ไม่ทราบว่าวัดเหนือ(ร้าง) แหล่งที่ค้นพบพระหูยานกรุสมอพลือ มีประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์และคติชนมาอย่างไร
วัดเหนือ(ร้าง) อยู่ในกลุ่มของวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองเพชรบุรี 3 วัด ด้วยกัน ได้แก่ วัดเหนือ(ร้าง) วัดกลางและวัดใต้(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดท่าไชยศิริ มีท่าน้ำสำคัญเป็นท่าน้ำศักดิ์สำหรับตักใช้ในพิธีหลวง) ทั้ง 3 วัด เป็นวัดที่เรียงต่อเชื่อมกันเป็นแถวขนานกับแม่น้ำเพชรบุรี ที่เรียกว่าวัดเหนือ เข้าใจว่าเรียกตามลำน้ำเพชรบุรี เพราะวัดเหนือตั้งอยู่เหนือน้ำ กว่าวัดกลางและวัดใต้ตามลำดับ

น่าสนใจตรงที่ทั้ง 3 วัด ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านสมอพลือ ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี
วัดเหนือ(ร้าง) มีเนื้อที่ตามโฉนดที่ดิน พ.ศ. 2535 จำนวน 13 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้ทราบว่า ในอดีตยังมีคนในชุมชนเช่น ยายผิว/ยายขวัญ ทองวิลาศ เคยเห็นซากผนังโบสถ์ยังคงอยู่ ต่อมาโบสถ์ถูกรื้อเอาอิฐไปสร้างวัดห้วยเสือที่อยู่ถัดออกไปจากวัดท่าไชยศิริ และยังเห็นเครื่องไม้ศาลาการเปรียญมีฐานก่ออิฐถือปูน นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ จำนวน 3 องค์ อยู่ตรงหน้าโบสถ์ ซึ่งถูกรื้อและขนอิฐออกไปหลายครั้งครากระทั่งไม่เห็นที่ตั้ง คงเหลือแต่ฐานศาลาการเปรียญ(ตามคำให้การข้างต้นฐานก่ออิฐถือปูนซึ่งในปัจจุบันใครๆก็มองว่าเป็นฐานโบสถ์เก่า)
พ.ศ.2487 วัดเหนือ(ร้าง) กรุแตก เจดีย์องค์หนึ่งถูกค้นพบ พระหูยาน ที่เรียกว่า"พระกรุสมอพลือ" อยู่ในขันสำริด24 องค์และด้านนอกอีก 3 องค์ รวมเป็น 27 องค์ เล่ากันมาว่า"พระหูยานสมอพลือศิลปะโดดเด่นเฉพาะตัวต่างกับพระยุคเดียวกันพิมพ์เดียวที่พบในจังหวัดอื่นๆ พระกรุสมอพลือขลังศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ประจักษ์ เพราะเกี่ยวข้องกับชุมชนหรือไม่ จากการศึกษาและลงพื้นที่สำรวจพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าชุมชนบ้านสมอพลือ เมื่อพ.ศ. 2553-2555 ทำให้ทราบว่าบ้านสมอพลือหมู่ที่1 ที่ตั้งทั้ง3 วัด เคยเป็นนิคมพราหมณ์มาแต่โบราณ ผมบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในหนังสือชื่อ"พราหมณ์สมอพลือ"พ.ศ.2556 พบว่ามีพราหมณ์ประจำเมืองเพชรและพรามหณ์สำนักราชวัง เชื้อสายพราหมณ์สมอพลือได้แก่ ขุนศรีอนันต์(พต)ต่อมาลูกหลานใช้สกุลภวังคนันต์ ขุนพรหมสิทธิชาติ(เชียน)ต่อมาลูกหลานใช้สกุน"วงศ์พราหมณ์" หลวงสุริยาเทเวศ(สต) ลูกหลานใช้สกุล "สตะเวทิน) เป็นต้น
ประการสำคัญ พระหูยานกรุสมอพลือ ในรูปองค์เป็นของ"ขุนศรีอนันต์(พต)มาก่อน และตกทอดมาสู่"นายภูมิศักดิ์ (พี่อู๊ดสมอพลือ) เทพสูตร"
สำหรับหลักฐานโบราณวัตถุที่พบในครั้งนี้(พ.ศ.2568)ได้แก่ ฐานก่ออิฐถือปูนคล้ายฐานโบสถ์หรืออาจเป็นฐานวิหารหรือที่ตั้งศาลาการเปรียญอย่างที่"ยายผิวและยายขวัญ ทองวิลาศ"เคยให้การไว้กับลูกหลาน สระน้ำ หินบดยาลักษณะคล้ายเบ้าหลอม กระเบื้องเชิงชายดินเผา เงินพตด้วง กระเบื้องลายคราม อิฐมีรูชิ้นส่วนหม้อดินเป็นต้นเป็น

ปัจจุบัน วัดเหนือ(ร้าง)บางส่วนกลายพื้นที่สีเขียว เป็นไร่เป็นสวนผลไม้"สวนเหนือขวัญ" ด้วยการเช่าที่ดินของคนในตระกูลพราหมณ์สมอพลือ ลำดับแรกเช่าโดยนายมาก ทองวิลาศ ต่อมา นางฉลวย ม่วงไหมทอง ผู้เป็นบุตรสืบต่อมา ปัจจุบันบุตรของ"นางฉลวย" โดย "เจ๊นกเล็ก"(ลัดดา ม่วงไหมทอง) อาจารย์ไพโรจน์ ม่วงไหมทองและนายวิรัช ม่วงไหมทอง ผลิกวัดเหนือ(ร้าง)ส่วนหนึ่งเป็นสวนผลไม้เป็นพื้นที่สีเขียวเป็นที่สัปปายะให้กับวัดและชุมชน

"เจ็กตั๊ง"เตี่ย "เฮียเหาว์"ผู้บุกเบิกแบรนด์ท้องถิ่นเจ้าแรกชุดนักเรียนตราปืนเมืองเพชร(จบ)   "เจ็กตั๊ง"และ"แม่ฮวย"คู่ชีวิต...
12/05/2025

"เจ็กตั๊ง"เตี่ย "เฮียเหาว์"
ผู้บุกเบิกแบรนด์ท้องถิ่นเจ้าแรก
ชุดนักเรียนตราปืนเมืองเพชร(จบ)

"เจ็กตั๊ง"และ"แม่ฮวย"คู่ชีวิต ช่วยกันสร้างแบรนด์ท้องถิ่น ชุดนักเรียนตราปืน จนได้รับความนิยมจากผู้ปกครองนักเรียนเมืองเพชรระดับประถมศึกษา และต่อมาขยับมาครองใจผู้ปกครองนักเรียนระดับมัธยมต้น เพราะชุดนักเรียนตราปืนเนื้อผ้าดีมีคุณภาพราคาก็ย่อมเยาว์
กระทั่ง "เจ็กตั๊ง"และ"แม่ฮวย"พร้อมกับลูกจ้างเย็บผ้าในร้านเย็บส่งให้ลูกค้าไปทันเลยทีเดียว จำเป็นต้องหาช่างเข้ามาเสริม ต่อมาทราบว่ามีชาวบ้านโพพระ ตั้งกลุ่มเย็บผ้าขึ้น โดยการจัดงบประมาณของ"ส.ส.อลงกรณ์ พลบุตร" "เฮียเหาว์"จึงไปประสานงานกับชาวบ้านโพพระทำให้ได้ช่างเย็บผ้ามาช่วย ชุดนักเรียนตราปืนเมืองเพชร ตัดแพทเทรินโดย"เจ๊กตั๊ง" ทว่าเย็บโดยกลุ่มชาวบ้านโพพระ ภายหลังชาวบ้านจากที่ต่างๆมารับไปเย็บประหนึ่งเย็บผ้าโหล เท่ากับว่าชุดนักเรียนตราปืนเป็นแบรนด์ให้ทักษะฝีมือใช้แรงงานในท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านท้องถิ่นเพชรบุรีโดยแท้
ปรากฏการณ์ชุดนักเรียนตราปืนในชั่งโมงนั้น ทำให้ร้านตัดชุดเสื้อผ้านักเรียนอย่างน้องอีกสองร้านมีความเข้มแข็งเติบโตในระนาบเดียวกันด้วย ได้แก่ร้านจินตนาภรณ์และร้านวิจิตรท่ายาง
สินค้าอีกตัวหนึ่งที่"ตั้งเม่งเฮง"ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็คือกางเกงขาก๊วย หรือกางเกงเล
ที่ชาวไร่ชาวนานิยมใส่จะเรียกกางเกงขาก๊วย ส่วนที่ชาวประมงใส่จะเรียกกางเกงเล คนที่ออกแบบและตัดเย็บเป็นคนแรกๆของเมืองเพชรคือ"แม่ฮวย"แม่ของ"เฮียเหาว์"นั้นเอง
ปัจจุบันร้านตั้งเม่งเฮง เป็นยุคที่ 2 ผู้สืบทอดคือ"เฮียเหาว์และเฮียกก" สองพี่น้อง บุตรชาย"เจ็กตั๊ง" ขยายการบริการสินค้าเกี่ยวกับผ้าหลากหลายอาทิผ้าขาวม้าวัวลาน ผ้าห่ม มุ้ง ผ้าถุง เสื้อผ้าในชีวิตประจำวัน
คุณค่าที่น่าจดจำของ"เจ็กตั๊ง"แห่งร้านตั้งเม่งเฮงคือได้บุกเบิกชุดนักเรียนตราปืน จนกลายเป็นแบรนด์ท้องถิ่นเมืองเพชรที่ติดตลาดเมืองเพชรและเมืองปราณบุรีมากว่า 70 ปี ประการสำคัญแม้ชุดนักเรียนจากแบรนด์ดังจาก กรุงเทพฯพยายามเจาะตลาดมาตลอดก็ตาม แต่ไม่สามารถหยิบเงินของผู้ปกครองนักเรียนออกไปจากเมืองเพชรได้อย่างราบลื่น..ประวัติศสาตร์ท้องถิ่นเพชรบุรี

ที่อยู่

5/1 หมู่2 บ้านาพราหมณ์ ต. สมอพลือ
Amphoe Ban Lat
76150

เบอร์โทรศัพท์

0819144280

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มิวเซียมเพชรบุรี by ทวีโรจน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์