Wartime Asia เอเชียยามสงคราม

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

Wartime Asia เอเชียยามสงคราม เพจเพื่อศึกษา​สงคราม และความมั่นคงเอเชีย​ ในสมัยต่างๆ

21/09/2026

เมื่อราว 35 ปีก่อน สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักประวัติศาสตร์ในวัย 35 ปีผู้ผ่านการล้อมปราบ 6 ตุลาคม 2519 ได้เดินทางไปสนทนากับนายทหารเรือวัย 88 ปีผู้ร่วมการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 การพบกันของคนสองรุ่นเกิดขึ้นในช่วงเตรียมงานครบรอบ 60 ปีประชาธิปไตย และหลังรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 มาไม่นาน

พลเรือโท ศรี ดาวราย เป็นหนึ่งในนายทหารเรือที่รับรู้แผนและเตรียมกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ชื่อกลับไม่ปรากฏในบัญชีผู้ก่อการ เพราะการเลื่อนวันลงมือและข่าวที่ส่งไปถึงสมุทรปราการไม่ทัน คำบอกเล่าของเขาจึงขยายความหมายของคำว่า “ผู้ก่อการ” จากรายชื่อในประกาศไปสู่เครือข่ายของผู้ปฏิบัติจริง พร้อมเปิดให้เห็นภูมิหลังทางสังคมที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องความเสมอภาคและหลัก 6 ประการมีพลังต่อนายทหารหนุ่ม ทั้งการกันโควตาทุนศึกษาต่อไว้ให้บุตรเจ้านายและนายพล ระบบอุปถัมภ์ในราชการ และการปลดข้าราชการในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

เรื่องเล่าของชายผู้ไม่ถือว่าการไม่มีชื่อในบัญชีเป็นความอยุติธรรมต่อตน และคำบอกเล่าที่ถูกบันทึกโดยคนเดือนตุลาฯ ผู้กลายมาเป็นนักประวัติศาสตร์ ชวนให้พิจารณาว่าประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยกว้างกว่ารายชื่อในเอกสารราชการเพียงใด ร่วมอ่านต้นฉบับที่สุธาชัยเรียบเรียงไว้เมื่อ พ.ศ. 2534 ในบทความ “เมื่อคน 6 ตุลาฯ สัมภาษณ์ผู้ก่อการ 2475: สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ กับคำบอกเล่าของ พลเรือโท ศรี ดาวราย”

อ่านบทความฉบับเต็ม: https://pridi.or.th/th/content/2026/09/2972

21/09/2026
19/09/2026
17/09/2026
17/09/2026
17/09/2026
17/09/2026
17/09/2026

🚩​อนุสรณ์สถานรำลึกถึงวีรชน​สมรภูมิที่ซงซาน

🔸​อนุสรณ์สถานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอหลงหลิง เมืองเป่าซาน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน​ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงยุทธการที่ซงซาน ปี 1944 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เก็บรักษาร่องรอยของหนึ่งในความขัดแย้งและความสำคัญช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

🚩​โดยที่มาที่ไปทางยุทธศาสตร์ของสมรภูมิซงซาน
หลังจากที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพม่าได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1942 พวกเขาก็ได้ตัดขาดถนนพม่า ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งทางบกสายหลักสายสุดท้ายที่จีนใช้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

🚩​ภูเขาเเห่งนี้ในช่วงนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นป้อมปราการที่แน่นหนาของกองทัพจักรวรรดิ​ญี่ปุ่น ซึ่งจะตั้งอยู่บริเวณเหนือแม่น้ำสาละวิน

🚩​โดยสถานที่แห่งนี้เปรียบเสมือนแม่กุญแจยักษ์ที่ล็อกถนนพม่าเอาไว้ ตราบใดที่ยังตีซงซานไม่แตก เส้นทางลำเลียงเสบียงนี้ก็ไม่มีวันเปิดออกได้

🚩​ซึ่งยุทธการทวงคืนภูเขาลูกนี้ดำเนินการโดย กองกำลังของจีน โดยการรบเป็นไปอย่างโหดเหี้ยมและดุเดือด จนสมรภูมิแห่งนี้ได้รับฉายาอันน่าสะพรึงกลัวว่า "แวร์เดิงแห่งตะวันออก" (หรือเทียบกับสมรภูมินองเลือดในฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1)

🚩​ขณะนั้นกองทัพจักรวรรดิ​ญี่ปุ่นใช้เวลาประมาณสองปีในการขุดเจาะทะลวงภูเขา เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายบังเกอร์ใต้ดินขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งออกแบบมาให้ทนทานต่อการโจมตีด้วยปืนใหญ่ทุกรูปแบบ

🚩​ทำให้ฝ่ายจีนไม่สามารถตีฝ่าขึ้นยอดเขาหลักด้วยวิธีปกติได้ กองทัพจีนจึงใช้วิธีขุดอุโมงค์ยาวลอดใต้ป้อมปราการหลักของจักรวรรดิ​ญี่ปุ่น แล้วจุดชนวนระเบิดที่มีน้ำหนักร่วมๆ 3 ตัน เพื่อระเบิดยอดเขาทิ้งจากข้างใต้

🚩​ไปจนถึงการรบลุกลามกลายเป็นการต่อสู้ระยะประชิดในร่องสนามเพลาะ ทหารต้องสู้รบในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยโคลนตม พายุฝน และโรคระบาด

🚩​โดยการปิดล้อมกินเวลายาวนานกว่าเก้าสิบวัน ท้ายที่สุดกองทัพจีนก็สามารถเอาชนะกองกำลังทหารจักรวรรดิ​ญี่ปุ่นได้สำเร็จ และคว้าชัยชนะครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์มาได้

🚩​ทหารจีนเสีย-ชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมเกือบเเปดพันนาย โดยก่อนนั้นเกิดภาวะขาดแคลนกำลังพลอย่างหนักทำให้​กองทัพจำต้องเกณฑ์ทหารเด็ก ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจำนวนมากเข้ามาร่วมรบ กองทัพจึงต จำนวนมากที่มีอายุเพียง 9 ถึง 15 ปีเท่านั้น

🚩​ซึ่งเด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้า ที่สูญเสียพ่อแม่ไปในไฟสงครามจากสงคราม เเละบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ​จะเเรงกระตุ้นอันมหาศาล​จากผู้ใหญ่

🚩​เเละได้ถูกผลักออกสู่แนวหน้า โดยทหารเด็กนับพันคนต้องร่วมบุกตะลุยฝ่าดงกระสุน และท้ายที่สุดก็ต้องล้มลงจมกองเลื-อดในสนามรบไปตลอดกาล​

🚩​ซึ่งในปัจจุบัน เขตบริเวณกว้างของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ยังคงรักษาสภาพส่วนใหญ่ไว้เหมือนดั่งปี ค.ศ. 1944 โดยมีทั้งร่องสนามเพลาะที่ถูกอนุรักษ์ไว้ หลุมระเบิดขนาดใหญ่

🚩​และสวนประติมากรรมอันเงียบสงบที่เราเห็นเมื่อมาถึงเเละบีบหัวใจผู้มาเยือนมากที่สุดคือ จัตุรัสทหารเด็ก (Child Soldier Square) สร้างขึ้นภายหลัง

🚩​จนถึงทุกวันนี้ ที่หน้าประติมากรรมทหารเด็กในอนุสรณ์สถาน ได้เกิดธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำต่อๆกันมาคือ

🚩​ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไว้อาลัย ต่างพร้อมใจกันนำลูกอม ช็อกโกแลต หรือของเล่นชิ้นเล็กๆ ติดตัวมาด้วยเสมอ แล้วนำไปวางมันลงบนฝ่ามือของรูปปั้น หรือไม่ก็สอดมันลงไปในกระเป๋าเสื้อของเหล่าทหารเด็ก

🚩​ปกติแล้ว ลูกอม มักเป็นสัญลักษณ์ของเด็ก ความไร้เดียงสา และช่วงเวลาที่ไร้ความกังวล การยื่นมันให้กับเด็กหนุ่มที่ดิ้นรนอยู่บนเส้นด้ายระหว่างความเป็นและความต-าย

🚩​ไม่เพียงแต่เป็นการไว้อาลัยต่อช่วงวัยรุ่นที่พวกเขาควรจะมี แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่า เมื่อต้องเผชิญกับความเสียสละอันยิ่งใหญ่

🚩​คำเชิดชูเกียรติที่ยิ่งใหญ่หรือการชดเชยทางวัตถุใดๆ ก็ไม่สามารถทดแทนการสูญเสียและบาดแผลจากสงครามที่ไม่มีวันรักษาหายได้

🚩​มันอาจจะดูเป็นคำกล่าวที่ตลกร้ายครับ เเต่แฝงไปด้วยการตั้งคำถามต่อสงคราม และเตือนสติชาวโลกให้ตระหนักว่า "สันติภาพ" ส่วนมากต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพงและเจ็บปวดเเทบทั้งสิ้น

🚩​ซึ่งในปัจจุบันมีนักประวัติศาสตร์และการค้นคว้าบางส่วนชี้ว่า ตัวเลขทหารเด็กกว่าเจ็ดพันนาย อาจเป็นเรื่องราวที่ถูกขยายความหรือส่งต่อกันมา เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่ได้มีการบันทึกการตั้งกองกำลังทหารเด็กแยกเป็นหน่วยเฉพาะตัวในเอกสารทางการของกองทัพ

​🚩​แม้ตัวเลขทางสถิติที่แน่ชัดจะเป็นที่ถกเถียงอยู่ แต่ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงเวลานั้นมีเด็กและเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กกำพร้าจากสงคราม

🚩​ถูกส่งเข้าไปอยู่ในกองทัพจริงๆ พวกเขาต้องทำหน้าที่ตั้งแต่แบกกระสุน ส่งเสบียง ไปจนถึงจับปืนสู้รบในแนวหน้า เมื่อต้องเผชิญกับสภาพการรบที่ต้องบุกทะลวงป้อมปืนกลและอุโมงค์ของศัตรูในสมรภูมิซงซาน เด็กๆ เหล่านี้จึงล้มต-ายลงเป็นจำนวนมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

🚩​ส่วนอนุสรณ์สถานเเห่งนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยืนยันตัวเลขทางสถิติเป๊ะๆ แต่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนรำลึกถึงชีวิตบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนที่ถูกสงครามพรากไปก่อนวัยอันควร

🚩​ เพราะไม่ว่าตัวเลขที่แท้จริงจะเป็นร้อยหรือเป็นพันคน การที่เด็กตัวเล็กๆ ต้องมาเสีย-ชีวิต จมในร่องสนามเพลาะ ก็คือความเจ็บปวดที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่ดีครับ

​

17/09/2026

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Wartime Asia เอเชียยามสงคราม โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ พิพิธภัณฑ์

ส่งข้อความของคุณถึง Wartime Asia เอเชียยามสงคราม:

ทางลัด

แชร์