ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์วิทยาศาสตร์ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเนือตอนล่าง
เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ เวลา 09.00 น. ถึงเวลา 16.30 น.

✅ #ความแบนราบอย่างมหาศาลของทางช้างเผือก🚀หากจะแสดงภาพทางช้างเผือกโดยให้ทุกส่วนมี อัตราส่วนที่ถูกต้องสมจริง (True to Scale...
18/05/2026

✅ #ความแบนราบอย่างมหาศาลของทางช้างเผือก

🚀หากจะแสดงภาพทางช้างเผือกโดยให้ทุกส่วนมี อัตราส่วนที่ถูกต้องสมจริง (True to Scale) ภาพจะมีลักษณะแตกต่างไปจากที่เราเข้าใจเป็นอย่างมาก
​นี่คือลักษณะของทางช้างเผือกในอัตราส่วนที่ถูกต้อง​ความแบนราบอย่างมหาศาล (Extreme Flatness) จากภาพนี้ คุณจะเห็นได้ว่าทางช้างเผือกเป็นโครงสร้างที่แบนราบมากจนแทบไม่น่าเชื่อ หากมองจากด้านข้าง มันจะดูเป็นเพียง "เส้นสาย" หรือ "ระนาบ" ที่บางเฉียบ
ทางช้างเผือก (Milky Way) ของเรามีความหนาที่ไม่เท่ากันตลอดทั้งแผ่น โดยสามารถแบ่งออกเป็นส่วนหลักๆ ได้ดังนี้
​1. ส่วนจานดาราจักร (Galactic Disk)
​นี่คือส่วนที่ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่รวมตัวกัน รวมถึงระบบสุริยะของเราด้วย แบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อย:
​จานบาง (Thin Disk): มีความหนาประมาณ 1,000 ปีแสง ส่วนนี้จะหนาแน่นไปด้วยก๊าซ ฝุ่น และดาวฤกษ์อายุน้อย
​จานหนา (Thick Disk): ครอบคลุมออกมาด้านนอก มีความหนาประมาณ 3,000 ปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่มีอายุมากและเบาบางกว่า

​2. ส่วนโป่งนูนกลางดาราจักร (Galactic Bulge)
​บริเวณใจกลางของทางช้างเผือกจะมีลักษณะป่องออกเหมือนไข่ดาว ความหนาในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยวัดจากบนลงล่างได้ประมาณ 10,000 ปีแสง
​สรุปตัวเลขที่น่าสนใจ
บริเวณขอบและที่โลกอยู่ (Galactic Disc): จะค่อนข้างแบนและบางลง โดยมีความหนาประมาณ 1,000 ปีแสง ในส่วนที่เป็นแผ่นดิสก์หลัก

​เส้นผ่านศูนย์กลาง: ประมาณ 100,000 - 150,000 ปีแสง
​ความหนาเฉลี่ยบริเวณที่โลกอยู่: ประมาณ 1,000 ปีแสง
​ความหนาบริเวณจุดศูนย์กลาง: ประมาณ 10,000 ปีแสง
​หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ถ้าทางช้างเผือกมีขนาดใหญ่เท่ากับ แผ่นซีดี (CD) ส่วนที่หนาที่สุดตรงกลางจะมีความหนาประมาณ เมล็ดถั่วเขียว เท่านั้นครับ ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างแบนและกว้างมากทีเดียว

นักวิจัยญี่ปุ่นจาก NAOJ ค้นพบ วัตถุพ้นดาวเนปจูนขนาด 500 กม. แต่กลับมีชั้นบรรยากาศเป็นครั้งแรก!... เมื่อเดือนมกราคมปี 202...
15/05/2026

นักวิจัยญี่ปุ่นจาก NAOJ ค้นพบ วัตถุพ้นดาวเนปจูนขนาด 500 กม. แต่กลับมีชั้นบรรยากาศเป็นครั้งแรก!... เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 นักดาราศาสตร์ได้ตั้งกล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่อยู่ห่างไกล เพื่อดักรอจังหวะที่ก้อนหินอวกาศขนาดเล็กชื่อรหัส (612533) 2002 XV93 เคลื่อนที่ตัดผ่านหน้า ในปรากฏการณ์บังดาวฤกษ์ (Stellar Occultation) ทีมวิจัยนำโดย โค อาริมัตสึ (Ko Arimatsu) จากสถาบันหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น (National Astronomical Observatory of Japan) สังเกตพบว่าแสงของดาวฤกษ์เบื้องหลังไม่ได้ดับลงทันทีเมื่อถูกบัง แต่กลับค่อยๆ หรี่ลงนานราว 1.5 วินาทีและสว่างขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ข้อมูลนี้เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อยืนยันว่านี่คือหลักฐานของการค้นพบชั้นบรรยากาศบน วัตถุพ้นดาวเนปจูน (Trans-Neptunian Object) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการค้นพบแบบเดียวกันบนดาวพลูโต!
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่วัตถุเป้าหมายนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 500 กิโลเมตร ซึ่งตามทฤษฎีแล้วมันควรจะเป็นวัตถุที่เล็กเกินกว่าจะมีแรงโน้มถ่วงมากพอให้รักษาสภาพชั้นบรรยากาศไว้ได้
โดยก๊าซที่พบนี้เบาบางกว่าโลกถึง 5-10 ล้านเท่า และคาดว่าประกอบด้วยก๊าซมีเทน ไนโตรเจน หรือคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นหลัก
และด้วยความที่มันไม่น่าจะสามารถกักเก็บก๊าซไว้ได้ในระยะยาว นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งข้อสังเกตว่าวัตถุนี้น่าจะมี ภูเขาไฟน้ำแข็ง (Cryovolcanoes) ที่ยังคุกรุ่นอยู่ภายในและคอยพ่นก๊าซออกมาเติมเรื่อยๆ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเพิ่งถูกดาวหางพุ่งชนจนเกิดเป็นกลุ่มก๊าซชั่วคราวปกคลุมอยู่ก็เป็นได้

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Arimatsu, K., Yoshida, F., Hayamizu, T., Takita, S., Hosoi, K., Ootsubo, T., & Watanabe, J. Detection of an atmosphere on a trans-Neptunian object beyond Pluto. Nature Astronomy (2026).
[2] Starr, M. Scientists Found An 'Impossible' Atmosphere on A Tiny World Beyond Neptune. ScienceAlert (2026).
[3] Dunn, M. Astronomers believe they've detected an atmosphere around a tiny, icy world beyond Pluto. The Associated Press (2026).
#ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ระบบสุริยะ #วิทยาศาสตร์ #ดาวพลูโต #การค้นพบใหม่ #ความรู้อวกาศ #ฟิสิกส์ #จักรวาล

เอาแล้วไงโลกอาจจะโค้ง! เราไม่สามารถมองเห็นหอไอเฟลที่ระยะ 65 กิโลเมตร ได้ เพราะ "ความโค้งของโลก" จะบดบังยอดของมันพอดี!......
13/05/2026

เอาแล้วไงโลกอาจจะโค้ง! เราไม่สามารถมองเห็นหอไอเฟลที่ระยะ 65 กิโลเมตร ได้ เพราะ "ความโค้งของโลก" จะบดบังยอดของมันพอดี!... การมองเห็นสิ่งต่างๆ ในระยะไกลๆ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสายตาเราดีแค่ไหน หรือเลนส์กล้องจะซูมได้ไกลเท่าไหร่เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ยังถูกจำกัดด้วยกฎฟิสิกส์พื้นฐานอย่าง ส่วนโค้งของโลก (Earth's Curvature) ด้วย โดยเฉลี่ยแล้วพื้นผิวโลกจะโค้งต่ำลงไปประมาณ 8 เซนติเมตรในระยะ 1 กิโลเมตรแรก และอัตราความโค้งนี้จะเพิ่มขึ้นตามระยะทางยกกำลังสอง
เมื่อระยะทางห่างออกไปถึง 100 กิโลเมตร พื้นผิวโลกจะโค้งต่ำลงไปจากระดับสายตาของเราถึงราวๆ 800 เมตร นั่นแปลว่าต่อให้ท้องฟ้าจะโปร่งใสแค่ไหน วัตถุใดก็ตามที่เตี้ยกว่า 800 เมตร จะจมมิดหายไปใต้ เส้นขอบฟ้า (Horizon) และถูกความนูนของเปลือกโลกบังเอาไว้ทั้งหมด จนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือกล้องส่องทางไกลทุกชนิด!
ยกตัวอย่างจากสถานที่จริงอย่าง หอไอเฟล (Eiffel Tower) ซึ่งปัจจุบันมีความสูงรวมเสาอากาศอยู่ที่ 330 เมตร ถ้ายืนมองจากระดับพื้นดินที่ระยะห่าง 100 กิโลเมตร ยอดสูงสุดของหอไอเฟลจะจมอยู่ต่ำกว่าขอบฟ้าเรขาคณิตลงไปถึง 470 เมตร
ความลึกระดับนี้เกินกว่าที่แสงจะเดินทางข้ามส่วนโค้งของโลกมาเข้าตาเราได้ ทำให้ระยะทางที่ไกลที่สุดที่เราจะเริ่มเห็นปลายยอดหอไอเฟลโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา จะอยู่ที่ประมาณ 65 กิโลเมตรเท่านั้น (คำนวณจากสภาพพื้นที่ราบเรียบและไม่มีสิ่งกีดขวาง)
แต่ธรรมชาติก็ยังมีตัวช่วยเล็กๆ ซ่อนอยู่ นั่นคือ การหักเหของแสงในชั้นบรรยากาศ (Atmospheric Refraction) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเลนส์ธรรมชาติ คอยดัดลำแสงให้โค้งตามความลาดเอียงของโลกได้นิดหน่อย
ปรากฏการณ์นี้ช่วยยืดขอบเขตการมองเห็นของเราให้ไกลขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 7% ทำให้ในสภาวะอากาศที่เป็นใจที่สุด เราอาจมองเห็นหอไอเฟลได้จากระยะไกลสุดราวๆ 70 กิโลเมตร ซึ่งก็ยังห่างไกลจากความเชื่อที่อ้างว่าเราสามารถมองเห็นสิ่งก่อสร้างข้ามระยะทางเป็นร้อยๆ กิโลเมตรได้อยู่ดี
ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นในหนึ่งหลักฐานสำคัญเลยว่าดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่นั้นมีความโค้งและเป็นทรงกลมนั่นเอง

#วิทยาศาสตร์ #ฟิสิกส์ #โลก #ความรู้ #หอไอเฟล #ภูมิศาสตร์ #คณิตศาสตร์ #สาระ #การมองเห็น #โลกกลม #โลกแบน

เผยความลับดาวฤกษ์ทั้ง 3 แห่งเข็มขัดนายพราน สิ่งที่เราเห็นว่าใกล้ แท้จริงอยู่ห่างไกล และใหญ่โตมโหฬารมาก!... เมื่อเรามองขึ...
11/05/2026

เผยความลับดาวฤกษ์ทั้ง 3 แห่งเข็มขัดนายพราน สิ่งที่เราเห็นว่าใกล้ แท้จริงอยู่ห่างไกล และใหญ่โตมโหฬารมาก!... เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม บริเวณกลุ่มดาวนายพราน (Orion) จะมีจุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดคือดาวสว่างสามดวงที่เรียงตัวกันเป็นเส้นตรงซึ่งคนไทยรู้จักกันในชื่อดาวไถ หรือที่สากลเรียกว่าเข็มขัดนายพราน (Orion's Belt)
ประกอบไปด้วยดาวอัลนิตัค (Alnitak) ดาวอัลนิแลม (Alnilam) และดาวมินทากะ (Mintaka) ซึ่งแม้ว่าเมื่อมองจากโลก ดาวทั้งสามจะดูเหมือนอยู่ใกล้ชิดและเกี่ยวข้องกัน ทว่าแท้จริงแล้วพวกมันไม่ได้อยู่ในระบบดาวเดียวกันและอยู่ห่างไกลกันหลายร้อยปีแสง!
โดยดาวอัลนิแลมที่อยู่ตรงกลางนั้นเป็นดาวฤกษ์เดี่ยวประเภทดาวยักษ์ใหญ่สีน้ำเงิน (Blue supergiant) ที่อยู่ห่างจากโลกไปไกลถึง 2,000 ปีแสง (Light-years) มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 64 เท่าและมีขนาดรัศมีใหญ่กว่าถึง 42 เท่า ซึ่งสว่างเป็นอันดับที่ 29 บนท้องฟ้า
ในขณะที่ดาวอัลนิตัค แท้จริงแล้วเป็นระบบดาวสามดวง (Triple star system) ที่อยู่ห่างออกไป 1,260 ปีแสง มีมวลของดาวดวงหลัก 33 เท่าและขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า สว่างเป็นอันดับที่ 33
ดาวมินทากะ เป็นระบบดาวหลายดวง (Multiple star system) ที่ซับซ้อน อยู่ห่างไป 1,200 ปีแสง มีมวลของดาวหลัก 24 เท่าและขนาด 16.5 เท่าของดวงอาทิตย์ สว่างเป็นอันดับที่ 73 ดาวทั้งสามดวงนี้ล้วนเป็นดาวฤกษ์มวลมากที่มีอายุน้อยมากเพียง 3 ถึง 6 ล้านปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเราที่มีอายุราว 4,600 ล้านปี
และด้วยความที่พวกมันเป็นดาวที่แผ่รังสีอัลตราไวโอเลตและมีลมดาวฤกษ์ (Stellar wind) ที่รุนแรงมาก ทำให้สสารรอบๆ ตัวดาวถูกพัดพากระจายออกไปจนหมด นักดาราศาสตร์จึงยังไม่เคยมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบ (Exoplanet) โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ในกลุ่มนี้เลยครับ

#ดาราศาสตร์ #อวกาศ #วิทยาศาสตร์ #ดาวฤกษ์ #เข็มขัดนายพราน #อัปเดตความรู้ #จักรวาล #กลุ่มดาวนายพราน #ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ #ความรู้รอบตัว

โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านการสัมผัสปัสสาวะ มูล หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ฟันแทะที่ปนเปื้อ...
10/05/2026

โรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์ฟันแทะสู่คนผ่านการสัมผัสปัสสาวะ มูล หรือสารคัดหลั่งของสัตว์ฟันแทะที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปไม่ได้แพร่ติดต่อได้ง่ายเหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

------------------------------
⏬สามารถติดตามข่าวสารโรคและภัยสุขภาพอีกช่องทางหนึ่งทาง
https://riskcomdev.github.io/ddc-portal/
#แชร์บอกต่อ #ไวรัสฮันตา #สัตว์ฟันแทะ
#สายด่วนกรมควบคุมโรค1422
#กรมควบคุมโรคห่วงใยอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี💖

ประชาสัมพันธ์‼️ งานประจำปีวัดไตรภูมิ 2569ขอเชิญร่วมงานนมัสการปิดทองขอพรพระพุทธมหาธรรมราชา (องค์จริง) 3 วัน 3 คืนวันที่ ...
09/05/2026

ประชาสัมพันธ์‼️ งานประจำปีวัดไตรภูมิ 2569

ขอเชิญร่วมงานนมัสการปิดทองขอพรพระพุทธมหาธรรมราชา (องค์จริง) 3 วัน 3 คืน
วันที่ 9-11 พฤษภาคม พ.ศ.2569
วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จ.เพชรบูรณ์

‼️ชมมหรสพการเเสดง ฟรี ตลอดงาน

รู้ไหมว่า ประเทศต่าง ๆ ตามเขตอบอุ่นหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ไม่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก ...
08/05/2026

รู้ไหมว่า ประเทศต่าง ๆ ตามเขตอบอุ่นหลายแห่ง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ไม่มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก ในขณะที่ประเทศไทยช่วงนี้ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมา ไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม ดวงอาทิตย์กำลังตั้งฉากกับพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยในช่วงเที่ยงวัน ไล่จากพื้นที่ใต้สุดไปเหนือสุด ไปดูกันว่าเพราะอะไร
โลกของเราเป็นทรงกลม และมีแกนหมุนรอบตัวเองเอียงประมาณ 23.5 องศา เมื่อเทียบกับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้แต่ละพื้นที่บนโลกได้รับแสงอาทิตย์ใน “มุมที่ต่างกัน” ส่งผลให้ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่สามารถเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของโลกได้
#ที่ไหนบ้างที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก
ดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หรือปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะพอดี ในช่วงที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หากสังเกตวัตถุที่อยู่กลางแจ้ง จะดูเสมือน “ไร้เงา” เนื่องจากเงาจะอยู่ด้านใต้ของวัตถุพอดี ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว จะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศบริเวณเขตร้อน โดยอยู่ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ หรือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ซึ่งเป็นขอบเขตเหนือสุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้ ไปจนถึงละติจูด 23.5 องศาใต้ หรือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ขอบเขตใต้สุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะ โดยตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในรอบ 1 ปี สลับสับเปลี่ยนภายในพื้นที่ดังกล่าว
#ดวงอาทิตย์ไม่ได้ตั้งฉากที่พื้นที่เดิมตลอด
ตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเลื่อนขึ้น-ลง ภายในพื้นบริเวณเขตร้อนนี้ ตามการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ใน 1 ปี สำหรับพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย จะเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉากได้ ปีละ 2 ครั้ง เนื่องจากประเทศไทยมีพิกัดละติจูด 5-20 องศาเหนือ ซึ่งอยู่ระหว่าง 23.5 องศาใต้ - 23.5 องศาเหนือ (ที่เส้น Tropic of Cancer กับ Tropic of Capricorn พอดี ถึงเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉากได้ปีละครั้ง)
#ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่ใช่วันที่ร้อนสุด
แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกส่งผลให้บริเวณนั้นได้รับความเข้มของพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี
สำหรับประเทศไทยสามารถเช็คข้อมูลการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากในปี 2569 ทั้ง 77 จังหวัด (พิกัดเขตอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัด)
ได้ที่ https://www.narit.or.th/Sun-Overhead-TH-2026

วันนี้ (6 พค 69) ดวงอาทิตย์ตั้งฉากที่เพชรบูรณ์ ครั้งแรกของปี 2569อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยในช่วงเด...
06/05/2026

วันนี้ (6 พค 69) ดวงอาทิตย์ตั้งฉากที่เพชรบูรณ์ ครั้งแรกของปี 2569
อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นที่ประเทศไทย เป็นครั้งแรกของปี โดยเริ่มจากพื้นที่ใต้สุดของประเทศที่ อ. เบตง จ. ยะลา เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา และไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อย ๆ จนสิ้นสุดที่ อ. แม่สาย จ. เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
สำหรับ เพชรบูรณ์ จะเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉากครั้งแรกของปี ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12:12 น. เวลาดังกล่าว หากสังเกตวัตถุที่อยู่กลางแจ้ง เงาจะอยู่ด้านใต้ของวัตถุพอดี เสมือนไร้เงา ผู้สนใจสามารถร่วมสังเกตการณ์ โดยโปรดระมัดระวังการอยู่กลางแจ้งในสภาพอากาศร้อนจัด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ แม้ในวันดังกล่าวจะได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุด ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น เมฆและฝน อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ
ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นที่ต่าง ๆ บนโลก เกิดจากการที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลให้ในบางช่วงเวลาของปี พื้นที่ในเขตร้อนระหว่างเส้นละติจูด 23.5 องศาเหนือ (Tropic of Cancer) ถึงเส้นละติจูด 23.5 องศาใต้ (Tropic of Capricorn) จะได้รับแสงอาทิตย์ในลักษณะตั้งฉากกับพื้นผิวโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่ตรงกับเหนือศีรษะของผู้สังเกตในบริเวณนั้น ๆ พอดี โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่ตลอดทั้งปี
ด้วยประเทศไทย ตั้งอยู่ในเขตร้อน ระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านจุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ต่าง ๆ ของไทย 2 ครั้ง/ปี คือช่วงเมษายน-พฤษภาคม และกรกฎาคม-กันยายน โดยมีคาบการโคจรพาดผ่านแตกต่างกันไป แต่ละจังหวัดของประเทศไทยจึงมีช่วงเวลาที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่พร้อมกัน
สำหรับดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นที่เพชรบูรณ์ ครั้งต่อไป จะตรงกับวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 12:21 น. ผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยทั้ง 2 ครั้ง ได้ทาง https://www.narit.or.th/Sun-Overhead-TH-2026

เวลาพูดถึงการสูญพันธุ์ หลายคนจะนึกถึงไดโนเสาร์เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 66 ล...
04/05/2026

เวลาพูดถึงการสูญพันธุ์ หลายคนจะนึกถึงไดโนเสาร์เป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 66 ล้านปีก่อน เป็นเพียงหนึ่งในหลายครั้งของ “การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่” ของโลกเท่านั้น

ในประวัติศาสตร์โลก เคยมีช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลหายไปพร้อมกัน มันไม่ใช่หายไปแค่หนึ่งชนิดหรือสองชนิด แต่เป็นระดับ “ระบบนิเวศทั้งโลกเปลี่ยนไป” นักวิทยาศาสตร์มักเรียกเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เหล่านี้ว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ครั้ง หรือ Big Five Mass Extinctions

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกครั้งที่โลกผ่านหายนะเหล่านี้ไปได้ ชีวิตไม่ได้หายไปตลอดกาล แต่สิ่งมีชีวิตกลุ่มใหม่จะค่อย ๆ วิวัฒนาการขึ้นมาแทนที่ ราวกับว่าโลกถูกรีเซ็ต แล้วเริ่มบทใหม่ของชีวิตอีกครั้ง

---------------------------
1. ออร์โดวิเชียน–ไซลูเรียน
---------------------------
ประมาณ 444 ล้านปีก่อน

นี่คือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งแรก ๆ ของโลก ตอนนั้นชีวิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในทะเล ยังไม่มีป่า ไม่มีสัตว์บกแบบที่เราคุ้นเคย มหาสมุทรเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลโบราณ เช่น ไทรโลไบต์ และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังใต้ทะเลอีกมากมาย

เชื่อกันว่า สาเหตุมันเกี่ยวข้องกับ การเย็นตัวของโลกอย่างรุนแรง จนเกิดยุคน้ำแข็ง (เกิดจากสิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้ในทะเล เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซต์เป็นออกซิเจน ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกน้อยเกินไป จนโลกเย็นเกินไป) ธารน้ำแข็งก่อตัวขึ้น ระดับน้ำทะเลลดลงอย่างมาก พื้นที่ทะเลตื้น บ้านของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก หายไปในเวลาไม่นาน

เมื่อถิ่นอาศัยหาย อุณหภูมิเปลี่ยน ระดับน้ำทะเลเปลี่ยน สิ่งมีชีวิตจำนวนมากจึงปรับตัวไม่ทัน เหตุการณ์นี้ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลสูญพันธุ์ไปประมาณ 60–85%

---------------------------
2. ดีโวเนียนตอนปลาย
---------------------------
ประมาณ 372–359 ล้านปีก่อน

ยุคดีโวเนียนมักถูกเรียกว่า “ยุคแห่งปลา” เพราะเป็นช่วงที่ปลาหลากหลายกลุ่มวิวัฒนาการอย่างโดดเด่น ทั้งปลาหุ้มเกราะ ปลามีขากรรไกร และแนวปะการังโบราณที่เต็มไปด้วยชีวิต

หายนะครังนี้เป็นวิกฤตต่อเนื่องหลายระลอก กินเวลายาวนานหลายล้านปี

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ มหาสมุทรขาดออกซิเจน หรือ anoxia น้ำทะเลบางส่วนมีออกซิเจนต่ำมาก จนสัตว์ทะเลจำนวนมากอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาแนวปะการังและทะเลตื้น

ซึ่งคาดว่าเกิดจาก พืชบนบกเริ่มแพร่กระจายมากขึ้น ทำให้ดินและหินผุพังมากขึ้น ธาตุอาหารเลยไหลลงทะเลมากขึ้น ส่งผลให้สาหร่าย/แพลงก์เจริญเติบโตดีลก ซึ่งเมื่อพวกมันตาย ก็เป็นอาหารของแบคทีเรีย แฃ้วตอนที่ แบคทีเรียย่อยสลายก็ใช้ออกซิเจน กระบวณการนี้เกิดขึ้นเยอะมาก จนออกซิเจนในท้องทะเลลดต่ำลง จน "ต่ำเกินไป"

ผลคือสิ่งมีชีวิตจำนวนมากในทะเล โดยเฉพาะแนวปะการังโบราณและปลาบางกลุ่ม สูญพันธุ์ไปอย่างหนัก

---------------------------
3. เพอร์เมียน–ไทรแอสซิก
---------------------------
ประมาณ 252 ล้านปีก่อน

นี่คือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด จากทั้งหมดเท่าที่เคยมีมา

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า สิ่งมีชีวิตในทะเลอาจสูญพันธุ์ไปมากถึงประมาณ 90–96% และสิ่งมีชีวิตบนบกจำนวนมหาศาลก็หายไปด้วย จนบางครั้งเหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า The Great Dying หรือ “การตายครั้งใหญ่”

สาเหตุหลักที่เชื่อกันมากที่สุดคือการปะทุของภูเขาไฟขนาดมหึมาในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือไซบีเรีย เรียกว่า Siberian Traps

แล้วการปะทุนี้ไม่ได้เกิดวันเดียวหรือปีเดียว แต่เกิดยาวนานมากๆ มันไดเปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และสารอื่น ๆ สู่บรรยากาศจำนวนมหาศาล

ผลที่ตามมาคือ โลกอุ่นขึ้นอย่างรุนแรง มหาสมุทรเป็นกรด ออกซิเจนในทะเลลดลง ระบบนิเวศทั้งบกและทะเลพังพร้อมกัน

หลังเหตุการณ์นี้ โลกต้องใช้เวลานานหลายล้านปีกว่าระบบนิเวศจะค่อย ๆ ฟื้นตัว และสิ่งมีชีวิตที่จะมาครอบครองโลกยุคต่อไปคือ ไดโนเสาร์

---------------------------
4. ไทรแอสซิก–จูราสสิก
---------------------------
ประมาณ 201 ล้านปีก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงรอยต่อระหว่างยุคไทรแอสซิกกับจูราสสิก เป็นอีกครั้งที่ภูเขาไฟขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญ

ช่วงนั้นทวีปต่าง ๆ ยังรวมกันเป็นมหาทวีปขนาดใหญ่ชื่อ แพนเจีย แล้วเกิดการแยกตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างรุนแรง มีการปะทุของภูเขาไฟจำนวนมากในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัวของมหาสมุทรแอตแลนติก

การปะทุเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เกิดความร้อน ความแห้งแล้ง มหาสมุทรเป็นกรด และระบบนิเวศเสียสมดุล

สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่หลายกลุ่มสูญพันธุ์ไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ ไดโนเสาร์ที่รอดได้โอกาสขยายอำนาจ ครอบครองพื้นที่ที่สัตว์เลื้อยคลานชนิดอื่นเคยอาศัยอยู่

ก่อนหน้านั้น ไดโนเสาร์ยังไม่ใช่เจ้าของโลกอย่างเต็มตัว แต่หลังการสูญพันธุ์ครั้งนี้ คู่แข่งจำนวนมากหายไป ทำให้ไดโนเสาร์กลายเป็นกลุ่มสัตว์บกที่โดดเด่นในโลกยุคถัดไป

พูดง่าย ๆ คือ หายนะครั้งนี้เปิดทางให้ ยุคของไดโนเสาร์เริ่มรุ่งเรือง และกลายเป็นยุคทองของไดโนเสาร์อย่างแท้จริงในยุค จูราสสิกและครีเทเชียส

---------------------------
5. ครีเทเชียส–พาลีโอจีน
---------------------------
ประมาณ 66 ล้านปีก่อน

นี่คือการสูญพันธุ์ที่คนรู้จักมากที่สุด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ ไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก สูญพันธุ์

หลักฐานสำคัญชี้ว่า มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน เกิดเป็นหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ การชนครั้งนี้ปล่อยพลังงานมหาศาล เกิดไฟป่า สึนามิ ฝุ่นและละอองจำนวนมากถูกพ่นขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

เมื่อฝุ่นบังแสงอาทิตย์ โลกจึงเย็นลงอย่างรวดเร็ว พืชสังเคราะห์แสงได้น้อยลง ห่วงโซ่อาหารเริ่มพังจากฐานล่างขึ้นไป สัตว์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้พลังงานมากจึงได้รับผลกระทบหนัก

ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่สูญพันธุ์ไป แต่ก็ยังเหลือรอดอยู่บ้าน นั่นคือ "นก" เพราะนกในปัจจุบันก็คือไดโนเสาร์กลุ่มหนึ่งที่รอดมาได้

และเมื่อไดโนเสาร์ขนาดใหญ่หายไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็เริ่มมีพื้นที่ให้วิวัฒนาการและกระจายตัวมากขึ้น จนท้ายที่สุดนำไปสู่โลกที่มีมนุษย์เกิดขึ้นในอีกหลายสิบล้านปีต่อมา

--------------------------

โลกไม่ได้สูญพันธุ์ครั้งใหญ่เพราะสาเหตุเดียวเสมอไป บางครั้งเป็นน้ำแข็ง บางครั้งเป็นทะเลขาดออกซิเจน บางครั้งเป็นภูเขาไฟ บางครั้งเป็นดาวเคราะห์น้อย และบ่อยครั้งเป็นหลายปัจจัยซ้อนกัน

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนเร็วและรุนแรงเกินไป สิ่งมีชีวิตจำนวนมากจะปรับตัวไม่ทัน

โลกเคยผ่านการล้างกระดานครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง แต่คำถามสำคัญของยุคเราอาจไม่ใช่แค่ว่า “อดีตเกิดอะไรขึ้น” แต่อาจเป็นว่า…

"ตอนนี้ มนุษย์กำลังทำให้โลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าชีวิตจำนวนมากจะปรับตัวทันหรือเปล่า?"

 #วัฏจักรของหิน (Rock Cycle) |  #หิน (rock) หมายถึงวัสดุที่เป็นของแข็งซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นสารอนินท...
01/05/2026

#วัฏจักรของหิน (Rock Cycle) | #หิน (rock) หมายถึงวัสดุที่เป็นของแข็งซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นสารอนินทรีย์ซึ่งประกอบด้วย แร่ชนิดเดียวกันหรือหลายชนิดรวมตัวกัน แต่ในบางกรณีอาจมีอินทรียวัตถุร่วมด้วย เช่น #ถ่านหิน (coal) โดยหินที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ของโลกจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัตถุต้นกำเนิดและสภาพแวดล้อมของการเกิดหินดังกล่าว โดยนักธรณีวิทยาจำแนกหินในเบื้องต้นตามกระบวนการเกิดออกเป็น 3 ชนิด คือ
● #หินอัคนี (igneous rock) คือ หินที่เกิดจากการเย็นและตกผลึกของแมกมา (magma) ซึ่งแร่ประกอบหินที่สำคัญของหินอัคนี ได้แก่ แร่ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ไมกา ไพรอคซีน แอมฟิโบลและแร่โอลิวีน เป็นต้น
● #หินตะกอน (sedimentary rock) หรืออาจเรียกว่า หินชั้น คือ หินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนซึ่งเกิดจากการผุพังของหินที่มีอายุแก่กว่า โดยแร่ประกอบหินที่สำคัญของหินตะกอน ได้แก่ แร่ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ แคลไซต์ โดโลไมต์ ยิปซั่มและแร่เฮไลด์ เป็นต้น
● #หินแปร (metamorphic rock) คือ หินที่แปรสภาพไปจากหินเดิม ทั้งจากหินอัคนี หินตะกอนรวมทั้งหินแปร โดยการกระทำของความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมีโดยการแปรสภาพหินเกิดในรูปของแข็งโดยไม่มีการหลอมละลายซึ่งแร่ประกอบหินที่สำคัญของหินแปร ได้แก่ แร่ควอตซ์ เฟลด์สปาร์ ไมกา การ์เนต ไพรอคซีนและแร่ไคยาไนต์ เป็นต้น
หินสามารถเปลี่ยนแปลงไป-มา เป็นหินชนิดอื่นหรือหินชนิดเดิมได้ เรียกว่า #วัฏจักรหิน (rock cycle) ซึ่งการเกิดหินชนิดใหม่ในแต่ละชนิดต้องผ่านกระบวนการเฉพาะตัว ได้แก่
● #หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินอัคนี ต้องผ่าน กระบวนการตกผลึก (crystallization) และการแข็งตัวเป็นของแข็ง (solidification)
● #หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินตะกอน ต้องผ่าน กระบวนการผุพังอยู่กับที่ (weathering) การพัดพา (transportation) การสะสมตัว (deposition) การอัดแน่น (compaction) การประสาน (cementation) และ กระบวนการแข็งเป็นหิน (lithification)
● #หินที่เปลี่ยนมาเป็นหินแปร ต้องผ่าน กระบวนการให้ความร้อน (heat) และ/หรือ ความดัน (pressure)

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์🔭ประชาสัมพันธ์แจ้งเปลี่ยนวันหยุดประจำสัปดาห์📌หยุดทำการท...
30/04/2026

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์
🔭ประชาสัมพันธ์แจ้งเปลี่ยนวันหยุดประจำสัปดาห์
📌หยุดทำการทุกวันอาทิตย์
📅เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันเสาร์
⏰ตั้งแต่เวลา 8.30 - 16:30 น.

ที่อยู่

Phetchabun

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 16:30
อังคาร 09:00 - 16:30
พุธ 09:00 - 16:30
พฤหัสบดี 09:00 - 16:30
ศุกร์ 09:00 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์