ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์วิทยาศาสตร์ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเนือตอนล่าง
เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00 น. ถึงเวลา 16.30 น.

นักดาราศาสตร์รู้ว่าดาวดวงหนึ่งอยู่ไกลแค่ไหน จาก “ความสว่าง” ที่เราเห็นเมื่อเรามองหลอดไฟดวงเดิมจากระยะไกลขึ้น มันจะดูจางล...
19/06/2026

นักดาราศาสตร์รู้ว่าดาวดวงหนึ่งอยู่ไกลแค่ไหน จาก “ความสว่าง” ที่เราเห็น

เมื่อเรามองหลอดไฟดวงเดิมจากระยะไกลขึ้น มันจะดูจางลง ดาวฤกษ์ก็เช่นเดียวกัน แต่ปัญหาคือ ดาวที่ดูจางอาจเป็นดาวสว่างมากที่อยู่ไกล หรือเป็นดาวสว่างน้อยที่อยู่ใกล้ก็ได้

เพื่อแก้ปัญหาพวกนี้ นักดาราศาสตร์เลยแยกความสว่างออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ (จริงๆ มี 3 แต่อีกอัน ไม่ได้เกี่ยวกับบทความนี้ เลยไม่เขียนถึง)

-----------------------
1. Luminosity (L)
-----------------------
คือพลังงานทั้งหมดที่ดาวปล่อยออกมาในหนึ่งวินาที หรือ “ความสว่างแท้จริง” ของดาว ไม่ขึ้นอยู่กับระยะทาง เช่น ดวงอาทิตย์มี Luminosity ประมาณ L ≈ 4 × 10²⁶ วัตต์

-----------------------
2. Flux (F)
-----------------------
คือพลังงานต่อหน่วยพื้นที่ที่เดินทางมาถึงผู้สังเกต หรือความสว่างที่เราตรวจวัดได้จากโลก

เมื่อแสงเดินทางออกจากดาว มันจะกระจายครอบคลุมพื้นที่ผิวทรงกลมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีความสัมพันธ์ว่า

F = L / 4πd² เมื่อ d คือระยะทางจากดาว

สมการนี้เรียกว่า "กฎกำลังสองผกผัน" ซึ่งหมายความว่า ถ้าอยู่ไกลขึ้น 2 เท่า ดาวจะดูจางลง 4 เท่า หรือ ถ้าอยู่ไกลขึ้น 10 เท่า ดาวจะดูจางลง 100 เท่า

หากเรารู้ Luminosity ที่แท้จริงของดาว และวัด Flux ที่มาถึงโลกได้ เราก็สามารถคำนวณระยะทางได้ว่า d = sqrt(L / 4πF)

แนวคิดคือ หากเรารู้ว่าวัตถุชนิดหนึ่งควรมีความสว่างแท้จริงเท่าใด เราก็สามารถดูว่ามันปรากฏจางลงแค่ไหน แล้วคำนวณย้อนกลับได้ว่ามันอยู่ไกลเพียงใด และวิธีนี้ เรียกว่า Standard Candle Method หรือวิธี “เทียนมาตรฐาน”

---------------------
ระบบ Magnitude (m , M)
---------------------
นักดาราศาสตร์นิยมบอกความสว่างของดาวด้วยค่า Magnitude

ระบบนี้อาจดูย้อนแย้ง เพราะดาวที่สว่างกว่าจะมีค่า Magnitude น้อยกว่า และวัตถุที่สว่างมากอาจมีค่าติดลบ เช่น ความสว่างจากโลก (Apparent Magnitude)
ดวงอาทิตย์ ≈ −26.7
ดาวซิริอุส (ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าค่ตอนกลางคืน) ≈ −1.46
ดาวเหนือ ≈ +2

เราสามารถคำนวณ Flux (F) ของดาวแต่ละดวงจากความสัมพันธ์ของ Magnitude ได้ตามสมการ

m₂ − m₁ = 2.5 log₁₀(F₁ / F₂)

ระบบ Magnitude อยู่ 2 รูปแบบสำคัญคือ

1. Apparent Magnitude (m)
คือความสว่างที่เราเห็นจากโลก ซึ่งขึ้นอยู่ทั้งกับความสว่างแท้จริงและระยะทาง

2. Absolute Magnitude (M)
คือความสว่างที่ดาวดวงนั้นจะปรากฏ หากนำมันไปวางไว้ที่ระยะมาตรฐาน 10 พาร์เซก หรือประมาณ 32.6 ปีแสง

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองค่าเรียกว่า Distance Modulus คำนวรได้ตามสมการ m − M = 5 log₁₀(d / 10 pc)

ดังนั้น หากเรารู้ Absolute Magnitude และวัด Apparent Magnitude ได้ เราก็สามารถหาระยะทางของดาวได้

-----------------------------------------
ตัวอย่าง คำนวณระยะทางของดาวซิริอุส
-----------------------------------------
เรารู้ว่าดาวซิริอุสมีค่า m = −1.46 และ M = +1.42 (รู้ได้ยังไง เดี๋ยวไว้เขียนในบทความถัดไป มันมีหลายวิธี)

เราสามารถคำนวณระยะทางได้จากสมการ Distance Modulus

m − M = 5 log₁₀(d / 10 pc)

แทนค่าในสมการ

−1.46 − 1.42 = 5 log₁₀(d / 10)

กดเครื่องคิดเลข จะได้

d ≈ 2.65 พาร์เซก ≈ 8.6 ปีแสง

เราจะได้คำตอบว่า ดาวซิริอุสอยู่ห่างจากโลกประมาณ 8.6 ปีแสง

นี่คือตัวอย่างการคำนวณว่า
นักดาราศาสตร์สามารถใช้ความแตกต่างระหว่าง “ความสว่างที่เราเห็นจากโลก” กับ “ความสว่างแท้จริงของดาว” เพื่อคำนวณย้อนกลับหาระยะทางได้

🌬️ ลมประจำถิ่นของไทย 🌤️  #ภูมิศาสตร์  #สังคมศึกษา  #การเรียนรู้ภูมิศาสตร์  #ลมประจำถิ่น  #ลมตะเภา  #ลมเล่นว่าว  #ลมทะเลล...
17/06/2026

🌬️ ลมประจำถิ่นของไทย 🌤️
#ภูมิศาสตร์ #สังคมศึกษา #การเรียนรู้ภูมิศาสตร์ #ลมประจำถิ่น #ลมตะเภา #ลมเล่นว่าว #ลมทะเลลมบก #ลมภูเขาลมหุบเขา #ความรู้รอบตัว #สื่อการสอน

ชวนรู้จัก Jovian Electrons อนุภาคพลังงานสูงจากดาวพฤหัสบดี หนึ่งในเป้าหมายวิจัยของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทย CE-7 MATCH ในภารก...
15/06/2026

ชวนรู้จัก Jovian Electrons อนุภาคพลังงานสูงจากดาวพฤหัสบดี หนึ่งในเป้าหมายวิจัยของอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทย CE-7 MATCH ในภารกิจฉางเอ๋อ 7

“Jovian electrons” หรือ “อิเล็กตรอนจากดาวพฤหัสบดี” คือ อนุภาคอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่มีต้นกำเนิดมาจากสนามแม่เหล็กอันทรงพลังของดาวพฤหัสบดี อนุภาคเหล่านี้ถูกปลดปล่อยกระจายออกสู่อวกาศและส่วนหนึ่งได้พุ่งกลับเข้ามายังระบบสุริยะชั้นในจนกระทั่งถึงโลก
นักดาราศาสตร์พบว่า อิเล็กตรอนเหล่านี้เกิดจากซัลเฟอร์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่มาจากการปะทุของภูเขาไฟบนดวงจันทร์ไอโอ บริวารของดาวพฤหัสบดีที่ยังมีกิจกรรมทางธรณีวิทยา ซึ่งเป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีภูเขาไฟรุนแรงที่สุดในระบบสุริยะ แก๊สเหล่านี้จะพุ่งสูงจากพื้นและกลายเป็นบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอ
แก๊สซัลเฟอร์ในบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอจะถูกกระตุ้น และแตกตัวโดย 3 กลไกหลัก ได้แก่ โฟตอนพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์พุ่งชน อิเล็กตรอนพลังงานสูงจากสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีพุ่งชน และการแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนระหว่างไอออนกับอะตอมภายในบรรยากาศของดวงจันทร์ไอโอเอง
จากกลไกทั้งสามนี้ทำให้อิเล็กตรอนจากแก๊สซัลเฟอร์แตกตัวออกมาเป็น “พลาสมา” และถูกสนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีดึงเอามากักไว้ ให้หมุนวนรอบตัวดาว เรียกว่า “วงแหวนพลาสมาไอโอ” (Io plasma torus) ซึ่งเจ้าสิ่งนี้คือต้นกำเนิดของ Jovian electrons
สนามแม่เหล็กของดาวพฤหัสบดีจะเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงานสูงในระดับกิโลอิเล็กตรอนโวลต์ (KeV) ถึงระดับเมกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV) โดยมีลักษณะการหมุนเป็นเกลียวรอบเส้นสนามแม่แหล็ก และปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา เรียกว่า “cyclotron radiation” และหากความเร็วของอิเล็กตรอนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าใกล้ความเร็วแสงจะถูกเรียกว่า “synchrotron radiation” ซึ่งสามารถปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของคลื่นวิทยุได้
Jovian electrons ที่มีความเร็วเข้าใกล้แสง จะเดินทางตามแนวเส้นสนามแม่เหล็กในเขตสุริยมณฑล (heliosphere) โดยสนามแม่เหล็กนี้มีรูปร่างเป็นเกลียว เรียกว่า “Parker spiral” ซึ่งเกิดจากการที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ถูกพัดออกมาโดยลมสุริยะ ในขณะเดียวกันดวงอาทิตย์เองก็หมุนรอบตัวเองไปด้วย ทำให้เส้นสนามแม่เหล็กเกิดการโค้งและบิด กลายเป็นเกลียวพุ่งออกมา และมีการหมุนวนไปรอบ ๆ ภายในพื้นที่ขอบเขตของระบบสุริยะ
Parker spiral จะทำหน้าที่ในการดึงเอา Jovian electrons จากดาวพฤหัสบดีให้หมุนวนกลับมายังระบบสุริยะชั้นใน ทำให้อนุภาคนี้สามารถพุ่งเข้ามายังโลกได้ โดยนักดาราศาสตร์ถือว่าความเข้มของอนุภาคจาก Jovian electrons เป็นค่าคงที่ ทว่าปริมาณของอิเล็กตรอนที่เดินทางมาถึงโลกไม่ได้คงที่ตลอดเวลา แต่จะมีการแปรผันเป็นคาบที่ชัดเจน โดยจะมีความเข้มสูงสุดประมาณทุก ๆ 13 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกและดาวพฤหัสบดีโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่เส้นสนามแม่เหล็ก Parker spiral เชื่อมต่อกันโดยตรง
อย่างไรก็ตาม บนพื้นโลกเราไม่สามารถตรวจวัดอนุภาค Jovian electrons ที่มีพลังงานในระดับเมกะอิเล็กตรอนโวลต์ (MeV) ได้โดยตรง เนื่องจากอนุภาคที่มีประจุจะถูกสนามแม่เหล็กโลกเบี่ยงเบนทิศทางและถูกชั้นบรรยากาศของโลกดูดกลืนไปจนหมด ในทางกลับกันรังสีคอสมิกที่มาจากกาแล็กซีจะมีพลังงานสูงกว่ามากอยู่ในระดับจิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) จึงสามารถทะลวงชั้นบรรยากาศลงมาสร้างอนุภาคทุติยภูมิ อาทิ มิวออน อิเล็กตรอน และโพซิตรอน หรือแกรมมา ให้เราวัดบนพื้นโลกได้ ดังนั้น การศึกษา Jovian electrons จึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่บนดาวเทียมหรือยานอวกาศภายนอกโลก
รังสีคอสมิกมีที่มาจากกาแล็กซีหรือวัตถุในห้วงอาวกาศลึก (Galactic Cosmic Rays: GCRs) จะเปรียบเสมือนรังสีพื้นหลังของอวกาศเนื่องจากจะเข้ามาพร้อมกันในทุกทิศทาง ส่วนอนุภาคพลังงานสูงที่มาจากดวงอาทิตย์ (Solar Energetic Particles: SEPs) ส่วนใหญ่จะพบในรูปของโปรตอนที่ถูกเร่งความเร็วอย่างฉับพลันจากกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ เช่น การปะทุอย่างรุนแรง หรือความแปรปรวนของบรรยากาศดวงอาทิตย์ ทำให้คาดเดาได้ยาก ในขณะที่ Jovian electrons จะเป็นอิเล็กตรอนพลังงานสูงที่มีความเร็วเข้าใกล้แสงมีต้นกำเนิดมาจากดาวพฤหัสบดี อนุภาคจากทั้งสามแหล่งนี้ได้มาพบกันยังตำแหน่งของโลกและดวงจันทร์ ถือว่าเป็นจุดตัดอันแสนซับซ้อนของสภาพแวดล้อมทางรังสี
ความน่าสนใจและความท้าทายที่มาพร้อม ๆ กันก็คือ อนุภาคจากทั้งสามแหล่งนี้มีระดับพลังงานและพฤติกรรมในอวกาศที่คาบเกี่ยวกัน ทำให้ Jovian electrons จากดาวพฤหัสบดีกลายเป็นสัญญาณพื้นหลังที่เข้าไปผสมปะปนกับข้อมูลรังสีคอสมิกชนิดอื่น ๆ การศึกษาพฤติกรรมจากอนุภาคเหล่านี้เพื่อทำการแบ่งแยกจึงเป็นไปได้ยาก
ปรากฏการณ์สำคัญที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจคือ เมื่อเกิดพายุสุริยะและมีการพ่นก้อนมวลสารออกมาจากชั้นโคโรนา (CMEs) สนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วนของมันจะทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงแม่เหล็กเคลื่อนที่ขนาดยักษ์คอยขัดขวาง กระเจิง และปิดกั้นเส้นทางการเดินทางของรังสีคอสมิกที่มาจากกาแล็กซี (GCRs) รวมถึงสัญญาณของ Jovian electrons ส่งผลให้อัตราการตรวจพบอนุภาคทั้งสองชนิดนี้ที่ลดลงอย่างเฉียบพลันชั่วคราวในขณะที่พายุสุริยะเคลื่อนผ่าน
ปรากฏการณ์ที่รังสีคอสมิกแปรผันลดลงชั่วคราวเนื่องจากพายุสุริยะนี้เรียกว่า “Forbush decrease” แต่ในขณะเดียวกัน พายุสุริยะลูกนั้นกลับเร่งอนุภาค SEPs พลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ให้มีจำนวนพุ่งขึ้นมาแทนที่อย่างกะทันหัน ทำให้สภาพรังสีรอบดวงจันทร์มีความปั่นป่วนและท้าทายระบบรับสัญญาณของยานอวกาศอย่างมาก นักดาราศาสตร์จึงจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของ Background เหล่านี้อย่างถ่องแท้เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการประเมินความรุนแรงของพายุสุริยะ
ในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station: ILRS) นำโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศไทยมีส่วนร่วมในโครงการนี้ผ่านอุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ “CE-7 MATCH” (Chang’E-7 Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ที่จะติดตั้งบนยานโคจรรอบดวงจันทร์ของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ออกแบบและพัฒนาโดย NARIT ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิก หรืออนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจปริมาณรังสีต้นกำเนิด และกระบวนการเกิดรังสีที่อาจจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ โดยมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่กำลังจะถึงนี้
CE-7 MATCH ถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีคอสมิกที่สำคัญ โดยสามารถแยกแยะชนิดของอนุภาคและบอกได้ว่า อนุภาคพลังงานสูงที่ตรวจวัดได้นั้น มีทิศทางมาจากที่ไหน และแหล่งกำเนิดใด ไม่ว่าจะเป็นรังสีคอสมิกจากกาแล็กซี อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ หรือสัญญาณรบกวนพื้นหลังอย่าง Jovian electrons ที่มาจากดาวพฤหัสบดี
เรียบเรียง : อดิศักดิ์ สุขวิสุทธิ์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :
[1] https://en.wikipedia.org/wiki/Gas_torus
[2] https://iopscience.iop.org/article/10.3847/1538-4357/ac75ce
[3] https://link.springer.com/article/10.12942/lrsp-2013-5?utm_source=chatgpt.com
[4] https://www.facebook.com/NARITpage/posts/1404990905004781
[5] https://www.facebook.com/NARITpage/posts/1411185124385359

แถลงการณ์ สำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา...
12/06/2026

แถลงการณ์ สำนักพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์
12 มิถุนายน 2569

แรงโน้มถ่วงของ นิวตัน vs ไอน์สไตน์ในระดับชีวิตประจำวัน เรามักพูดว่า “แรงโน้มถ่วง” คือแรงที่ดึงวัตถุให้ตกลงสู่พื้นโลกแอปเ...
10/06/2026

แรงโน้มถ่วงของ นิวตัน vs ไอน์สไตน์

ในระดับชีวิตประจำวัน เรามักพูดว่า “แรงโน้มถ่วง” คือแรงที่ดึงวัตถุให้ตกลงสู่พื้นโลก

แอปเปิลตกจากต้นไม้ ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์

ทั้งหมดนี้ ในมุมมองของนิวตัน อธิบายได้ด้วยคำว่า “แรง” นิวตันมองว่า วัตถุทุกชิ้นที่มีมวล จะดึงดูดกันด้วยแรงโน้มถ่วง ยิ่งมวลมากก็ยิ่งดึงดูดแรง ยิ่งอยู่ใกล้กันก็ยิ่งดึงดูดแรง และถ้าไม่มีแรงมากระทำ วัตถุก็จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่

ดังนั้น ถ้าดาวเคราะห์ไม่ได้เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง แต่กลับโค้งไปรอบดวงอาทิตย์ นิวตันจะบอกว่า เพราะมี “แรงโน้มถ่วง” จากดวงอาทิตย์คอยดึงมันอยู่

ในขณะที่ไอน์สไตน์ มองในมุมที่ต่างออกไป

ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ไอน์สไตน์ไม่ได้มองว่าแรงโน้มถ่วงเป็น “แรง” แบบเดียวกับแรงผลักหรือแรงดึงทั่วไป แต่เขามองว่า สิ่งที่เราเรียกว่าแรงโน้มถ่วง จริง ๆ แล้วคือผลจาก “ความโค้งของกาลอวกาศ”

หรือก็คือ มวลและพลังงาน ทำให้กาลอวกาศโค้ง และวัตถุต่าง ๆ ก็เคลื่อนที่ไปตามความโค้งนั้น

โลกไม่ได้ถูกดวงอาทิตย์ “ดึง” ในความหมายแบบเชือกที่มองไม่เห็น
แต่โลกกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่ตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในกาลอวกาศที่โค้งอยู่รอบดวงอาทิตย์

ถ้าพื้นที่โค้ง สิ่งที่เราเรียกว่า “เส้นตรง” จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในเรขาคณิตของกาลอวกาศ วัตถุที่เหมือนไม่มีแรงมากระทำ อาจเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งได้ เพราะมันกำลังวิ่งไปตามเส้นทางธรรมชาติในพื้นที่ที่โค้งอยู่แล้ว นั่นเอง

ตัวอย่างที่ชัดที่สุด คือ “ดาวพุธ”

ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ดังนั้นมันจึงอยู่ในบริเวณที่สนามโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์เข้มข้นกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น

ถ้ามองแบบนิวตัน ดาวพุธโคจรรอบดวงอาทิตย์เพราะถูก “แรงโน้มถ่วง” ของดวงอาทิตย์ดึงไว้ ทำให้มันไม่วิ่งเป็นเส้นตรงออกไปในอวกาศ แต่โค้งเป็นวงรีรอบดวงอาทิตย์

แต่ปัญหาคือ วงโคจรของดาวพุธมีความผิดปกติเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ ที่จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของวงโคจรดาวพุธ ไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลา แต่มันค่อย ๆ หมุนเลื่อนไปทีละนิด เรียกว่า perihelion precession หรือ “การเลื่อนของจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด”

นักดาราศาสตร์สามารถอธิบายการเลื่อนส่วนใหญ่ได้จากแรงรบกวนของดาวเคราะห์ดวงอื่น เช่น ดาวศุกร์ โลก และดาวพฤหัสบดี แต่มันก็ยังเหลือส่วนเล็ก ๆ ประมาณ 43 พิลิปดาต่อศตวรรษ ที่กฎของนิวตันอธิบายได้ไม่ครบ

ตัวเลขนี้เล็กมาก แต่ในทางดาราศาสตร์ มันมากพอที่จะบอกว่า “มีอะไรบางอย่างที่เรายังอธิบายไม่สมบูรณ์”

และ ไอน์สไตน์ก็เข้ามาไขปริศนานี้ ในมุมมองของสัมพัทธภาพทั่วไป ดาวพุธไม่ได้แค่ถูกดวงอาทิตย์ดึงด้วยแรงโน้มถ่วง แต่กำลังเคลื่อนที่อยู่ใน “กาลอวกาศที่โค้งมาก” ใกล้ดวงอาทิตย์

ยิ่งเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ กาลอวกาศยิ่งโค้งมาก เส้นทางที่ดาวพุธเคลื่อนที่จึงไม่ได้เป็นวงรีแบบเดิมเป๊ะ ๆ ตามนิวตัน แต่เป็นวงรีที่ค่อย ๆ หมุนเลื่อนไปทีละนิด

และเมื่อคำนวณด้วยทฤษฎีของไอน์สไตน์ ผลลัพธ์ออกมาตรงกับค่าที่หายไปพอดี คือประมาณ 43 พิลิปดาต่อศตวรรษ

นี่จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญครั้งแรก ๆ ที่ทำให้โลกเห็นว่า คำอธิบายของนิวตันมีข้อจำกัด ในบริเวณที่ความโน้มถ่วงสูงๆ ซึ่งต้องใช้ทฤษฎีของไอนไสตน์มาอธิบายแทน

แต่ย้ำว่า นิวตัน ไม่ได้ผิด ในสภาวะทั่วๆ ไป สมการนิวตันยังคงใช้งานได้ดี แต่สมการของเขามีข้อจำกัด ในที่ความโน้มถ่วงสูงมากๆ ซึ่งในสภาวะแบบนั้นให้ใช้ทฤษฎีของไอนไสตน์

🔥รู้จัก “มิราจ (Mirage)” หรือปรากฏการณ์ภาพลวงตา     เชื่อว่าช่วงนี้ตาของใครหลายคนคงกำลังโดนหลอก!! อยู่แทบทุกวัน  ก็เพราะ...
08/06/2026

🔥รู้จัก “มิราจ (Mirage)” หรือปรากฏการณ์ภาพลวงตา
เชื่อว่าช่วงนี้ตาของใครหลายคนคงกำลังโดนหลอก!! อยู่แทบทุกวัน ก็เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงนี้ ทำให้เรามองเห็นถนนเหมือนมี "แอ่งน้ำ" แท้จริงแล้วไม่ได้มีน้ำอยู่ตรงนั้นเลยครับ แต่เป็นผลมาจากการหักเหของแสง ในชั้นบรรยากาศ
เหตุเกิดจาก แดดเผาจนพื้นถนนร้อนจัด(โดยเฉพาะถนนลาดยางสีดำ) ทำให้อากาศที่อยู่ติดผิวถนนร้อนกว่าอากาศด้านบน และเมื่อแสงจากท้องฟ้าที่ส่องลงมาเจอกับชั้นอากาศร้อนจัด จะเกิดการหักเหจน โค้งงอหงายกลับขึ้นมาเข้าตาของเรา
ทำให้สมองของเราโดนหลอก!! สมองของเราคิดว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรงเสมอ พอเห็นภาพท้องฟ้าสีฟ้าๆ อยู่บนพื้นถนน จึงตัดสินใจแปลผลว่าเป็น "แอ่งน้ำ" นั่นเองครับ
#ปรากฏการณ์มิราจ
#ภูมิศาสตร์น่ารู้Brr

ลม ของ โลกโลกมีการหมุนเวียนของกระแสลมตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดตั้งต้นที่ จอร์จ  #แฮดลีย์ (Hadley G) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ใช...
05/06/2026

ลม ของ โลก
โลกมีการหมุนเวียนของกระแสลมตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดตั้งต้นที่ จอร์จ #แฮดลีย์ (Hadley G) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ใช้อธิบายระบบการหมุนเวียนลมโลก คือ หากสมมติให้ดวงอาทิตย์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร พื้นผิวโลกจะได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยขั้วโลกจะได้รับพลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่า พื้นที่ละติจูดต่ำหรือแถบศูนย์สูตร (รูปซ้าย) ส่งผลให้ลมโลกมีการไหลเวียน โดยมวลอากาศแถบศูนย์สูตรมีความร้อนมากกว่า จึง 1) ขยายตัว 2) ลอยขึ้นด้านบนสู่ชั้น #โทรโพพอส (tropopause) ของชั้นบรรยากาศ และ 3) ไหลไปทางขั้วโลกเหนือ-ใต้ ซึ่งมีอากาศเย็นกว่า จากนั้นมวลอากาศเย็นที่ขั้วโลกจึงไหลเลียดตามพื้นผิวโลก จากขั้วโลกทั้งสอง ลงสู่แถบศูนย์สูตร เกิดการหมุนเวียนของกระแสลมเป็นวัฎจักร เรียกแบบจำลองการหมุนเวียนดังกล่าวว่า #แบบจำลองการหมุนเวียนอากาศแบบเซลล์เดี่ยว (single-cell model) หรือ #แฮดเลย์เซลล์ (Hadley cell)
อย่างไรก็ตาม #แบบจำลองการหมุนเวียนอากาศแบบเซลล์เดี่ยว (single-cell model) ซึ่งเป็นเพียงไอเดียตั้งต้น ยังมีข้อจำกัด โดยต้องเชื่อว่า 1) ผิวโลกเรียบเป็นทรงกลม 2) รังสีจากดวงอาทิตย์ส่องตรงมายังแถบศูนย์สูตรเท่านั้น และ 3) โลกต้องไม่หมุน แบบจำลองตั้งต้นจึงไม่สามารถอธิบายระบบลมโลกได้แม่นยำ ในเวลาต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนาแบบจำลองใหม่ให้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เรียกว่า #แบบจำลองการหมุนเวียนอากาศแบบ 3 เซลล์ (three-cell model) (รูปขวา) ซึ่งประกอบไปด้วย วงจรการไหลเวียนในแนวดิ่งของลม หรือ เซลล์ลม (wind cell) จำนวน 3 เซลล์ ในแต่ละละติจูดของโลก ได้แก่
• #แฮดเลย์เซลล์ (Hadley cell) หมุนเวียนตามแนวตั้ง (ตามเส้นลองจิจูด) โดยอากาศจะยกตัวบริเวณเส้นศูนย์สูตร 0o และจมตัวใกล้ระดับละติจูดที่ 30o เหนือและใต้
• #เฟอร์เรลเซลล์ (Ferrel cell) ยกตัวที่ละติจูดที่ 60o และจมตัวที่ 30o ทั้งในซีกโลกเหนือและใต้
• #โพลาร์เซลล์ (Polar cell) ยกตัวที่ละติจูดที่ 60o และจมตัวที่ 90o
โดยรอยต่อระหว่างกระแสลมในแต่ละเซลล์ ที่ระดับ โทรโพพอส (tropopause) จะมี #ลมกรด (jet stream) ที่วิ่งขวางล้อล้อมรอบโลก ขนานไปกับแนวละติจูดของโลกที่ละติจูด 30o และ 60o ทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้

🔥มาแน่ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในปีนี้  และอาจจะรุนแรงมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมาเลย...    นักวิชาการทั้งในไทยและองค์ก...
03/06/2026

🔥มาแน่ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในปีนี้ และอาจจะรุนแรงมากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมาเลย...
นักวิชาการทั้งในไทยและองค์กรด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในต่างประเทศเห็นตรงกันว่า “เอลนีโญ” ที่จะรุนแรงอย่างมากในปีนี้จนถูกขนานนามว่า “ซุปเปอร์เอนีโญ” เลยทีเดียว วันนี้มาขอรีรันเข้าใจปรากฏการณ์นี้กันแบบเข้าใจง่ายๆอีกครั้งครับ
ในสภาวะ "ปกติ" น้ำที่ผิวทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกจะเย็นกว่าทางตะวันออก(ฝั่งอเมริกา) และจะอุ่นกว่าทางตะวันตก (ฝั่งออสเตรเลีย) เราเรียกว่า ”ลานีญาอ่อนๆ“
การเกิด “เอลนีโญ” เกิดจากการแปรผันของภูมิอากาศ ทำให้กระแสลมค้าอ่อนกำลังลงกว่าปกติ ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก(ฝั่งอเมริกาใต้) สูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากกระแสลมที่อ่อนไม่สามารถพัดน้ำอุ่นให้กระจายมาฝั่งตะวันตกได้(ออสเตรเลีย)นั่นเอง
ผลของเอลนีโญ ทำให้ฝั่งแปซิฟิกตะวันออก(ฝั่งอเมริกาใต้) เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะประเทศชิลี เปรู เอกวาดอร์ และยังพบว่าชาวประมงจับปลาได้น้อยลงกว่าปกติ ส่วนฝั่งแปซิฟิกตะวันตก(ฝั่งออสเตรเลียและเอเชียบางส่วน) เกิดภัยแล้งที่รุนแรง ไฟป่า หมอกควันจากไฟป่า นั่นเอง
ซึ่งในปีนี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าระดับอุณหภูมิที่สูงมากๆ กว่าปกติ จะส่งผลให้เอลนีโญจะรุนแรงมาก ถึงขั้นเรียกว่า“ซุปเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งภัยแล้งจะรุนแรงมากๆเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อพื้นที่บริเวณกว้างขึ้น ทั้งแอฟริกาที่จะเกิดภัยแล้งตามไปด้วย หรืออเมริกาเหนือ และยุโรปที่จะมีอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น และผลที่ตามมาอีกที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้ง ด้านอาหาร ด้านภัยพิบัติ ด้านเศรษฐกิจที่ตามมาอีกด้วย

ปล. ชาวประมงชาวเปรูเป็นกลุ่มแรกที่สังเกตปรากฏการณ์นี้ในช่วงศตวรรษที่ 1600 พวกเขาสังเกตเห็นว่า กระแสน้ำอุ่นบริเวณใกล้กับทวีปอเมริกาดูเหมือนจะสูงสุดใกล้ในเดือน ธ.ค.พวกเขาจึงตั้งชื่อเล่นให้ว่า "เอลนีโญ เด นิบีดาด" ซึ่งแปลว่า “บุตรของพระเจ้า” ในภาษาสเปน
#เอลนีโญ
#ภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อม
#ภูมิศาสตร์น่ารู้Brr

🎡 ขอแสดงความยินดีกับ “โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์” ที่สร้างความประทับใจและคว้าตำแหน่ง แชมป์ “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ...
30/05/2026

🎡 ขอแสดงความยินดีกับ “โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จ.เพชรบูรณ์” ที่สร้างความประทับใจและคว้าตำแหน่ง แชมป์ “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ได้สำเร็จ

พร้อมรับ "ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา 1,000,000 บาท" จากแลคตาซอย 🏆

#ชิงช้าสวรรค์2026
#ชิงช้าสวรรค์
#ชิงช้าสวรรค์2026สนับสนุนโดยแลคตาซอย
#โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม #เพชรบูรณ์

🔥เข้าใจ “การแบ่งเขตเวลาของโลก” โลกหมุนรอบตัวเอง 360° ใน 24 ชั่วโมง     ดังนั้น 360 ÷ 24 = 15° และทุกๆ 15 องศา เวลาจะต่าง...
29/05/2026

🔥เข้าใจ “การแบ่งเขตเวลาของโลก”
โลกหมุนรอบตัวเอง 360° ใน 24 ชั่วโมง
ดังนั้น 360 ÷ 24 = 15° และทุกๆ 15 องศา เวลาจะต่างกัน 1 ชั่วโมง
เราจึงแบ่งโลกออกเป็นประมาณ 24 เขตเวลา (Time Zones) แต่ละเขตห่างกัน 15 องศาลองจิจูด(แต่ละประเทศจะเส้นองศาของตนเอง เช่น ไทยคือ 105 องศาตะวันตก) และแต่ละ 15องศา เวลาแตกต่างกันทีละ 1 ชั่วโมง โดยอ้างอิงเวลามาตรฐานจากเส้นเมริเดียนแรก (0°) ที่เมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ หรือ UTC/GMT 0
แต่ในทางปฏิบัติจริง บางประเทศเวลาอาจจะไม่ได้เพิ่ม หรือ ลด 1 ชั่วโมง เช่น ประเทศอินเดียเวลา UTC+5:30 , ประเทศอิหร่าน UTC+4:30, ประเทศเนปาล UTC+5:45 เป็นต้น ดังนั้นเขตเวลาโลกจึงมีมากกว่า 24 เขตเวลานั่นเองครับ

วิธีคำนวณเวลาแต่ละประเทศ
สูตร เวลาปลายทาง = เวลาเดิม ± ส่วนต่าง UTC
ขั้นตอน ดังนี้
1. ดูเวลาในประเทศต้นทาง
2. ดูค่า UTC ของทั้ง 2 ประเทศ
3. เอาค่ามาลบหาส่วนต่าง
4. บวกหรือลบเวลา

ตัวอย่างที่ 1 ไทย → ญี่ปุ่น
ไทย = UTC+7
ญี่ปุ่น = UTC+9
แสดงว่าส่วนต่าง = +2 ชั่วโมง
ดังนั้นถ้าไทย 08:00 น. ที่ญี่ปุ่น = 10:00 น. (เพราะ 9 − 7 = +2)

ตัวอย่างที่ 2 ไทย → นิวยอร์ก (สหรัฐฯ)
ไทย = UTC+7
นิวยอร์ก = UTC−5
แสดงว่าส่วนต่าง −5 − (+7) = −12 ชั่วโมง
ดังนั้น ถ้าไทย 20:00 น. เวลาที่นิวยอร์ก = 08:00 น. (ช้ากว่าไทย 12 ชั่วโมง)

สรุปสั้นที่สุด (จำไปสอบได้เลย)
-โลกแบ่ง 24 เขตเวลา เขตละประมาณ 15°
-ตะวันออกเวลาเพิ่ม (+)ตะวันตกเวลาลด (−)
-คำนวณโดยเอาค่า UTC มาหาส่วนต่างแล้วบวก–ลบเวลา

📌หมายเหตุ หลายประเทศมีช่วงเวลาออมแสง (Daylight Saving Time) เช่น บางพื้นที่ของยุโรปและอเมริกา ทำให้เวลาเปลี่ยนชั่วคราว เช่น +1 ชั่วโมงในช่วงฤดูหนาว เป็นต้น

#เวลาสากล
#ภูมิศาสตร์น่ารู้Brr

ที่อยู่

Phetchabun

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:30
อังคาร 09:00 - 16:30
พุธ 09:00 - 16:30
พฤหัสบดี 09:00 - 16:30
ศุกร์ 09:00 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์