Good Old Days Good Old Days
วันเก่าๆ ที่ยังคิดถึง
ตอน ตามรอยเส้นทางวัฒนธรรมไทยจีน ศาลลูกศร ลพบุรี

“ซีรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนกตัญญู เขาทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ พ่อแม่สั่งอะไรฉันต้องทำอย่างนั้น แต่ในมุมซี ประเพณีบางอย...
16/06/2026

“ซีรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนกตัญญู เขาทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ พ่อแม่สั่งอะไรฉันต้องทำอย่างนั้น แต่ในมุมซี ประเพณีบางอย่าง เราก็คิดว่า เราจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ? เราจำเป็นต้องเดินแค่ทางนั้นจริงๆเหรอ?”

ประโยคคำถามข้างต้นสะท้อนมุมมองต่อ ‘ความกตัญญู’ ในวิถีเดิมๆ ของพี่ ‘ซี’ อดีตกรรมการเถ่านั้ง หรือ กรรมการศาลลูกศร (ปัจจุบัน ดำรงตำแน่ง กรรมการมูลนิธิลพบุรีสามัคคีสงเคราะห์) ที่เติบโตมาในครอบครัวลูกครึ่งไทย-จีน แม้จะมีเชื้อสายจีนอยู่ในสายเลือด แต่ชีวิตของพี่ซีกลับค่อนข้างห่างไกลจากพิธีกรรมทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาโดยตลอด

จากการไม่คุ้นเคยในพิธีกรรม จู่ๆ ชีวิตก็นำพาให้เขาก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในหัวเรือผู้รับหน้าที่จัดงานประเพณีไทย-จีน อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดรับประสบการณ์ครั้งใหม่นี้ และการเป็นเถ่านั้งคนรุ่นใหม่บอกอะไรกับเขาบ้าง

เรานั่งพูดคุยกับพี่ซีในโรงงานทอผ้าท่ามกลางโต๊ะจักรทอผ้าที่ตั้งแถวเรียงรายนับสิบๆ เครื่อง พร้อมคนงานที่ขะมักเขม้นทำงานของตนเอง ต่างก็เดินเข้ามาถามเพื่อเช็คงานกับพี่ซีเป็นระยะก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์
บ้านลูกครึ่งไทย-จีน

Q : ช่วยเล่าความเป็นมาของการเติบโตมาในบ้านลูกครึ่งไทย-จีน หน่อยได้ไหมคะ?

“ฝั่งบ้านพ่อทำนา ชีวิตแบบไทยๆ ทำเกษตรกรรม แต่พ่อซีไม่ชอบ เลยออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 14 ไปเป็นลูกจ้างตัดเย็บ จนมาเปิดร้านตัดชุดราตรี-ชุดแต่งงาน พอเริ่มเห็นโอกาสว่า จริงๆ ทำชุดพละคุยกับแค่คนเดียวแต่ได้เป็นร้อยชุด ไม่เหมือนชุดราตรี เขาเลยเปลี่ยนมาทำชุดพละและเสื้อรองในทหารแทน

“ส่วนแม่ อากุ๊ง มาจากเมืองจีน ด้วยความว่าครอบครัวมีลูกสาวเยอะ ก็มาช่วยขายไม้ที่ลพบุรี ตรงโรงไม้ประตูชัย แม่ได้เรียนไม่เยอะ มศ. 3 ที่บ้านก็บอกว่ามีน้องก็ต้องมาช่วยกันทำงาน เลี้ยงน้อง ก็เลยให้ลาออก

“99% ของชีวิตแม่ คือทำงาน เหมือนเขาเคยลำบากมาก่อน เขาไม่อยากส่งต่อความลำบาก ก็เลยอยู่กับงานหาเงินอย่างเดียว เลยไม่มีพิธีกรรมอะไรที่จะส่งต่อ อย่างบ้านอื่นครอบครัวสนิทกัน แต่บ้านซีกินข้าวแบบเร็ว แทบจะเอาจานมาแล้วโกย กิน จบ”
กตัญญูหวานขม

Q: แล้วความเป็นไทย-จีน ในมุมของพี่ซี พี่ซีมองมันในมุมไหนบ้าง?

“ซีรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนกตัญญู เขาทำอะไรก็ได้ ทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ พ่อแม่สั่งอะไรฉันต้องทำอย่างนั้น”

Q: แสดงว่าพี่ซีก็มีภาพในหัวของ “ความกตัญญู” พี่ซีเห็นมาจากไหน?

“ก็จากประเพณีและสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำ อย่างตอนเด็กๆ ไปไหว้เช็งเม้ง ซีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาไหว้หลุมนี้ด้วย เวลาขึ้นภูเขาก็ลำบาก แต่แม่ก็บอกว่า ตอนอากุ๊งมาจากเมืองจีนเขามาขออยู่บ้านนี้ แล้วก็ได้รับการเลี้ยงดูจนมีครอบครัว เขาเลยนึกถึงคุณของคนที่เลี้ยงเขามา แม้ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ แต่ก็ยังไปไหว้หลุมนี้ทุกปี

“แต่ในมุมซี ประเพณีบางอย่าง เช่น ลูกผู้หญิงถือว่าเดี๋ยวก็แต่งออกไปเป็นคนอื่น เขาจะไม่ให้ความสำคัญกับลูกผู้หญิงเลย บางทีผู้หญิงแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ก็โดนแม่สามีกดดัน ซีคิดว่า เมื่อคุณรู้มุมนี้แล้ว และคุณก็เป็นสะใภ้หรือแม่ของลูกสาว ก็อย่าส่งต่อความคิดที่คุณเองยังไม่ชอบเลย ตอนเด็กๆ ซีก็โดนกดดันว่าโตไปต้องแต่งงานออกไป เราก็คิดว่าเราจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ เราจำเป็นต้องเดินแค่ทางนั้นจริงๆเหรอ”

Q: แม่มีคาดหวังอะไรกับพี่ซีและพี่คนอื่นๆ ในบทบาทไหนบ้างไหมคะ?

“เขาคงคาดหวังกับผู้ชายมากกว่าล่ะ ด้วยความสไตล์คนจีน คาดหวังให้ซีแต่งงานมีลูก มีสามี ไว้ผมยาว เมื่อก่อนเคยไปเจอญาติ เขาก็พูดว่า เรียกแม่เธอมาเลย ทำไมถึงตัดผมแบบนี้ ทำไมถึงใส่กางเกง ไม่ใส่กระโปรงมา ซีก็บอกเขาว่า ด่าได้เลย ไม่ต้องเรียกแม่มาหรอก เพราะว่าเรียกมาก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ซีทะเลาะกับแม่จนไม่รู้จะทะเลาะกันอย่างไรแล้ว กลายเป็นเด็กก้าวร้าวไป”

Q: ทุกวันนี้ยังคาดหวังอยู่ไหม?

“ก็ทุกคนพยายามพูดจนเขารู้สึกว่า ถ้ามันมีความสุขกับการเป็นแบบนี้ก็ปล่อยไปเหอะ”

Q: ตอนเป็นเด็กรู้สึกแย่บ้างไหม โดนอะไรแบบนี้?

“เวลาเช็งเม้ง เรารู้สึกไม่สนุก ไม่อยากเจอใครเลย ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ อยู่กับอะไรแบบนี้ เราไม่อยากเจอ รู้สึกอยากผลักมันออกไป”
จุดเปลี่ยนสู่ตำแหน่ง และการเป็น ‘เถ่านั้ง’ คนรุ่นใหม่

Q: ทำไมถึงตัดสินใจมาร่วมเป็นเถ่านั้ง?

“คือมันมีจุดเปลี่ยน เมื่อก่อนซีเป็นคนไม่คุยกับใคร ไม่ใช่อินโทรเวิร์ต แต่เหมือนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่ด้วยที่บ้านเป็นพุทธเข้าทางวัดป่า พระอาจารย์ก็สอนซีทุกเรื่องยิ่งกว่าพ่อแม่ เราก็เลยตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองใหม่ พอเดย์-1 ที่เริ่มเปลี่ยนตัวเอง มีโอกาสอะไรเข้ามาจะรับหมด สรุป จ่ะ…ได้เป็น ‘เถ่านั้ง’ เลย (ยิ้ม)”

Q: แล้วตอนที่รู้ว่าได้รับเลือก(จากการเสี่ยงทาย) กำลังทำอะไรอยู่?

“บ่ายสองซีไปอยู่ทางเข้าบ้านที่เป็นทางรถเข้า ไปยืนงงๆ ว่ามายืนทำไมร้อนๆ สักพักเหมือนเป็นภาพช้า รถตู้มูลนิธิฯ มาจอด เดินตรงมาหาซีแล้วเอาพานส้มมาให้ “ยินดีด้วยได้เป็น ‘เถ่านั้ง’” เราก็งงๆ เถ่านั้ง คืออะไรไม่เข้าใจ เพราะเราไม่เคยช่วยงานมูลนิธิเลย แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง อะไรทำได้ก็ทำ อะไรไม่ได้ก็ลองเปลี่ยนสักหน่อยหนึ่ง เราใช้ชีวิตมาตั้งนานแล้ว หลังจากนี้เปลี่ยนให้มันตรงข้ามจะเป็นไรไป”

Q: เวลาเป็นเถ่านั๊ง ก็จะมีคนต่างวัยที่ต้องทำงานร่วมกัน พี่ซีรู้สึกว่าทำงานด้วยได้ไหม หรือถ้ามีความคิดเห็นที่ต่างกัน แก้ปัญหาอย่างไร?

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงไม่ได้ แต่พอเป็นตอนนี้ซีคิดว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องถูกใจเรา เขามีประสบการณ์ในยุคของเขา ซีก็มีในยุคของซี เอาประสบการณ์ของเขาและเรามาทำให้ดีขึ้น ดีกว่าเอามาตีกัน ถ้าการแก้ปัญหาของเรามันดีกว่า ก็เสนอไปและรับผิดชอบในสิ่งที่คิด ถ้าเราทำได้ก็จบ แต่ถ้าอีกคนเขามีมุมมองที่โอเคกว่า เขาอยากทำก็ให้เขาทำ เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอันก็ได้”
ความเชื่อและความศรัทธา กับการส่งต่อประเพณี
คิดว่าความเชื่อกับศรัทธาต่างกันอย่างไร?

“ซีว่าความเชื่อกับศรัทธานี่ใกล้กันเลยนะ เหมือนเราก็ต้องเชื่อก่อนว่าท่านจะให้อะไร ขอแล้วเราจะได้ พอได้ปุ๊บ เราก็จะเริ่มศรัทธา พอศรัทธาก็จะวนลูป เราก็จะเริ่มอยากมาทำบุญ

“แต่ด้วยความที่ซีเริ่มมาจากวัดป่า เลยเฉยๆ ให้ทำอะไรก็ทำ ถือว่าช่วยเหลือกัน มองในมุมนั้นมากกว่า แต่พอเขาบอกให้ซีไปไหว้ ซีก็บอกเจ้าว่า ถ้าจะให้ช่วย ขอให้งานเยอะๆ เพราะว่าถ้าซีไม่มีงาน ไม่มีตังค์ ซีก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้นะคะ”

Q: ในฐานะที่พี่ซีเป็นคนรุ่นใหม่ในคณะกรรมการ เราจะอยู่ในเรื่องของความเชื่อ พิธีกรรมอย่างไรให้ยั่งยืนและอยู่ต่อได้ไปเรื่อยๆ?

“เด็กรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าทำไมฉันต้องทำ เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำทำไม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร ตังค์ก็ไม่ได้ เวลาก็เสีย บางทียังต้องไปปะทะกับคนอื่นอีก คำถามคือ ‘ทำทำไม’ ‘ทำไปเพื่ออะไร’

“เขาต้องมีประสบการณ์ของเขาก่อน เขาถึงจะเชื่อ เรียกว่าเชื่อแล้วศรัทธาดีกว่า เพราะถ้าอยู่ดีๆ เราจะเดินไปเห็นหิน และเราบอกว่า โอย…ศรัทธาจังเลย โดยที่หินไม่ได้ทำอะไร ใครจะศรัทธา”

Q: แล้วพี่ซีอยากให้คนรุ่นใหม่ๆ เขาเข้ามาบ้างไหม?

“ในมุมซีอยากให้ทุกคนเข้ามา การแก้ปัญหาถ้ายิ่งหลายคนมันก็ช่วยกันได้ บางทีคนคนนึงจะแก้ทุกปัญหา ดูทุกอัน ไม่ไหวหรอก แล้วถ้าอยากให้งานหรือจังหวัดเราขยายใหญ่ขึ้น มันก็ต้องใช้คนในการขับเคลื่อนให้พัฒนาไปข้างหน้า ถ้ามีกรรมการที่อายุมากแล้วสัก 40 คน แต่ไม่มีเด็กไปแทน ก็ไม่รู้ว่ามันจะเดินต่อไปอย่างไร

“ตอนนี้รุ่นซีก็มีอยู่ไม่กี่คนเอง แต่เดี๋ยวก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา เราก็มองในแง่ดีไว้ก่อน (หัวเราะ)”
จากการสนทนา เราสัมผัสได้ว่า ‘การให้’ ดูเป็นเรื่องที่พี่ซีให้ความสำคัญอยู่เสมอ ทั้งในรายละเอียดของการใช้ชีวิตและการทำงาน การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ในนามตำแหน่งคณะกรรมการ แต่เป็นในนามของตัวเขาเอง
นิยามของ ‘การให้’

Q: ‘การให้’ ในมุมของพี่ซี หน้าตาเป็นแบบไหน?

“เอาเป็นว่าซีได้เสียสละดีกว่า ซีรู้สึกว่าเวลาซีมีค่า เพราะเวลาย้อนกลับไม่ได้ แต่ซีเสียเวลาอันนั้นให้ เพื่อที่จะไปแจกข้าวสาร ไปให้คนอื่น ซีถือว่าซีเสียสละเวลาในชีวิตไปให้คนอื่น”

Q: ทำไมถึงอยากให้?

“เมื่อก่อนเราเคยอยู่คนเดียวมาตั้งเยอะแล้ว อยู่กับความคิดตัวเอง ความอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง และทำไมเราไม่เปลี่ยนล่ะ ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ นิ้วตัวเองยังเอาไปไม่ได้เลย สุดท้ายมันก็ต้องเผาไป แล้วเราอยากได้อะไรในชีวิตจริงๆ”


#โต๊ะกินข้าว #ไทยจีน #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น #ลพบุรี

16/06/2026

“เราจำเป็นต้องเดินแค่ทางนั้นจริงๆ เหรอ?”

คำถามต่อคำว่ากตัญญูในวิถีเดิมของพี่ ‘ซี’ อดีตกรรมการเถ่านั้งคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในครอบครัวไทย-จีน

แม้จะมีเชื้อสายจีนอยู่ในสายเลือด แต่พิธีกรรมดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างห่างไกลจากวิถีชีวิตปกติของเขามาโดยตลอด

จากชีวิตที่เคยเดินไปตามทางของตัวเอง จู่ๆ โชคชะตาก็นำพาให้เขาก้าวเข้ามาเป็น ‘เถ่านั้ง’ ผู้นำจัดงานประเพณีไทย-จีนในบ้านเกิดเสียเอง

จากความ ‘ไม่สนิท’ ในประเพณี จึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่า เราก็สามารถเป็นผู้รักษาประเพณีได้ ในแบบฉบับที่ยังเป็นตัวของตัวเอง

ติดตามเรื่องราวของพี่ซี และบทสนทนาว่าด้วย การเติบโต และการเปิดใจรับ ของครอบครัวไทย–จีน ในซีรีส์ “โต๊ะกินข้าว” ตอนที่ 4

#โต๊ะกินข้าว #ไทยจีน #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น

23/05/2026

ชวนมารู้จัก Good Old Days ให้มากขึ้นครับ ☺️
ขอบคุณทีมงาน โต๊ะกลาง มากๆ ครับ

ขอบคุณทีม โต๊ะกลาง มากๆ ครับที่มาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของ Good Old Days 😊
20/05/2026

ขอบคุณทีม โต๊ะกลาง มากๆ ครับที่มาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของ Good Old Days 😊

💛โพสต์นี้ Good Old Days อยากจะขอบคุณเหล่าเพื่อนร่วมทาง ที่มาอยู่ด้วยกัน บางคนช่วยงานตั้งแต่ก่อนเริ่มอีเว้นท์ บางคนช่วยมา...
28/04/2026

💛โพสต์นี้ Good Old Days อยากจะขอบคุณเหล่าเพื่อนร่วมทาง ที่มาอยู่ด้วยกัน บางคนช่วยงานตั้งแต่ก่อนเริ่มอีเว้นท์ บางคนช่วยมาปรุงบรรยากาศให้สนุก บางคนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประสานงานทั้งหมด และอีกหลายๆ คนที่มีส่วนร่วมช่วยกันทำให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์แห่งนี้ขึ้นมาในลพบุรี
แม้งานอีเว้นท์จบไปแล้วแต่งานนิทรรศการในศาลลูกศรจะอยู่ต่อไป ทุกคนยังสามารถไปเยี่ยมชมกันได้นะครับ เช่นเดียวกับเครือข่ายของคนรุ่นใหม่และรุ่นก่อนที่จะค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ภายใต้ร่มเงาของวัฒนธรรมท้องถิ่น

#ศาลลูกศร #ลพบุรี #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น

เก็บตกบรรยากาศงานแห่เจ้าศาลลูกศรด้วยม้วนฟิล์ม 🪭🎞️เขาว่ากันว่าภาพในฟิล์มมันมีเวทมนตร์เก็บลมหายใจของช่วงเวลาได้🌊🫧   #แห่เจ...
18/04/2026

เก็บตกบรรยากาศงานแห่เจ้าศาลลูกศรด้วยม้วนฟิล์ม 🪭🎞️
เขาว่ากันว่าภาพในฟิล์มมันมีเวทมนตร์เก็บลมหายใจของช่วงเวลาได้🌊🫧

#แห่เจ้า #ศาลลูกศร #ลพบุรี #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น

“มันก็ต้องเปลี่ยน มันก็ต้องทำตามคนที่ยังอยู่ชอบ มันถึงจะมีความสุข ถ้าการไปไม่ต้องโดนบังคับว่าจะต้องทำ ‘อันนี้’ แต่ ‘อันน...
16/04/2026

“มันก็ต้องเปลี่ยน มันก็ต้องทำตามคนที่ยังอยู่ชอบ มันถึงจะมีความสุข ถ้าการไปไม่ต้องโดนบังคับว่าจะต้องทำ ‘อันนี้’ แต่ ‘อันนี้’ มันคือเราชอบ อย่างไรเราก็ทำ”
ลูกสาวคนโต

พี่ต้าเป็นลูกสาวคนโตของน้องชายสองคน เติบโตมาในบ้านที่เป็นร้านขายเสื้อแถวหน้าวังฯ ตั้งแต่เด็กๆ ป๊าและแม่ เป็นลูกหลานคนจีน แม่แซ่ลิ้ม พ่อแซ่เอี๊ยะ ทั้งคู่พบรักกันที่กรุงเทพฯ ก่อนย้ายถิ่นฐานกลับมาทำงานในลพบุรี

พี่ต้าเล่าบรรยากาศในครอบครัวว่า ป๊าเป็นคนชอบทำอาหาร ตั้งแต่พี่ต้ายังตัวเล็ก เขาจะชอบไปชะเง้อยืนดูป๊าทำอาหารอยู่บ่อยๆ ก็คงเหมือนกับเด็กทั่วไปที่ตื่นตาตื่นใจเวลาได้ดูพ่อหรือแม่หยิบนู่นนี่ลงกระทะ จนโตขึ้น หน้าที่ทำอาหารให้คนในบ้านก็สลับมาเป็นของพี่ต้า พี่ต้าบอกว่า ด้วยความเป็นพี่คนโตก็จะต้องช่วยดูแลน้อง การทำอาหารจึงเป็นหนึ่งในการดูแลคนในบ้านสำหรับพี่ต้าด้วยเช่นกัน
ป๊า-แม่ แอบห่วง

เวลาที่เรานึกถึงพ่อและแม่ บางครั้งใบหน้าของพวกเขาก็มักจะลอยมาคู่กับคำสอนที่กล่อมเกลาใส่หูลูกๆ ทุกวันตั้งแต่เด็ก เป็นคุณค่าที่พ่อแม่ยึดถือและอยากส่งต่อสู่ลูกๆ ไม่ว่าคำสอนนั้นจะถูกใจเราจนเอาไปใช้ต่อ หรือจะไม่โดนใจจนอยากวางลง

ในบ้านของพี่ต้า คำสอนจากความห่วงใยของป๊ายังคงทำงานกับการใช้ชีวิตของพี่ต้า ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้พี่น้องรักกัน อยู่ร่วมกันให้ได้ อย่าทะเลาะกัน ถึงจะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ป๊าก็มักจะสอนให้พยายามใช้ภาษาดอกไม้คุยกัน หรือจะเป็นการสอนเรื่องการจัดการเงินของบ้านให้เป็นระบบอย่าง ‘กงสี’ เพราะถึงจะขยันทำมาหากินจนหาเงินมาได้ แต่การรักษาและจัดเก็บเงินไม่ให้รั่วไหล รวมถึงใช้เงินอย่างประหยัด ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในการใช้ชีวิตให้มั่นคง โดยเฉพาะพี่ต้า ที่เป็นสาวโสดของบ้าน ทำให้ป๊าและแม่ก็แอบอดเป็นห่วงอนาคตไม่ได้

“เขาก็อยากให้แต่งงาน แต่คือพี่ไม่ได้ชอบเรื่องอย่างนี้ เพราะเห็นรุ่นอา เขาก็เป็นสาวโสดเหมือนกัน เขาก็ใช้ชีวิตสบายลั้ลลา เราก็เลยคิดว่ามันก็โอเค

“ป๊าเขาก็ห่วงล่ะ อย่างพี่สาวโสด ถ้าอยู่แก่ไปมันจะลำบากหรือเปล่า ถ้าเราไม่ประหยัด เขาก็บอกให้ทำมาหากิน ขยันค้าขาย เก็บเงินบ้าง อย่าใช้เยอะ เวลาเดือดร้อนแล้วเดี๋ยวมันจะไม่มี”
กราบไหว้หนึ่งครั้ง ได้บุญสองเด้ง

ในบ้านหรือร้านของพี่ต้ามีความเชื่อที่ผสมทั้งไทยและจีนอยู่ในชีวิตประจำวัน ถ้าเดินเข้าไปในบ้าน แค่เพียงระยะสายตา ก็จะเห็นทั้งพระไทยตั้งเรียงรายกันอยู่เหนือหัว และ ศาลเจ้าจีน หรือที่เรียกว่า “ตี่จู้เอี๊ยะ” เทพผู้คุ้มครองบ้าน ตั้งอยู่ด้านล่าง แม้วันครบรอบวันตายของบรรพบุรุษมาถึง ครอบครัวของพี่ต้าก็จะไหว้เคารพในแบบจีน และ ตักบาตรในแบบไทย อย่างที่พี่ต้าได้บอกไว้

“ความต่าง คือ ไหว้แบบจีนก็เหมือนเราทำกับข้าวและได้กินด้วย แต่ถ้าใส่บาตรก็คือไปกับพระเลย”

เรียกได้ว่าในบ้านหลังนี้ ถ้าหากกราบไหว้หนึ่งครั้ง ก็เท่ากับได้บุญสองเด้งทั้งแบบไทยและจีนกันไปเลย
เช็งเม้ง = ความเชื่อค้ำชูใจ + เสน่ห์ของโมเมนต์

“เช็งเม้งดิ่ ได้เจอญาติ ญาติที่แยกย้ายกันไปอยู่ต่างจังหวัด เราก็สามารถกลับมาเจอกัน มันเหมือนเป็นกุศโลบายให้ญาติพี่น้องที่อยู่แยกย้ายกันไปกลับมาเจอกัน”

เช็งเม้ง คือ เทศกาลทรงจำแรกที่พี่ต้านึกถึงอย่างไม่ต้องคิด เรานั่งนึกระหว่างพูดคุยกับพี่ต้าว่าทำไม ‘เช็งเม้ง’ ถึงเป็นคำตอบแรก สิ่งที่สัมผัสได้คงแปลงออกมาเป็นสมการ ‘เช็งเม้ง = ความเชื่อค้ำชูใจ + เสน่ห์ของโมเมนต์’ สมการนี้อาจเกิดขึ้นกับบางบ้านของครอบครัวจีน แต่ที่แน่ๆ มันสามารถอธิบายงานเทศกาล ‘เช็งเม้ง’ ของครอบครัวพี่ต้าได้เป็นอย่างดี

เพราะเบื้องหลังของการทำเช็งเม้ง คือ เพื่อต้องการเคารพบรรพบุรุษ สักหนในหนึ่งปี และความเชื่อที่ว่าหากทำแล้วก็จะทำให้บ้านนั้นตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ การค้าก็จะรุ่งเรือง เหมือนที่ครอบครัวพี่ต้าเชื่อมาตลอด เมื่อนำมาผสมๆกับกุศโลบายแฝงของเทศกาลที่อาจไม่ได้ถูกบอกกันโต้งๆ เสน่ห์ของโมเมนต์ที่ไม่ต้องอาศัยความเชื่อ แต่อาศัยความรู้สึกและการปฏิบัติต่อกันของคนในครอบครัว ก็จะปรากฏขึ้นมาเอง

จริงๆแล้ว กลิ่นอายของวันเช็งเม้งนั้นจะออกมาหน้าตาแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับครอบครัวนั้นๆ ซึ่งของบ้านพี่ต้าถึงจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกันมาก แต่ก็พูดได้ว่าเป็นบ้านที่แจกความรู้สึกสบายใจให้กันเมื่อพบหน้า พี่น้องช่วยเหลือกันดีแม้ต่างคนจะอยู่คนละทิศคนละทาง

“ถ้าอยู่ใกล้ๆกัน บางทีมีปากเสียงบ้างเป็นธรรมดา ลูกหลานไม่ได้เยอะมาก แต่ก็อบอุ่นไง เพราะว่ามันอยู่กันแบบสบายๆ”

ถึงแม้จะเป็นกลางหน้าร้อนในเดือนเมษา แต่ช่วงเวลาที่ได้นั่งกินข้าวด้วยกันก็สุกงอมและคุ้มค่าพอตัวแล้ว กับคำว่า ‘นานทีปีหน’

“มีความสุข คือ ได้เจอญาติ ได้คุยกัน นานๆจะได้มาเจอญาติกันเยอะๆ ก็ได้กินข้าวด้วยกัน คนจีน เรื่องกินก็เรื่องใหญ่เนอะ เวลาพี่ไปบ้านป้า คำแรกที่เขาถาม กินข้าวมารึยัง (หัวเราะ)”
ปรับให้เป็นเรา

“ก็แล้วแต่นะ ของบ้านพี่คือทำตามที่พวกเราชอบกิน เพราะถ้าเราทำอะไรที่เราไม่กินมันเสียดายไง”

แน่นอนพอยุคสมัยเปลี่ยน โลกเปลี่ยน วิถีชีวิตคนเปลี่ยน ทรัพยากรสำคัญๆ ที่เรามีอย่างเวลาและเงิน ก็ต้องคิดแล้วคิดอีกมากขึ้นว่าจะใช้มันอย่างไร ทำเอาอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ‘ถ้าหากเรายังอยากให้มีอยู่ อะไรเดิมๆ ที่ทำกันมายังตอบโจทย์อยู่ไหม’ หลายๆบ้านก็เริ่มปรับให้สะดวกขึ้น กินเวลาน้อย ใช้จ่ายคุ้มค่าตามกำลัง อะไรหยวนกันได้ก็หยวน หลักๆ คนก็เริ่มปรับให้เข้ากับตัวเองที่สุด แต่ยังรักษาแก่นที่ไหว้เพื่อความศรัทธาและแสดงความเคารพบรรพบุรุษเอาไว้ เหมือนบ้านของพี่ต้าที่เริ่มคิดหาอะไรใหม่ๆ เข้ามาให้ตอบโจทย์บ้านตัวเองมากขึ้น จากแต่ก่อนของไหว้จะเป็นของชอบคนที่ตาย เดี๋ยวนี้ก็ผสมของชอบคนที่อยู่ เช่น ไก่ทอด หมูทอด หรือแม้แต่ขนมถุงกรุบกรอบ จะได้เอาไว้แจกให้หลานๆ หลังไหว้

“ถ้าเราไม่กินมันก็สิ้นเปลือง เราชอบกินอะไรเราก็ทำไปเหอะ พี่ยังเคยคิดเลยว่าซื้อเคเอฟซี แมคโดนัลล์ไปไหว้ได้ไหม ทำชาบูได้ไหม เพราะเราอยากกินชาบู ลุงก็บอก แล้วแต่มึงเลย จะทำอะไรก็ทำ แต่บางทีก็ต้องรอกูตายก่อนนะ บางทีกูก็ยังรับไม่ได้ มันใหม่เกิน (หัวเราะ)”
มันต้องเปลี่ยน?

“ใช่ มันก็ต้องเปลี่ยน มันก็ต้องทำตามคนที่ยังอยู่ชอบ มันถึงจะมีความสุข ถ้าการไปไม่ต้องโดนบังคับว่าจะต้องทำ ‘อันนี้’ แต่ ‘อันนี้’ มันคือเราชอบ อย่างไรเราก็ทำ” พี่ต้าเล่า

ในขณะที่เราได้พูดคุยกับพี่ต้าและกลุ่มเพื่อนของพี่ต้า พวกเขามองว่า ถ้ามีการบังคับ จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กๆรุ่นหลังไม่อยากทำ เพราะความไม่เป็นส่วนหนึ่งมาจากสามปัจจัยหลักๆ หนึ่งคือทำไม่เป็น สองคือไม่กิน สามคือไหว้เสร็จแล้วต้องทิ้ง เพราะฉะนั้นความไม่สมดุลมีมากกว่า เด็กก็อาจจะมองว่าไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกแล้ว แต่ถ้าเราเปลี่ยนการไหว้ มาเป็น ‘ฉันกินอะไร ไหว้แบบนั้น’ เด็กๆจะรู้สึกสะดวกที่จะจ่าย และอินที่จะทำมากกว่า

ซึ่งพี่ต้าก็ได้เล่าต่อถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการทำพิธีของบ้านตนเอง เผื่อใจแลนด์ดิ่งความเชื่อที่อาจจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในใจของลูกหลานเด็กรุ่นใหม่

“แต่สมัยนี้คนไม่นิยมละ เพราะถ้าลูกหลานไม่เอา ตามความเชื่อมันก็จะไม่ดีกับลูกหลาน การค้าหรืออะไรมันก็จะไม่ค่อยเจริญ ลุงก็เลยบอกว่า ถ้าหมดรุ่นเขาและเหลือเขาคนเดียว ก็ให้พวกพี่ไปเอาอากงอาม่าที่ฝังอยู่ออกได้เลย เพราะเขาดูแล้วรุ่นต่อจากพี่คงไม่ทำ เด็กสมัยนี้เขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้แล้วไง ก็น่าจะต้องเอาขึ้นมาทำบุญเหมือนไทย

“ก็ยังอยากให้มีนะ แต่ว่าข้างหน้าเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง มันห้ามไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้หรอก มันก็อยู่ที่คนเนอะ ว่าเขาจะคิดยังไงกับพิธีกรรมไหว้เจ้าหรืออะไรอย่างนี้ ถ้าเรามีใจที่ยังอยากสานต่อไปเรื่อยๆ มันก็ยังอยู่ไปเรื่อยๆนะ แต่ถ้าเราไม่อยากทำแล้วมันก็จะค่อยๆหายไป แต่พี่ว่าคนที่เขาทำอยู่และยังต้องสืบต่อไปก็ยังมีนะ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไม่ไหว”

#โต๊ะกินข้าว #ไทยจีน #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น #ลพบุรี

16/04/2026

เมื่อหน้าตาของความเชื่อ อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมเสมอไป

“ทำชาบูไหว้เช็งเม้งได้ไหม?”
คำถามทีเล่นทีจริงของพี่ต้า ลูกสาวคนโตในครอบครัวไทย-จีน
ที่เติบโตมาในบ้านร้านขายเสื้อหน้าวังนารายณ์

พอถึงวันสำคัญๆ
การไหว้แบบจีนและตักบาตรแบบไทย เป็นของคู่กันในบ้านหลังนี้

ความเชื่อสองวัฒนธรรมค่อยๆ ผสมกัน
เหมือนกับชีวิตของคนรุ่นใหม่ๆ
ที่ยังอยากรักษาบางอย่างไว้ แต่ก็อยากปรับมันให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเองเป็น

เพราะสำหรับพี่ต้า พิธีกรรมจะยังคงอยู่ได้
ก็ต่อเมื่อคนที่ยังอยู่ “อยากทำมัน”

ติดตามเรื่องราวของพี่ต้า และบทสนทนาว่าด้วย ความเชื่อ และการปรับตัว ของครอบครัวไทย–จีน ในซีรีส์ “โต๊ะกินข้าว” ตอนที่ 3

#โต๊ะกินข้าว #ไทยจีน #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น #ลพบุรี

13/04/2026

สวัสดีวันปีใหม่ไทย ขอให้ทุกท่านมีแต่ความร่มเย็นและมีความสุขตลอดปีครับ
ชวนชมบรรยากาศการตั้งโต๊ะ ไหว้เจ้า ขบวนแห่รอบเมืองลพบุรี 🐉🏮
ประเพณีของคนไทยเชื้อสายจีนที่สืบสานกันมาอย่างยาวนาน ในชื่อ “งานแห่เจ้าศาลลูกศร” ครั้งที่ 59 ที่ได้จัดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 🎉 ในวันที่ 28 มีนาคม 2569
ให้ชาวลพบุรี ไม่ว่าเชื้อสายไหน ได้สักการะบูชาเทพเจ้าจีน 🙏 สัมผัสบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยความศรัทธา พร้อมเปิดรับความเป็นสิริมงคลให้กับชีวิต
เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่รวมใจของคนหลากหลายช่วงวัย ให้เชื่อมโยง ร้อยพลังผ่านพิธีกรรมย่อย ๆ ในงานแห่เจ้า เกิดเป็นภาพความสำเร็จร่วม ที่ชาวลพบุรีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือกัน ✨
และหากคุณมีโอกาสไปร่วมงานปีนี้ อย่าลืมมาแบ่งปันภาพถ่ายหรือเรื่องราวเล็ก ๆ ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะครับ
📸
ให้ความทรงจำดี ๆ ได้ถูกส่งต่อไปอีกไกล 🙂

#แห่เจ้า #ศาลลูกศร #ลพบุรี #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น

เจียะ ปึ่ง บ่วย ขอทักทายทุกคนด้วยการถามไถ่และห่วงใย เพราะเราไม่ได้เจอกันนานเลยนี่ก็เกือบสองสัปดาห์แล้วของกิจกรรม "Good O...
06/04/2026

เจียะ ปึ่ง บ่วย ขอทักทายทุกคนด้วยการถามไถ่และห่วงใย เพราะเราไม่ได้เจอกันนานเลยนี่ก็เกือบสองสัปดาห์แล้วของกิจกรรม "Good Old Days: Homecoming | กลับมาส่องใจ ใต้เงาเทพเจ้า" ที่ได้จัดไปที่ศาลลูกศร ตอนนี้ทีมงานได้ชาร์จพลังกันเต็มที่ทุกคน แล้วทุกคนละเป็นยังไงกันบ้าง งานสนุกมั้ย ชอบอะไรไม่ชอบอะไรแชร์ให้ทีมงานฟังกันได้เลยน้า

ในฐานะผู้จัดงานขออนุญาตเล่าให้พี่ๆ เพื่อนๆ ฟังก่อนเป็นคนแรกน้า พวกเราจากเด็กที่โตมาแบบใช้ชีวิตรู้บ้างไม่รู้บ้างเกี่ยวกับบ้านเกิดของตัวเอง การได้กลับบ้านมารอบนี้หวังใจไว้ตั้งแต่แรกว่าอยากจะใช้ประสบการณ์ที่ได้ไปทำงานและเที่ยวเล่นในหลายๆ ที่เอามาใส่พลังแบบให้เหมือนวัยเด็กอีกครั้งที่ลพบุรี ซึ่งเจ้า Good Old Days นี้ก็เกิดขึ้นมาง่ายๆ แบบนั้นเลย

ภาพในหัววันแรกที่พวกเราคุยกันจนถึงภาพที่เกิดขึ้นในงาน มันเป็นอะไรที่สวยงามมากๆ พวกเราได้เห็นชีวิตที่เติบโตรอบตัวเราในแบบที่ไม่เคยได้สังเกตมาก่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พวกเราในวัยกลางคนไม่เคยได้ใช้ช่วงเวลาบ่อยนักกับผู้สูงอายุที่ไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ความงดงามของความทรงจำในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่าเราเติบโตและงอกเงยได้เสมอไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ เรื่องประวัติศาสตร์สิ่งที่เป็นไฟล์ทบังคับให้ต้องศึกษาซึ่งก็ทำให้พวกเรารู้สึกผูกพันและหวงแหนมรดกและความทรงจำร่วมในพื้นที่แห่งนี้

การจัดงานครั้งนี้ความตั้งใจของพวกเราต้องการสร้างพื้นที่กลางขึ้นมาสักที่หนึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนแต่ละวัยได้มาพบปะเจอหน้ากัน บางคนก็อาจจะรู้จักกันมานานแล้วแต่ไม่รู้ตัว พอได้พูดคุยถามว่าที่้บ้านทำอะไร บ้านอยู่แถวไหนจากคนแปลกหน้าก็กลายเป็นคนคุ้นเคยภายในเวลาอันสั้น เราเชื่อว่าพื้นที่ทางกิจกรรมที่ Good Old Days อยากจะไปให้ถึงนั้นจะนำมาสู่ชุมชนหรือสังคมที่มีการพูดคุยกันมากขึ้นและลดระยะห่างความสัมพันธ์ระหว่างอายุให้แคบลงได้

แม้โจทย์จะเป็นงานวัฒนธรรมประเพณีและประวัติศาสตร์ พวกเราก็ตั้งใจออกแบบให้เป็นกิจกรรมที่สนุก ไม่เครียด ละลายภาพการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในห้องเรียนแบบเดิมออกไป พวกเราเลือกกิจกรรมที่เกี่ยวบ้างไม่เกี่ยวบ้างเข้ามาให้คนได้มา ‘ลอง’ มา ‘เล่น’ เรียนรู้ไปด้วยกันแม้แต่ละคนอาจจะมีต้นทุนที่ต่างกันแต่เราสามารถทำอะไรไปด้วยกันและพร้อมกันได้ เหมือนภาพที่ภาพที่อาม่า อาซิ้มจากชมรมไทเก๊กมาร่วมคอร์สพิลาทิสด้วยกันกับเด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน ช่วงเวลานั้นช่างเป็นความธรรมดาที่มหัศจรรย์สำหรับพวกเรา เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าขอแค่มีพื้นที่ให้กันและกันแล้วทุกอย่างจะตามมา หรือบรรยากาศที่อาซื้มไปตามเพื่อนๆ ที่บ้านเพื่อมาเรียนปั้นแป้งซาลาเปาด้วยกันก็ทำให้พวกเราหุบยิ้มไม่อยู่ หรือการนั่งเขียนพู่กันจีนที่เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่กลับไปเป็นเด็กในตอนที่พวกเขายังทันเรียนภาษาจีนที่โรงเรียนจีน และเปิดโอกาสให้เด็กได้เชื่อมความทรงจำต่อรากเหง้าผ่านชื่อหรือแซ่ที่ติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญในกิจกรรมครั้งนี้ คือ เรื่องของแพสชั่นไม่ได้เกี่ยวกับอายุ ในตอนเช้าของวันเสาร์อาทิตย์ช่วงวันงานจะเป็นคิวนำทัวร์ชุมชนถนนพระรามของอาจารย์สมพงษ์ นิติกุล พวกเราได้สังเกตแววตาของอาจารย์ทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องบนถนนที่เขาเองเกิดและเติบโตมา แววตาของอาจารย์เปล่งประกายทุกครั้งเวลาที่ได้เล่าชีวิตริมน้ำให้กับคนแปลกหน้ารุ่นหลานฟัง

สำหรับ Good Old Days การกลับมาระลึกถึงเรื่องในวันวาน ไม่ใช่เพียงรสนิยมหรือประโยคฮีลใจ แต่เราอยากที่จะสื่อสารออกไปว่า ความสุขของแต่ละคนไม่ว่าจะรุ่นหลานหรือรุ่นใหญ่ สามารถส่งถึงกันได้เสมอและเรียนรู้กันได้เสมอ แม้หน้าตาความสุขของแต่ละคนจะต่างกันตามบริบทและยุคสมัย แต่ภายใต้หน้าตาของมันนั้นพวกเราเชื่อว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือสิ่งเดียวกัน

ขอขอบคุณสำนักสร้างสรรค์โอกาส จากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ให้ Good Old Days เป็นส่วนหนึ่งในโครงการคนรุ่นใหม่คืนถิ่น รุ่น 3

ขอขอบคุณมูลนิธิลพบุรีสามัคคีสงเคราะห์และคณะกรรมการเถ่านั้ง กรรมการศาลลูกศร ที่เมตตาและคอยช่วยเหลือพวกเราเหมือนเป็นลูกเป็นหลานจริงๆ

ขอขอบคุณชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถานและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี สำหรับการประสานงานและคำปรึกษาในการดำเนินงานกิจกรรมครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง

ที่สำคัญขอบคุณผู้ร่วมงานทุกคนที่มาอยู่ด้วยกันทั้งหมด 5 วันที่ Good Old Days จัดงานนะ!! :D ขอบคุณทุกรอยยิ้มและกำลังใจที่ส่งถึงกัน ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าในความทรงจำระหว่างกัน อารมณ์ความรู้สึก เสียงหัวเราะ พลังงานเหล่านี้จะคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าบนถนนเส้นนี้ เซียมซีในศาลเจ้า โต๊ะม้าหินตัวนั้น ผืนหญ้าในวัดปืนและอีกมากมายที่ทุกคนได้มาใช้เวลาร่วมกันใน 5 วันของกิจกรรม

สุดท้ายสายสัมพันธ์ครอบครัวของคนจีนไม่ได้สิ้นสุดที่ความตาย เช่นเดียวกันกับงานอีเว้นท์ของพวกเราที่จะจบลงไปแล้ว ทุกคนก็สามารถฝากติดตามคอนเทนต์จากเพจ Good Old Days ได้ต่อไปนะครับ พวกเรายังมีคอนเทนต์ออนไลน์ที่เล่าเรื่องภายในวัฒนธรรมไทย-จีนที่จะชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำกันและกัน เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้ไม่ลืมกัน

#ศาลลูกศร #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น #ลพบุรี

ที่อยู่

Lop Buri

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Good Old Daysผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์