16/08/2026
***คลิปนี้ทางเพจได้ผลิตขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในวาระครบรอบ ๗๕ ปี วันสันติภาพไทย
นำมารีโพสต์ใหม่***
วันสันติภาพไทย ๑๖ สิงหาคม
เอกราชและสันติภาพไทย ได้มาด้วยการต่อสู้
วันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. 1945) นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ประกาศสันติภาพ ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนและสงครามมหาเอเชียบูรพาสิ้นสุดลง
ประกาศดังกล่าวปฏิเสธการประกาศสงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตร และพันธกรณีที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับญี่ปุ่น พร้อมยืนยันเจตจำนงของประชาชนไทยที่ได้ต่อต้านญี่ปุ่นและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรตลอดช่วงสงคราม
แต่คำถามสำคัญคือ
เหตุใดฝ่ายสัมพันธมิตรจึงยอมรับคำประกาศดังกล่าว และประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยไว้ได้ ทั้งที่รัฐบาลไทยเคยเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐ?
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การทูตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การต่อสู้และการกระทำของคนไทยตลอดเกือบ ๔ ปีแห่งสงคราม
๑. จากวันที่ญี่ปุ่นบุก ถึงขบวนการต่อต้าน
วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ (ค.ศ. 1941) ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย กำลังทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร และพลเรือนไทยหลายพื้นที่ได้ต่อสู้ ก่อนรัฐบาลจะสั่งยุติการยิงและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศไทย
หลังจากนั้นรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเข้าสู่ความร่วมมือกับญี่ปุ่น และประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ (ค.ศ. 1942)
แต่ในเวลาเดียวกัน คนไทยทั้งในและต่างประเทศได้เริ่มจัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น
ในประเทศ นายปรีดี พนมยงค์และเสรีไทยในประเทศ เครือข่ายข้าราชการ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ และประชาชน เริ่มงานใต้ดินในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างทำ
ขณะที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และคนไทยในสหรัฐ ตลอดจนคนไทยในอังกฤษ เช่น ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้จัดตั้งเสรีไทยขึ้นต่อต้านญี่ปุ่นเช่นกัน
ต่อมาเครือข่ายเหล่านี้จึงค่อย ๆ เชื่อมโยงเข้าหากัน และประสานงานกับสหรัฐ อังกฤษ และจีน
๒. สัมพันธมิตรไม่ได้เชื่อไทยเพียงเพราะคำพูด
สหรัฐมีท่าทีตั้งแต่ต้นว่าไทยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของญี่ปุ่น จึงไม่ประกาศสงครามตอบไทย และต่อมาให้การสนับสนุนขบวนการเสรีไทย
จีนของจอมพลเจียงไคเช็กก็ประกาศว่าจะช่วยให้ไทยพ้นจากอำนาจญี่ปุ่น และไม่ทำลายเอกราชและอธิปไตยของไทย
ส่วนอังกฤษ แม้ประกาศสงครามโต้ตอบไทยและมีเงื่อนไขต่อไทยมากกว่าสหรัฐและจีน แต่ก็ยังมีแนวทางให้ประเทศไทยดำรงเอกราชหลังสงคราม ภายใต้เงื่อนไขและมาตรการบางประการ
โดยต้องรอดูความตั้งใจต่อสู้จริงของคนไทย
สิ่งสำคัญคือ เมื่อสงครามดำเนินไป สัมพันธมิตรพบว่า การต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทยมีอยู่จริง และไม่ได้มีเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ
๓. กองกำลังใต้ดินไทยมีตัวตนจริง พร้อมสู้จริง
โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ (ค.ศ. 1944) หลังจากที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามสิ้นสุดอำนาจ แล้วตั้งรัฐบาลเสรีไทยนายควง อภัยวงศ์ พอดีกับที่เสรีไทยจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ชาติสัมพันธมิตรแทรกซึม ลักลอบประสานงานขบวนการเสรีไทยในประเทศ
เครือข่ายต่าง ๆ ที่ต่างฝ่ายต่างเคยต่อต้านญี่ปุ่นต้นสงคราม จึงสามารถรวมตัว แล้วขยายขบวนการเสรีไทยที่มีทั้งในภาครัฐ และภาคประชาชน ภายใต้ผู้สำเร็จราชการปรีดี พนมยงค์ และผู้นำสำคัญอื่น ได้แก่ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส นายทวี บุณยเกตุ น.อ. หลวงศุภชลาศัย ร.น. นายดิเรก ชัยนาม นายเตียง ศิริขันธ์ นายพึ่ง ศรีจันทร์ พล.ท. ชิต สินาดโยธารักษ์ พล.ร.ต. หลวงสังวรยุทธกิจ ฯลฯ
เมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. 1945) เครือข่ายต่อต้านญี่ปุ่นขยายตัวไปหลายภูมิภาค มีการจัดตั้งพลพรรคเสรีไทย ที่มาจากข้าราชการมหาดไทย ตำรวจ ครู ประชาชนในกว่า ๒๕ จังหวัด กำลังนับหมื่นคน พร้อมทั้งประสานงานด้านการข่าว การสื่อสาร การรับส่งอาวุธ และการเตรียมกำลังกับฝ่ายสัมพันธมิตร
ขณะเดียวกัน กำลังกองทัพบก เรือ และอากาศของไทยจำนวนมากก็เตรียมหันอาวุธเข้าต่อสู้กับญี่ปุ่น หากมีคำสั่งเปิดฉากการรบ
นักการทูตได้ดำเนินการสื่อสาร เจรจา ถึงการดำเนินงานฝ่ายไทยอย่างเต็มที่ เพื่อการรับรองเอกราชไทย
เดือนพฤษภาคม นายปรีดีแจ้งฝ่ายสัมพันธมิตรว่า ไทยพร้อมลุกขึ้นต่อสู้ญี่ปุ่นอย่างเปิดเผย แต่สัมพันธมิตรขอให้ชะลอไว้ตามสถานการณ์ทางยุทธศาสตร์
จนเดือนสิงหาคม ญี่ปุ่นเริ่มพบหลักฐานงานใต้ดินและเตรียมกวาดล้าง ฝ่ายไทยก็เตรียมชิงลงมือก่อนเช่นกัน
แต่สงครามยุติลงเสียก่อน
๓. งานกู้ชาติไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ประวัติศาสตร์เสรีไทยมักถูกเล่าผ่านบุคคลสำคัญเพียงไม่กี่คน หรือถูกแบ่งตามขั้วการเมืองในยุคหลัง
แต่หากมองเครือข่ายทั้งหมด จะเห็นว่า การต่อต้านญี่ปุ่นเป็นงานของคนไทยหลากหลายกลุ่มอย่างยิ่ง
มีทั้งนายปรีดี พนมยงค์ และสมาชิกคณะราษฎร พระบรมวงศานุวงศ์ นักการเมืองทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน นักการทูต ครู นักเรียน นิสิตนักศึกษา ปัญญาชน นักหนังสือพิมพ์ ชาวบ้าน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเลทั้งฝ่ายก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์
บางคนทำงานการเมือง บางคนเจรจากับสัมพันธมิตร บางคนสืบข่าว บางคนฝึกอาวุธ บางคนสร้างสนามบินลับ บางคนซ่อนเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร และบางคนเตรียมพร้อมเข้าสู่สนามรบ
ดังนั้น งานกู้ชาติในสงครามครั้งนั้นจึงไม่ควรเป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ของอุดมการณ์ พรรคการเมือง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
แต่เป็นผลงานร่วมกันของคนไทยหลากหลายฝ่าย
๔. จากสงครามสู่สันติภาพ
เมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในวันรุ่งขึ้น นายปรีดี พนมยงค์ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ (ค.ศ. 1945) ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงประกาศสันติภาพ
ประเทศไทยไม่ได้ถูกปฏิบัติในทางนิตินัยเช่นเดียวกับประเทศผู้แพ้สงครามที่ต้องยอมจำนน แม้ไทยยังต้องเผชิญการเจรจาที่ยากลำบาก ต้องคืนดินแดน ชดใช้ทรัพย์สิน ส่งมอบข้าว และยอมรับเงื่อนไขหลายประการ โดยเฉพาะจากอังกฤษ
แต่ท้ายที่สุดประเทศไทยสามารถรักษา เอกราช อธิปไตย และสถานะในประชาคมระหว่างประเทศ เอาไว้ได้
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะถ้อยคำในประกาศสันติภาพเพียงฉบับเดียว
แต่เพราะตลอดสงคราม คนไทยจำนวนมากได้แสดงให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นว่า ในประเทศไทยมีขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น มีองค์กร มีกำลัง มีการปฏิบัติจริง และมีเจตจำนงที่จะต่อสู้กับผู้รุกรานจริง
ประกาศสันติภาพ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ จึงมิใช่เพียงการพลิกสถานการณ์ทางการทูตในวันสุดท้ายของสงคราม
หากเป็นการประกาศต่อโลกถึงสิ่งที่คนไทยจำนวนมากได้ลงมือกระทำมาตลอดหลายปี
เอกราชและสันติภาพของไทย จึงไม่ได้มาโดยปราศจากการต่อสู้
และงานกู้ชาติครั้งนั้น มิใช่ผลงานของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่เป็นมรดกร่วมกันของคนไทยทั้งปวง
#ขบวนการเสรีไทย
#วันสันติภาพไทย