16/06/2026
“ซีรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนกตัญญู เขาทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ พ่อแม่สั่งอะไรฉันต้องทำอย่างนั้น แต่ในมุมซี ประเพณีบางอย่าง เราก็คิดว่า เราจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ? เราจำเป็นต้องเดินแค่ทางนั้นจริงๆเหรอ?”
ประโยคคำถามข้างต้นสะท้อนมุมมองต่อ ‘ความกตัญญู’ ในวิถีเดิมๆ ของพี่ ‘ซี’ อดีตกรรมการเถ่านั้ง หรือ กรรมการศาลลูกศร (ปัจจุบัน ดำรงตำแน่ง กรรมการมูลนิธิลพบุรีสามัคคีสงเคราะห์) ที่เติบโตมาในครอบครัวลูกครึ่งไทย-จีน แม้จะมีเชื้อสายจีนอยู่ในสายเลือด แต่ชีวิตของพี่ซีกลับค่อนข้างห่างไกลจากพิธีกรรมทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาโดยตลอด
จากการไม่คุ้นเคยในพิธีกรรม จู่ๆ ชีวิตก็นำพาให้เขาก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในหัวเรือผู้รับหน้าที่จัดงานประเพณีไทย-จีน อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดรับประสบการณ์ครั้งใหม่นี้ และการเป็นเถ่านั้งคนรุ่นใหม่บอกอะไรกับเขาบ้าง
เรานั่งพูดคุยกับพี่ซีในโรงงานทอผ้าท่ามกลางโต๊ะจักรทอผ้าที่ตั้งแถวเรียงรายนับสิบๆ เครื่อง พร้อมคนงานที่ขะมักเขม้นทำงานของตนเอง ต่างก็เดินเข้ามาถามเพื่อเช็คงานกับพี่ซีเป็นระยะก่อนที่จะเริ่มสัมภาษณ์
บ้านลูกครึ่งไทย-จีน
Q : ช่วยเล่าความเป็นมาของการเติบโตมาในบ้านลูกครึ่งไทย-จีน หน่อยได้ไหมคะ?
“ฝั่งบ้านพ่อทำนา ชีวิตแบบไทยๆ ทำเกษตรกรรม แต่พ่อซีไม่ชอบ เลยออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 14 ไปเป็นลูกจ้างตัดเย็บ จนมาเปิดร้านตัดชุดราตรี-ชุดแต่งงาน พอเริ่มเห็นโอกาสว่า จริงๆ ทำชุดพละคุยกับแค่คนเดียวแต่ได้เป็นร้อยชุด ไม่เหมือนชุดราตรี เขาเลยเปลี่ยนมาทำชุดพละและเสื้อรองในทหารแทน
“ส่วนแม่ อากุ๊ง มาจากเมืองจีน ด้วยความว่าครอบครัวมีลูกสาวเยอะ ก็มาช่วยขายไม้ที่ลพบุรี ตรงโรงไม้ประตูชัย แม่ได้เรียนไม่เยอะ มศ. 3 ที่บ้านก็บอกว่ามีน้องก็ต้องมาช่วยกันทำงาน เลี้ยงน้อง ก็เลยให้ลาออก
“99% ของชีวิตแม่ คือทำงาน เหมือนเขาเคยลำบากมาก่อน เขาไม่อยากส่งต่อความลำบาก ก็เลยอยู่กับงานหาเงินอย่างเดียว เลยไม่มีพิธีกรรมอะไรที่จะส่งต่อ อย่างบ้านอื่นครอบครัวสนิทกัน แต่บ้านซีกินข้าวแบบเร็ว แทบจะเอาจานมาแล้วโกย กิน จบ”
กตัญญูหวานขม
Q: แล้วความเป็นไทย-จีน ในมุมของพี่ซี พี่ซีมองมันในมุมไหนบ้าง?
“ซีรู้สึกว่าคนจีนเป็นคนกตัญญู เขาทำอะไรก็ได้ ทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ พ่อแม่สั่งอะไรฉันต้องทำอย่างนั้น”
Q: แสดงว่าพี่ซีก็มีภาพในหัวของ “ความกตัญญู” พี่ซีเห็นมาจากไหน?
“ก็จากประเพณีและสิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำ อย่างตอนเด็กๆ ไปไหว้เช็งเม้ง ซีก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาไหว้หลุมนี้ด้วย เวลาขึ้นภูเขาก็ลำบาก แต่แม่ก็บอกว่า ตอนอากุ๊งมาจากเมืองจีนเขามาขออยู่บ้านนี้ แล้วก็ได้รับการเลี้ยงดูจนมีครอบครัว เขาเลยนึกถึงคุณของคนที่เลี้ยงเขามา แม้ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ แต่ก็ยังไปไหว้หลุมนี้ทุกปี
“แต่ในมุมซี ประเพณีบางอย่าง เช่น ลูกผู้หญิงถือว่าเดี๋ยวก็แต่งออกไปเป็นคนอื่น เขาจะไม่ให้ความสำคัญกับลูกผู้หญิงเลย บางทีผู้หญิงแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ก็โดนแม่สามีกดดัน ซีคิดว่า เมื่อคุณรู้มุมนี้แล้ว และคุณก็เป็นสะใภ้หรือแม่ของลูกสาว ก็อย่าส่งต่อความคิดที่คุณเองยังไม่ชอบเลย ตอนเด็กๆ ซีก็โดนกดดันว่าโตไปต้องแต่งงานออกไป เราก็คิดว่าเราจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ เราจำเป็นต้องเดินแค่ทางนั้นจริงๆเหรอ”
Q: แม่มีคาดหวังอะไรกับพี่ซีและพี่คนอื่นๆ ในบทบาทไหนบ้างไหมคะ?
“เขาคงคาดหวังกับผู้ชายมากกว่าล่ะ ด้วยความสไตล์คนจีน คาดหวังให้ซีแต่งงานมีลูก มีสามี ไว้ผมยาว เมื่อก่อนเคยไปเจอญาติ เขาก็พูดว่า เรียกแม่เธอมาเลย ทำไมถึงตัดผมแบบนี้ ทำไมถึงใส่กางเกง ไม่ใส่กระโปรงมา ซีก็บอกเขาว่า ด่าได้เลย ไม่ต้องเรียกแม่มาหรอก เพราะว่าเรียกมาก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้ ซีทะเลาะกับแม่จนไม่รู้จะทะเลาะกันอย่างไรแล้ว กลายเป็นเด็กก้าวร้าวไป”
Q: ทุกวันนี้ยังคาดหวังอยู่ไหม?
“ก็ทุกคนพยายามพูดจนเขารู้สึกว่า ถ้ามันมีความสุขกับการเป็นแบบนี้ก็ปล่อยไปเหอะ”
Q: ตอนเป็นเด็กรู้สึกแย่บ้างไหม โดนอะไรแบบนี้?
“เวลาเช็งเม้ง เรารู้สึกไม่สนุก ไม่อยากเจอใครเลย ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้ อยู่กับอะไรแบบนี้ เราไม่อยากเจอ รู้สึกอยากผลักมันออกไป”
จุดเปลี่ยนสู่ตำแหน่ง และการเป็น ‘เถ่านั้ง’ คนรุ่นใหม่
Q: ทำไมถึงตัดสินใจมาร่วมเป็นเถ่านั้ง?
“คือมันมีจุดเปลี่ยน เมื่อก่อนซีเป็นคนไม่คุยกับใคร ไม่ใช่อินโทรเวิร์ต แต่เหมือนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่ด้วยที่บ้านเป็นพุทธเข้าทางวัดป่า พระอาจารย์ก็สอนซีทุกเรื่องยิ่งกว่าพ่อแม่ เราก็เลยตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเองใหม่ พอเดย์-1 ที่เริ่มเปลี่ยนตัวเอง มีโอกาสอะไรเข้ามาจะรับหมด สรุป จ่ะ…ได้เป็น ‘เถ่านั้ง’ เลย (ยิ้ม)”
Q: แล้วตอนที่รู้ว่าได้รับเลือก(จากการเสี่ยงทาย) กำลังทำอะไรอยู่?
“บ่ายสองซีไปอยู่ทางเข้าบ้านที่เป็นทางรถเข้า ไปยืนงงๆ ว่ามายืนทำไมร้อนๆ สักพักเหมือนเป็นภาพช้า รถตู้มูลนิธิฯ มาจอด เดินตรงมาหาซีแล้วเอาพานส้มมาให้ “ยินดีด้วยได้เป็น ‘เถ่านั้ง’” เราก็งงๆ เถ่านั้ง คืออะไรไม่เข้าใจ เพราะเราไม่เคยช่วยงานมูลนิธิเลย แต่ถ้าเราจะเปลี่ยนตัวเอง อะไรทำได้ก็ทำ อะไรไม่ได้ก็ลองเปลี่ยนสักหน่อยหนึ่ง เราใช้ชีวิตมาตั้งนานแล้ว หลังจากนี้เปลี่ยนให้มันตรงข้ามจะเป็นไรไป”
Q: เวลาเป็นเถ่านั๊ง ก็จะมีคนต่างวัยที่ต้องทำงานร่วมกัน พี่ซีรู้สึกว่าทำงานด้วยได้ไหม หรือถ้ามีความคิดเห็นที่ต่างกัน แก้ปัญหาอย่างไร?
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงไม่ได้ แต่พอเป็นตอนนี้ซีคิดว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องถูกใจเรา เขามีประสบการณ์ในยุคของเขา ซีก็มีในยุคของซี เอาประสบการณ์ของเขาและเรามาทำให้ดีขึ้น ดีกว่าเอามาตีกัน ถ้าการแก้ปัญหาของเรามันดีกว่า ก็เสนอไปและรับผิดชอบในสิ่งที่คิด ถ้าเราทำได้ก็จบ แต่ถ้าอีกคนเขามีมุมมองที่โอเคกว่า เขาอยากทำก็ให้เขาทำ เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกอันก็ได้”
ความเชื่อและความศรัทธา กับการส่งต่อประเพณี
คิดว่าความเชื่อกับศรัทธาต่างกันอย่างไร?
“ซีว่าความเชื่อกับศรัทธานี่ใกล้กันเลยนะ เหมือนเราก็ต้องเชื่อก่อนว่าท่านจะให้อะไร ขอแล้วเราจะได้ พอได้ปุ๊บ เราก็จะเริ่มศรัทธา พอศรัทธาก็จะวนลูป เราก็จะเริ่มอยากมาทำบุญ
“แต่ด้วยความที่ซีเริ่มมาจากวัดป่า เลยเฉยๆ ให้ทำอะไรก็ทำ ถือว่าช่วยเหลือกัน มองในมุมนั้นมากกว่า แต่พอเขาบอกให้ซีไปไหว้ ซีก็บอกเจ้าว่า ถ้าจะให้ช่วย ขอให้งานเยอะๆ เพราะว่าถ้าซีไม่มีงาน ไม่มีตังค์ ซีก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้นะคะ”
Q: ในฐานะที่พี่ซีเป็นคนรุ่นใหม่ในคณะกรรมการ เราจะอยู่ในเรื่องของความเชื่อ พิธีกรรมอย่างไรให้ยั่งยืนและอยู่ต่อได้ไปเรื่อยๆ?
“เด็กรุ่นใหม่จะรู้สึกว่าทำไมฉันต้องทำ เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำทำไม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไร ตังค์ก็ไม่ได้ เวลาก็เสีย บางทียังต้องไปปะทะกับคนอื่นอีก คำถามคือ ‘ทำทำไม’ ‘ทำไปเพื่ออะไร’
“เขาต้องมีประสบการณ์ของเขาก่อน เขาถึงจะเชื่อ เรียกว่าเชื่อแล้วศรัทธาดีกว่า เพราะถ้าอยู่ดีๆ เราจะเดินไปเห็นหิน และเราบอกว่า โอย…ศรัทธาจังเลย โดยที่หินไม่ได้ทำอะไร ใครจะศรัทธา”
Q: แล้วพี่ซีอยากให้คนรุ่นใหม่ๆ เขาเข้ามาบ้างไหม?
“ในมุมซีอยากให้ทุกคนเข้ามา การแก้ปัญหาถ้ายิ่งหลายคนมันก็ช่วยกันได้ บางทีคนคนนึงจะแก้ทุกปัญหา ดูทุกอัน ไม่ไหวหรอก แล้วถ้าอยากให้งานหรือจังหวัดเราขยายใหญ่ขึ้น มันก็ต้องใช้คนในการขับเคลื่อนให้พัฒนาไปข้างหน้า ถ้ามีกรรมการที่อายุมากแล้วสัก 40 คน แต่ไม่มีเด็กไปแทน ก็ไม่รู้ว่ามันจะเดินต่อไปอย่างไร
“ตอนนี้รุ่นซีก็มีอยู่ไม่กี่คนเอง แต่เดี๋ยวก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา เราก็มองในแง่ดีไว้ก่อน (หัวเราะ)”
จากการสนทนา เราสัมผัสได้ว่า ‘การให้’ ดูเป็นเรื่องที่พี่ซีให้ความสำคัญอยู่เสมอ ทั้งในรายละเอียดของการใช้ชีวิตและการทำงาน การช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ในนามตำแหน่งคณะกรรมการ แต่เป็นในนามของตัวเขาเอง
นิยามของ ‘การให้’
Q: ‘การให้’ ในมุมของพี่ซี หน้าตาเป็นแบบไหน?
“เอาเป็นว่าซีได้เสียสละดีกว่า ซีรู้สึกว่าเวลาซีมีค่า เพราะเวลาย้อนกลับไม่ได้ แต่ซีเสียเวลาอันนั้นให้ เพื่อที่จะไปแจกข้าวสาร ไปให้คนอื่น ซีถือว่าซีเสียสละเวลาในชีวิตไปให้คนอื่น”
Q: ทำไมถึงอยากให้?
“เมื่อก่อนเราเคยอยู่คนเดียวมาตั้งเยอะแล้ว อยู่กับความคิดตัวเอง ความอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง และทำไมเราไม่เปลี่ยนล่ะ ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ นิ้วตัวเองยังเอาไปไม่ได้เลย สุดท้ายมันก็ต้องเผาไป แล้วเราอยากได้อะไรในชีวิตจริงๆ”
#โต๊ะกินข้าว #ไทยจีน #ลานร่วม #คนรุ่นใหม่คืนถิ่น #ลพบุรี