ริมฝั่งเเม่น้ำอโนมานที

  • Home
  • India
  • Bihta
  • ริมฝั่งเเม่น้ำอโนมานที

ริมฝั่งเเม่น้ำอโนมานที สถานที่ปลงพระเมาฬีอธิฐานเพศบรรพชิ?

Address

Rampurwa
Bihta
845102

Opening Hours

Monday 6am - 11pm
Tuesday 6am - 11pm
Wednesday 6am - 10:30pm
Thursday 6am - 10:30pm
Friday 6am - 10:30pm
Saturday 6am - 10:30pm
Sunday 6am - 11pm

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ริมฝั่งเเม่น้ำอโนมานที posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Share

ประวัติ

ภายหลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตัดสินพระทัยทำการออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว ได้ทรงม้ากัณฐกะออกจากเมืองไป ทรงเสด็จไป ณ ที่ใด มีเหคุการณ์ใดเกิดขึ้น ติดตามกันต่อนะครับ

พระโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จไปอยู่ด้วยสิริโสภาคย์นี้ ล่วงเลยราชอาณาจักรทั้ง ๓ โดยราตรีเดียวเท่านั้น เสด็จถึงฝั่งแม่นํ้าอโนมานทีในที่สุดหนทาง ๓๐ โยชน์. ถามว่า ก็ม้ากัณฐกะสามารถจะไปให้ยิ่งกว่านั้นได้หรือไม่? ตอบว่า สามารถไปได้ เพราะม้ากัณฐกะนั้นสามารถเที่ยวไปตลอดห้วงจักรวาลโดยไม่มีขอบเขตอย่างนี้ เหมือนเหยียบวงแห่งกงล้อที่สอดอยู่ในดุมแล้วกลับมาก่อนอาหารเช้า บริโภคอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน. ก็ในกาลนั้น ม้ากัณฐกะต้องดึงร่างอันทับถมด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นซึ่งเทวดา นาค และครุฑเป็นต้นยืนอยู่ในอากาศแล้วโปรยลงมาท่วมจนกระทั่งอุรุประเทศขาอ่อน แล้วตลุยชัฏแห่งของหอมและดอกไม้ไป จึงได้มีความล่าช้ามาก เพราะฉะนั้นม้ากัณฐกะจึงได้ไปเพียง ๓๐ โยชน์เท่านั้น. พระโพธิสัตว์ประทับยืนที่ฝั่งแม่นํ้าแล้วตรัสถามนายฉันนะว่า แม่นํ้านี้ชื่ออะไร ? นายฉันนะกราบทูลว่า ชื่ออโนมานทีพะย่ะค่ะ.

แม่น้ำอโนมานที ในปัจจุบัน เรียกกันว่าแม่น้ำอามี

พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า บรรพชาแม้ของเราก็จักไม่ทราม จึงเอาส้นพระบาทกระตุ้นให้สัญญาณม้ากัณฐกะ. ม้ากัณฐกะได้โดดข้ามแม่นํ้าอันกว้างประมาณ ๘ อุสภะไปยืนที่ฝั่งโน้น พระโพธิสัตว์เสด็จลงจากหลังม้าประทับยืนที่เนินทรายอันเหมือนแผ่นเงิน ตรัสเรียกนายฉันนะมาว่า ฉันนะผู้สหาย เธอจงพาเอาอาภรณ์และม้าของเราไป เราจักบวช ณ ที่นี้แหละ. นายฉันนะกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักบวชกับพระองค์ พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ตรัสห้ามถึง ๓ ครั้งว่า เธอยังบวชไม่ได้ เธอจะต้องไป แล้วทรงมอบเครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะให้นายฉันทะรับไปแล้ว ทรงดำริว่า ผมทั้งหลายของเรานี้ไม่สมควรแก่สมณะ. ทรงดำริต่อไปว่า ผู้อื่นที่สมควรจะตัดผมของพระโพธิสัตว์ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น เราจักตัดด้วยพระขรรค์นั้นด้วยตนเอง จึงเอาพระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์ เอาพระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา (จุก) พร้อมกับพระโมลี (มวยผม) แล้วจึงตัดออก. เส้นพระเกสาเหลือประมาณ ๒ องคุลีเวียนขวาแนบติดพระเศียร. พระเกศาได้มีประมาณเท่านั้น จนตลอดพระชนมชีพ. และพระมัสสุ (หนวด) ก็ได้มีพอเหมาะพอควรกับพระเกสานั้น ชื่อว่ากิจด้วยการปลงผมและหนวดมิได้มีอีกต่อไป. พระโพธิสัตว์จับพระจุฬาพร้อมด้วยพระโมลีทรงอธิฐานว่า ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าไซร้ พระโมลีจงตั้งอยู่ในอากาศ ถ้าจักไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจงตกลงบนภาคพื้น แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ ม้วนพระจุฬามณีนั้นไปถึงที่ประมาณโยชน์หนึ่งแล้วได้คงอยู่ในอากาศ. ท้าวสักกเทวราชตรวจดูด้วยทิพยจักษุ จึงเอาผอบแก้วประมาณโยชน์หนึ่งรับไว้ นำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์ชื่อว่าจุฬามณีในภพชั้นดาวดึงส์. เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้